ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วงการธุรกิจทั่วโลกขานรับกระแสความยั่งยืนหรือ ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างคึกคัก หลายองค์กรทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการสร้างภาพลักษณ์ การทำรายงานความยั่งยืน ตลอดจนการประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเริ่มเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความผันผวนของต้นทุน ทิศทางดอกเบี้ย และมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น บทบาทของภาคการเงินจึงเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนกำลังก้าวข้ามจากยุคที่เน้นเพียงการจัดประเภทหรือกำหนดฉลากของสินทรัพย์ (Labeling Era) เข้าสู่ "ยุคแห่งการจัดสรรเงินทุน" (Capital Allocation Era) อย่างเต็มรูปแบบ
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกณฑ์การพิจารณาความน่าเชื่อถือของธุรกิจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือ Bankability ในประเทศไทยปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่สถาบันการเงินอาจพิจารณาเพียงว่าโครงการหรือสินทรัพย์นั้นๆ เข้าข่าย "สีเขียว" หรือ "ยั่งยืน" หรือไม่ แต่ในปัจจุบัน เกณฑ์ประเมินใหม่จะมุ่งเน้นที่ความพร้อมของโครงการ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความสามารถในการสร้างมูลค่าและชำระหนี้ในระยะยาว
3 เมกะเทรนด์โลกที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย
การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ Bankability ของภาคการเงินเกิดขึ้นพร้อมกับ 3 เมกะเทรนด์หลักที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อทิศทางการเติบโตและการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย:
1. การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) และคอขวดด้านความพร้อม
ในมิติของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) หน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างเกณฑ์การออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้ตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bonds)
อย่างไรก็ตาม คอขวดสำคัญของการระดมทุนไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือทางการเงิน แต่ขยับไปอยู่ที่ "ความพร้อมขององค์กร" ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกตราสาร เนื่องจากการระดมทุนจะเกิดขึ้นได้ ภาคธุรกิจต้องทราบชัดเจนว่าตนเองต้องปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ใด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด ต้องใช้เงินลงทุนมากน้อยเพียงใด และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับตามความคาดหวังของนักลงทุนและสถาบันการเงิน
2. การขยายตัวของ AI และ Data Center: ย้ายจุดโฟกัสสู่คุณภาพการลงทุน
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สะท้อนได้จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในครึ่งแรกของปี 2569 ที่มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท จากยอดรวม 1.47 ล้านล้านบาท
ทว่านโยบายภาครัฐและสถาบันการเงินเริ่มย้ายจุดโฟกัสจากเพียง "ปริมาณเงินลงทุน" ไปสู่ "คุณภาพของการลงทุน" โดยเพิ่มเกณฑ์คัดกรองในมิติประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ การจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เนื่องจาก Data Center แม้จะทำงานบนระบบคลาวด์ แต่เบื้องหลังต้องพึ่งพาทรัพยากรพลังงานและน้ำมหาศาล ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคจึงกลายเป็นตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ
3. การรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation)
มิติด้านการปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติถือเป็นเรื่องที่เคยถูกมองข้าม ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 25 ปีข้างหน้า โดยในจำนวนนี้เป็นงบประมาณสำหรับการปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติ (Climate Adaptation) สูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เหตุการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความผันผวนของสภาพอากาศ อาจเริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อใดที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุนการดำเนินงาน หรือมูลค่าหลักประกัน สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็น "ความเสี่ยงทางการเงิน" ทันที
บทบาทใหม่ของภาคการเงิน จากผู้ประเมินเอกสาร สู่ผู้กำหนดทิศทางตลาด
เมื่อปัจจัยความเสี่ยงของธุรกิจเปลี่ยนไป สถาบันการเงินจึงปรับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียง "ผู้ประเมิน" (Evaluator) ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารความยั่งยืน มาเป็น "ผู้กำหนดเงื่อนไขและทิศทางตลาด" (Market Shaper)
เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองเชิงลึกไว้อย่างน่าสนใจว่า
"ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของ Sustainable Finance ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มุ่งเน้นการจัดประเภทหรือกำหนดฉลากของสินทรัพย์ ไปสู่ยุคของการจัดสรรเงินทุน โดยคำถามสำคัญที่มากกว่า 'โครงการจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียวหรือยั่งยืนหรือไม่?' คือการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความสามารถของสินทรัพย์ในการดำเนินงานและสร้างรายได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมิน Bankability ของธุรกิจและโครงการต่าง ๆ"
การพิจารณาสินเชื่อและการสนับสนุนทางการเงินในปัจจุบันจึงตั้งอยู่บน 3 โจทย์หลัก:
1. ความสมเหตุสมผลในการสนับสนุน (Eligibility & Justification): โครงการสอดรับกับเมกะเทรนด์และช่วยแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมได้อย่างแท้จริงหรือไม่
2. เงื่อนไขทางการเงินที่สะท้อนความเสี่ยงจริง (Conditional Financing): อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผูกติดกับดัชนีวัดผลความยั่งยืน (KPIs) ที่ชัดเจน
3. การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาว (Long-Term Economic Value): โครงการสามารถเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือป้องกันความเสี่ยงในอนาคตได้จริง

การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติและแนวโน้มสำคัญ (ปี 2569–2571)
เพื่อตอบโจทย์การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้นำเสนอบริการ Sustainability360 Advisory Program ซึ่งสนับสนุนการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนในตลาดไปแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนาเครื่องมือ Climate Transition Canvas เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับมาตรการลดคาร์บอน แหล่งเงินทุน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่นำไปปฏิบัติได้จริง
สำหรับทิศทางของภาคธุรกิจและตลาดการเงินไทยในระยะ 2–3 ปีข้างหน้า มี 5 แนวโน้มสำคัญที่ต้องจับตามอง:
- ความพร้อมของโครงการเป็นข้อจำกัดหลัก: ภาคธุรกิจจะพบว่าอุปสรรคในการเข้าถึง Transition Finance คือความพร้อมของแผนงานมากกว่าตัวเครื่องมือทางการเงิน
- การแข่งขันด้านพลังงานสะอาด: ความพร้อมและต้นทุนพลังงานสะอาดจะมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งฐานโครงสร้างพื้นฐาน AI ในภูมิภาค
- ปัจจัย Bankability มิติใหม่: ทรัพยากรน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และความทนทานต่อสภาพอากาศ จะถูกนำมาประเมินความน่าเชื่อถือของโครงการเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น
- การจัดสรรงบ CAPEX ด้าน Adaptation: องค์กรธุรกิจจะดึงงบลงทุนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติเข้ามาอยู่ในแผนการเงินหลัก
- ยกระดับบทบาทฝ่ายความยั่งยืน: บุคลากรสายงานความยั่งยืนในภาคการเงินจะขยับจากการตรวจเอกสาร มาเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงกลยุทธ์เพื่อประกอบการอนุมัติเงินทุน
การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้บริบทเมกะเทรนด์โลก ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับการสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมในอนาคต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบการเงินย้อนหลังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพร้อมของธุรกิจในการปรับตัวให้สอดรับกับบริบทใหม่
เจสัน ลี กล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า
"การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทยต้องพิจารณาทั้ง 3 ปัจจัยไปพร้อมกัน ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปรับตัวรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเชื่อมโยงทั้งสามมิติเข้ากับแผนการเงินและการลงทุนของภาคธุรกิจ ดังนั้น คำถามสำคัญของภาคการเงินนี้จึงไม่ใช่แค่ 'โครงการนี้ยั่งยืนหรือไม่' แต่คือ 'โครงการนี้ควรได้รับเงินทุนหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขใด และจะสามารถสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างไร'"