ไปเที่ยวชาโต เดอ วิลลาร์โซส์

รับประทานอาหารกลางวันในสวนที่บ้านของน้องชายคนข้างเคียง เป็นวันแรกในปลายเดือนกรกฎาคมที่มีแสงแดดให้เห็น แล้วเป็นแดดแรงเจิดจ้าที่สาวไทยไม่ชอบ ก็ 34 องศาน่ะ ไม่มีพัดลมปัดเป่า ต้องอาศัยลมธรรมชาติที่แผ่วเต็มที หลังจากนั้นผันผายไป Vexin français ข้อต่อของอิล-เดอ-ฟรองซ์ (Ïle-de-France) และนอร์มองดี (Normandie) เพื่อมุ่งไป Domaine de Villarceaux ปราสาทที่มีสวนสวย อยู่ห่างจากกรุงปารีส 65 กิโลเมตร


Domaine de Villarceaux มีบริเวณกว้างขวาง 70 เฮกตาร์ การทำนุบำรุงดีมากแม้จะมีคนสวนเพียง 2 คนเท่านั้น ตัวปราสาทในศตวรรษที่ 12 เป็นไม้ อยู่ใกล้ๆ กับวัดเบเนดิกตีน (bénédictine) ซึ่งกษัตริย์หลุยส์ที่ 6 (Louis VI) ให้สร้างสำหรับแม่ชี ซึ่งต่อมาถูกทำลายและสร้างเป็นปราสาทเล็กๆ ขึ้นแทนโดยใช้หินของวัดเบเนดิกตีนที่เหลืออยู่ ในศตวรรษที่ 13 ปราสาทไม้กลายเป็นป้อมปราการแข็งแรงเพราะเป็นแนวป้องกันชายแดนของกษัตริย์ฝรั่งเศส พอถึงยุคเรอแนสซองส์ (Renaissance) Domaine de Villarceaux กลายเป็นบ้านพักผ่อนเพื่อความสำเริงสำราญและเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีการสร้างสวนขึ้นใหม่ให้ต้องกับรสนิยมของคนในยุคนั้น เป็นสวนที่ได้รับอิทธิพลจากอิตาลี หากในภายหลังรู้จักกันในชื่อสวนฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสเป็นผู้แพร่หลายสวนลักษณะนี้ที่มีการตัดตกแต่งเป็นรูปแบบเรขาคณิต บริเวณสวนที่แอ่งน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำหลายทาง จึงอุดมสมบูรณ์ แลดูชุ่มชื้น หนองน้ำมีหงส์พ่อแม่ลูกว่ายน้ำลอยมา อีกหนองหนึ่งเป็นฝูงเป็ด


Domaine de Villarceaux ประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรกเป็นหอแซงต์นิโกลาส์ (Tour Saint-Nicolas) มีทางเดินเลียบกำแพง เป็นที่ปลูกสวนยุคกลางที่แบ่งเป็นแปลงตามประโยชน์ใช้สอย เช่น พืชสวนครัว สมุนไพร เป็นต้น หอและทางเดินบริเวณนี้ครอบต้นน้ำที่ใช้บริโภคในปราสาท เป็นน้ำใสสะอาดที่เล่ากันว่าผู้ใดได้อาบจะเป็นสาวสองพันปี ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีใครกล้าบริโภคจากต้นน้ำนี้ด้วยว่าชาวไร่ในบริเวณใกล้เคียงได้มีการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างแพร่หลายใน Domaine de Villarceaux มีแหล่งน้ำ 32 แหล่งด้วยกัน


Pavillon Ninon เป็นอีกหอหนึ่งที่ใช้เป็นที่พักอาศัยและเลี้ยงรับรองแขก ได้ชื่อมาจากมาดามนินง เดอ ลองโคลส์ (Ninon de Lenclos) ซึ่งพำนักที่นี่เป็นเวลา 3 ปี


ส่วนสุดท้ายเรียก les communs ที่พำนักของบ่าวไพร่ ตัวอาคารล้อมลานตรงกลาง

Domaine de Villarceauxเป็นสมบัติของหลุยส์ เดอ มอร์เนย์ มาร์กีส์ เดอ วิลลาโซส์ (Louis de Mornay, marquis de Villarceaux) ซึ่งใกล้ชิดกับกษัตริย์หลุยส์ 16 ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้ แต่งงานกับข้าหลวงของราชินีอานน์ โดทริช (Anne d’Autriche) ซึ่งมีอายุมากกว่า ทว่าร่ำรวย แล้วแอบมีสัมพันธ์กับนีนง เดอ ลองโคลส์ และพากันมาพำนักที่ Domaine de Villarceaux เป็นเวลา 3 ปี


นีนง เดอ ลองโคลส์สนิทสนมกับฟรองซ็วส สการง (Françoise Scarron) ภรรยาของกวี ปอล สการง (Paul Scarron) จึงชักชวนเธอมาที่ Domaine de Villarceaux ด้วย ฟรองซ็วส สการงนี่เองที่ภายหลังเป็นสนมเอกของกษัตริย์หลุยส์ 14 ได้ชื่อใหม่เป็น มาดาม เดอ แมงเตอะนง (Madame de Maintenon) ซึ่งในบั้นปลายหลุยส์ 14 ได้สมรสกับเธอผู้นี้อย่างลับๆ


หลุยส์ เดอ มอร์เนย์ มากีส์ เดอ วิลลาโซส์ต้องใจในฟรองซ็วส สการง จึงจืดจางจากนีนง เดอ ลองโคลส์ เขาเขียนภาพเปลือยของฟรองซ็วส สการงโดยที่เธอไม่ได้เป็นแบบให้ ในภาพมีคิวปิดน้อยถือคันศรอยู่


การชม Domaine de Villarceaux ไม่ได้เข้าชมตัวปราสาท แต่เดินเลาะสวนไปดูทัศนียภาพมุมต่างๆ มองหาร่มไม้เท่าที่จะทำได้ ด้วยว่าแดดแผดเผาจริงๆ เดินไปทางด้านหนึ่ง มองข้ามหนองน้ำไป เห็นปราสาทอีกหลังหนึ่งที่เรียกกันว่า château du haut ด้วยว่าสร้างบนเนินสูง พากันเดินลัดเลาะไต่ความสูงขึ้นไป


เมื่อหลุยส์ เดอ มอร์เนย์ถึงแก่กรรม Domaine de Villarceaux ตกแก่หลานชายคือ ชาร์ลส์ ฌอง-บาติสต์ ดู ตีเยต์ มาร์กีส์ เดอ ลา บุสซีแอร์ (Charles Jean-Baptiste du Tillet, marquis de La Bussière) ซึ่งให้รื้อปราสาทยุคกลาง แล้วนำหินไปสร้างปราสาทหลังใหม่บนเนิน โดยให้ฌอง-บาติสต์ กูร์ตอน (Jean-Baptisite Courtonne) เป็นผู้ออกแบบ


ความร้อนทำให้ท้อเมื่อนึกว่าจะต้องเดินขึ้นเนินไปยังตัวปราสาทด้านบน การเยี่ยมชมนี้มีคนตาบอด 1 คนและผู้เฒ่าวัย 92 ปีอีก 1 คน จะยอมแพ้ก็กระไรอยู่


การเดินท่ามกลางธรรมชาติสวยงามทำให้เพลิดเพลินไปได้ เมื่อขึ้นไปถึง มองย้อนลงมา เห็นภาพแมกไม้และหนองน้ำสวยงามมาก เดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง เป็นด้านหน้าที่เห็นประตูเหล็กหล่ออยู่ห่างไปร้อยกว่าเมตร นึกเห็นภาพรถม้าที่วิ่งเข้ามาจอดส่งที่หน้าประตูปราสาท ตัวปราสาทตื้นมาก หากได้แสงสว่างจากหน้าต่างบานใหญ่ทั้งสองด้าน ในห้องอาหารติดภาพถ่ายเจ้าของปราสาทและกิจกรรมด้านล่าสัตว์ รูปใหญ่ที่ต้องเขม้นมอง คือ ภาพเปลือยของมาดาม เดอ แมงเตอะนงนั่นเอง

ตามห้องต่างๆ ของปราสาทหลังนี้ ตั้งหุ่นเสื้อผ้าสมัยโบราณ ผลงานของโอลิวีเอร์ อองรี (Olivier Henry) ครูสอนการปักผ้าซึ่งหลงใหลเสื้อใน “ประวัติศาสตร์” จึงทำเสื้อผ้าสำหรับโอเปราหรือละครขึ้นมา และนำออกแสดงนิทรรศการ ณ ที่นี้ ผลงานของเขาเคยแสดงในพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง


เครื่องเรือนจำนวนไม่น้อยเป็นของเก่าของปราสาท ห้องนอนที่ตั้งเตียงแบบโปแลนด์ กล่าวคือ หัวเตียงไม่ชิดผนัง ต่างจากการตั้งเตียงแบบฝรั่งเศส ห้องหนึ่งเป็นห้องจีน เครื่องเรือนและเครื่องประดับจากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าบุเครื่องเรือนเป็นผ้าทอจากจีนสวยมาก


ตระกูลวิลฟรองช์ (Villefranche) เป็นเจ้าของ Domaine de Villarceaux ตระกูลสุดท้าย เคยคิดสร้างบ้านขายในพื้นที่ของตระกูล ผู้เสนอโครงการหอบเงินหนี ทิ้งหนี้ไว้ให้ จนในที่สุดต้องขายบ้านทอดตลาด ผู้ประมูลได้คือ Fondation Charles Léopold Mayer ของสวิส ซึ่งให้สภาจังหวัดเช่าเป็นเวลา 99ปี จึงเป็นที่มาของการเปิดให้เข้าชมฟรี โดยมีมัคคุเทศก์นำชม


Domaine de Villarceauxขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี 1941 และในปี 2004 สวนของ Domaine de Villarceaux ขึ้นทะเบียนสวนสวย jardin remarquable โดยกระทรวงวัฒนธรรม


เมื่อเสร็จสิ้นการชมปราสาท พากันเดินลงเนินมายังส่วนที่เป็นสำนักงาน มีตู้ใส่เครื่องดื่มกระป๋องแบบหยอดเหรียญ ขอโค้กเย็นๆ ดับกระหาย นั่งพักผ่อนสักครู่ แล้วได้เวลาเดินทางกลับ

 

 

Category: 
About the Author
Supapim Mancel's picture

Supapim Mancel