| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Entrepreneurship
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
SMEs
IT
Inno Edge
- An Oak by the window
- Marketing Click
- Green Mirror
- Let's talk urban
- Trading Edge
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ ธันวาคม 2550
|
| |

 |
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2550 |
 |
Green Concept ที่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสีป้ายชื่อ
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ |
 |
|
 |
 |
|
 |
|
|

การประกาศตัวเป็นผู้นำธุรกิจสีเขียว (green business) ของเทสโก โลตัส มิใช่เพียงการเปลี่ยนสีป้ายชื่อ หรือจัดบรรยากาศภายในห้างใหม่ แต่มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นและสามารถพิสูจน์ได้ว่า การบริโภคสีเขียว (green consumption) นั้นสามารถปฏิบัติได้จริง
คนที่เข้าไปจับจ่ายซื้อสินค้าในห้างเทสโก้ โลตัส คงเข้าใจว่าเหตุผลหลักที่ซูเปอร์ สโตร์แห่งนี้สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เป็นเพราะความที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์ ได้มากกว่า
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ถูกต้องเพียงส่วนหนึ่ง อาจเป็นส่วนใหญ่แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด
ยุทธศาสตร์ของเทสโก้ทั่วโลกที่ประกาศ ว่า "เราขายถูกกว่า" นั้นมีข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังด้วยว่า เทสโก้สามารถทำธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า การบริหารต้นทุนจึงเป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่เทสโก้เน้นเพื่อผลักดันให้ ยุทธศาสตร์หลักในการขายถูกกว่าสามารถบรรลุวัตถุประสงค์
ต้นทุนสำคัญของเทสโก้ นอกจากเรื่อง สินค้า เรื่องคน เรื่องการบริหารจัดการแล้ว ก็คือต้นทุนพลังงาน
ความพยายามในการลดต้นทุนด้านพลังงานจึงเป็นอีกยุทธศาสตร์สำคัญที่เทสโก้พยายามผลักดัน
ซึ่งก็สอดคล้องกับกระแสความตื่นตัวของคนทั่วโลกที่กำลังวิตกกังวลอย่างหนักกับปัญหาโลกร้อน จากการบริโภคพลังงานเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการแพร่ กระจายก๊าซคาร์บอนออกสู่บรรยากาศโลก
ยุทธศาสตร์ลดการใช้ หรือบริโภคพลังงานของเทสโก้ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เรียก ได้ว่า win win สำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาคม โลก ชุมชนซึ่งเป็นที่ตั้งของเทสโก้ ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้าและตัวของเทสโก้เอง
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (2550) เซอร์เทอร์รี่ ลีฮี ประธาน Tesco PLC ประกาศวิสัยทัศน์ สำคัญออกมาว่าเทสโก้จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (low-carbon economy)
จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวได้ถูกนำมาแปลง เป็นพันธกิจ carbon footprint หรือการติดตามร่องรอยคาร์บอน เพื่อลดการแพร่กระจายคาร์บอน (catbon emission) ออกสู่ บรรยากาศจากทุกกิจกรรมของเทสโก้ทั่วโลก
เซอร์เทอร์รี่ ลีฮี ได้ให้เป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2563 เทสโก้ทั่วโลกจะลดการแพร่กระจายคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศลงให้ได้ 50% ของตัวเลขที่เทสโก้ได้ปลดปล่อยออกไปในปี 2549
แปลความหมายในมุมกลับกันก็คือ ในอีก 13 ปีข้างหน้าเทสโก้ทั่วโลกจะต้องลดการใช้พลังงานในทุกกิจกรรมลงให้เหลือเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของยอดการใช้พลังงานรวมในปีที่แล้ว
ดูเป็นเป้าหมายที่ท้าทายพอสมควร สำหรับผู้บริหารของเทสโก้ทั่วโลก
แต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายที่น่าหนักใจสำหรับ ผู้บริหารเทสโก้ โลตัสในประเทศไทย
เทสโก้ โลตัส ตระหนักถึงความสำคัญ ของต้นทุนพลังงานมานานแล้ว และมีนโยบาย ที่จะลดการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ลงมาตั้งแต่ปี 2543 โดยพยายามลดการใช้พลังงานลงให้ได้ปีละประมาณ 3-5% ของยอดการใช้ในแต่ละปี
จากตัวเลขการลงทุนเพื่อลดการใช้พลังงานตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน เทสโก้ โลตัสได้ใช้เงินไปแล้วประมาณ 445 ล้านบาท และสามารถประหยัดพลังงานไปได้คิดเป็นมูลค่า 723 ล้านบาท
โครงการที่ถือเป็นหัวใจสำหรับการลด การใช้พลังงาน คือการก่อสร้างอาคารอนุรักษ์ พลังงาน (green store) ขึ้นที่สาขาพระราม 1 ที่เปิดให้บริการไปเมื่อปี 2547
ถือเป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ low-carbon economy และพันธกิจ carbon footprint ถึง 2 ปีเต็มๆ
จากแนวคิด green store ที่สาขาพระราม 1 ซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว กำลังจะถูกต่อยอดให้มีความเข้มข้นขึ้น จาก green store แห่งที่ 2 ที่สาขาศาลายา ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการได้อย่างช้าในต้นปีหน้า (2551) หรืออย่างเร็วในปลายปีนี้
(รายละเอียดเรื่อง green store อ่าน "เมื่อต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติ" ประกอบ)
แม้ว่าเทสโก้ โลตัสได้พยายามลดการใช้พลังงานจากทุกกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปฏิบัติการของเทสโก้ในประเทศไทย จะไม่ตื่นตัวหรือตระหนักต่อพันธกิจ carbon footprint
ตรงกันข้าม ภายหลังจากที่ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์และกำหนด เป้าหมายที่จะลดการปลดปล่อยคาร์บอนลงให้เหลือเพียง 50% ในอีก 13 ปีข้างหน้าออกมา ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส ยิ่งต้องพยายามเฟ้นหาวิธีการที่จะทำให้ปฏิบัติการของเทสโก้ที่นี่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้
ภายหลังการประกาศพันธกิจ carbon footprint เทสโก้ได้ว่าจ้างบริษัท Environmental Resource Management (ERM) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ให้เข้าไปวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่บรรยากาศจากปฏิบัติการต่างๆ ของเทสโก้ทั่วโลกเพื่อนำมาใช้เป็น base line
โดยได้มีการจัดตั้งเงินกองทุนขึ้นมาจำนวน 100 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 7 พันล้านบาท ให้กับเทสโก้ทั่วโลกนำไปใช้ในโครงการลดการ ปล่อยก๊าซคาร์บอน
สำหรับในประเทศไทยผลการวัดของ ERM พบว่าในปี 2549 ปฏิบัติการของเทสโก้ โลตัส ซึ่งหมายรวมทั้งสำนักงานใหญ่ สาขาทุกรูปแบบทุกแห่งในไทย รวมถึงศูนย์กระจายสินค้า 2 แห่ง และการขนถ่าย สินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขา มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศประมาณ 4 แสนตัน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในปี 2563 ปฏิบัติการทุกอย่างที่มีอยู่แล้ว จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงให้เหลือเพียง 2 แสนตัน
ส่วนสาขาที่สร้างใหม่ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไปจะต้องหาวิธีการที่จะบริโภคพลังงานให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของการบริโภคพลังงานของสาขาในรูปแบบเดียวกันในปี 2549
การให้ ERM เข้ามาตรวจวัดการปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากจะทำให้รู้ถึงตัวเลขเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่แน่นอนแล้ว ยังทำให้รู้ถึงเป้าหมายหลักของ ปฏิบัติการเพื่อที่จะลดการใช้พลังงานลงได้ตรงจุดมากที่สุด
จากโครงสร้างการบริโภคพลังงานของ เทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่บรรยากาศถึง 4 แสนตัน ในปี 2549 ประกอบไปด้วย
1. การใช้ไฟฟ้าเพื่อแสงสว่าง และความเย็นภายในห้าง 70%
2. การใช้ไฟฟ้าเพื่อทำระบบความเย็น ให้กับตู้แช่อาหารภายในห้าง 13%
3. การขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขา 13%
4. การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจของพนักงานและผู้บริหาร 3%
5. แก๊ส LPG ที่ใช้กับศูนย์อาหารที่อยู่ ตามสาขาต่างๆ 1%
อนุพัฒน์ อรุณากูร Head of Facillity Management & Engineering บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารเทสโก้ โลตัสในไทย บอกกับ "ผู้จัดการ" ว่าเมื่อเทสโก้ โลตัสรู้ base line และโครงสร้างของ base line ดังกล่าวแล้ว ทำให้รู้ได้เลยว่าจะต้องลดการบริโภคพลังงานกับกิจกรรมใดเป็นจุดแรก
รวมถึงวิธีการที่จะทำให้กิจกรรมดังกล่าวมีการบริโภคพลังงานที่ลดลง
"หลักๆ เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง อุปกรณ์และเครื่องจักร รวมถึงการออกแบบให้เอื้อต่อการประหยัดการใช้พลังงาน และการนำพลังงานทดแทนเข้ามาใช้" อนุพัฒน์อธิบาย
การตัดสินใจเปิด green store ที่สาขาพระราม 1 เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทำให้เทสโก้ โลตัสได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยี รวมถึงกระบวนการทำงานหลายอย่างที่สามารถช่วยลดการบริโภคพลังงานลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาทิ การออกแบบตัวอาคารให้เลือกรับแสงสว่างโดยตรงเฉพาะในช่วงครึ่งวันเช้า การนำกระจกเคลือบลามิเนต ที่ช่วยกรองความร้อนจากแสงแดดเข้ามาใช้ การออกแบบ ภายนอกอาคารให้มีส่วนที่สามารถบังแดด แต่คนภายนอกสามารถมองเห็นภายในตัวอาคาร ตลอดจนการนำระบบคอมพิวเตอร์ และตัวเซ็นเซอร์เข้ามาใช้ควบคุมการเปิด-ปิด และลดระดับไฟฟ้ากับเครื่องปรับอากาศ การ ลดความเร็วในการทำงานของมอเตอร์บันไดเลื่อน รวมถึงการเชื่อมต่อกระบวนการทำงาน ของหอผึ่งน้ำ (cooling towers) ในระบบปรับอากาศแต่ละหน่วยเข้าด้วยกัน และลดความเร็วของใบพัดหอผึ่งน้ำลงเพื่อให้สามารถ ระบายความร้อนจากระบบปรับอากาศได้ในปริมาณเท่าเดิม แต่ใช้พลังงานน้อยลง ฯลฯ
กระบวนการและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้จากสาขาพระราม 1 เหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ ในสาขาของเทสโก้ โลตัสแห่งอื่นๆ ด้วย
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เทสโก โลตัสได้ร่วมมือกับลินฟ็อกซ์ ทรานสปอร์ต (ไทยแลนด์) และอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติกส์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับเหมาขนส่ง และกระจายสินค้าให้กับเทสโก้ โลตัสทั่วประเทศประกาศ การนำไบโอดีเซล ประเภทบี 5 เข้ามาใช้กับรถขนส่งสินค้าของเทสโก้ โลตัส ที่มีจำนวนกว่า 400 คัน ซึ่งวิ่งอยู่ทั่วประเทศ
สุนทร อรุนานนท์ชัย ประธานกรรมการเอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม บอกว่าปัจจุบัน รถขนส่งสินค้าดังกล่าวทำหน้าที่กระจายสินค้า สู่สาขาของเทสโก้ โลตัส ตลอด 24 ชั่วโมง คิดเป็นระยะทางวิ่งทั้งสิ้นกว่า 73 ล้านกิโลเมตร ในแต่ละปีรถเหล่านี้บริโภคน้ำมันดีเซลกว่า 20 ล้านลิตรต่อปี หรือ 53,000 ลิตรต่อวัน
"การเปลี่ยนมาใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 5 ทำให้บริษัทสามารถประหยัดการใช้น้ำมันลงได้ 5% และช่วยลดปริมาณการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้ประมาณปีละ 3 ตัน จากปัจจุบันที่ค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของคนไทย อยู่ที่ 4.8 ตันต่อคนต่อปี จำนวนก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ที่ลดลงจากการนำไบโอดีเซลเข้ามาใช้ในการขนส่งสินค้าของเทสโก้ โลตัสในปริมาณดังกล่าวนี้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 500 ต้นต่อปี" สุนทรกล่าว
นอกจากนี้เทสโก้ โลตัสยังได้เตรียมการที่จะเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า โดยการนำหลอด ฟลูออเรสเซ็นต์ ชนิด T5 (หลอดฟลูออเรส เซ็นต์ ขนาดความกว้างของหลอดเพียง 5 หุน) ซึ่งมีความประหยัดกว่าหลอดชนิดเดิมถึง 45% เข้ามาใช้ภายในสาขาทั้งหมด โดยเริ่มจากสาขาศาลายา ที่เป็น green store แห่งที่ 2 เป็นสาขาแรกในปลายปีนี้
รวมถึงการออกแบบตู้แช่อาหารใหม่ ให้มีกระจกปิด-เปิด เพื่อไม่ให้ความเย็นจากตู้แช่กระจายออกสู่ภายนอก
อนุพัฒน์บอกว่าโครงการต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นความพยายามในการลดการบริโภคพลังงานโดยตรง เฉพาะปี 2550 ปีเดียว เทสโก้ โลตัส ได้ใช้งบประมาณเพื่อการนี้ไปแล้วถึง 131 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะลดการบริโภคพลังงานลงจากปีที่แล้วให้ได้อย่างน้อย 3-5%
"จาก base line ที่เราปล่อยคาร์บอนออกสู่บรรยากาศ 4 แสนตันเมื่อปีที่แล้ว หากลดลงได้ 3% ก็เท่ากับ 1 หมื่นตัน ถ้าคิดเป็นเงินก็จะลดไปได้ 140-150 ล้านบาท"
ความพยายามโดยตรงถือเป็นสิ่งที่เทสโก้ โลตัสสามารถควบคุมได้แต่สิ่งที่ท้าทาย กว่าคือ ความพยายามทางอ้อมที่จะสร้างความ ตระหนักให้กับชุมชนรอบข้าง ผู้บริโภคที่เป็นลูกค้า รวมถึงคู่ค้า นั่นคือซัปพลายเออร์ต่างๆ ที่ส่งสินค้าเข้ามาขายในเทสโก้ โลตัส
ซึ่ง 1 ในพันธกิจ carbon footprint ก็คือการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่ชั้นบรรยากาศ ในสินค้ากว่า 35,000 รายการ ที่วางจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เป็นเกณฑ์สำหรับโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของสินค้าต่อไปในอนาคต
นั่นหมายความว่าในอนาคต สินค้าที่วางจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส อาจถูกจัดเรตติ้ง ว่าชิ้นใดที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศมากน้อยกว่ากัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้พิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ
"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก แต่ผมว่า ถ้าเราเป็นผู้นำและพยายามทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซัปพลายเออร์หรือคู่ค้าของเราต้องเข้าใจในเป้าหมายที่เราต้องการ และต้องร่วม ไปกับเรา เพราะมันก็จะเป็นผลดีกับสินค้าของเขาเองด้วย" อนุพัฒน์ให้ความเห็น
นับจากกลางปีที่ผ่านมาสาขาของเทสโก้ โลตัสหลายแห่งได้เริ่มเปลี่ยนสีของอาคารและป้ายชื่อห้าง จากเดิมสีน้ำเงิน-แดง มาเป็นสีเขียว-ขาว ซึ่งรวมทั้งเครื่องแบบพนักงาน บรรยากาศภายในห้าง แม้กระทั่งที่จับของรถเข็น
การนำสีเขียวเข้ามาใช้มิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของ green concept ที่เทสโก้ โลตัสต้องการประกาศความเป็นผู้นำในธุรกิจ สีเขียว (green business) และการบริโภคสีเขียว (green consumption) เท่านั้น
แต่ยังหมายถึงการนำ การลด การบริโภคพลังงาน มาเป็นตัววัดผลงานทางธุรกิจ (Businesss KPI) ของทุกหน่วยงานในแต่ละปีด้วยว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด
เพราะการลดการบริโภคพลังงานก็คือ การลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผลระยะยาว ที่ได้รับย่อมคุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะในสายตาของผู้บริโภค
|
|
 |
|
|