| |

อะไรคือความเป็น "อังกฤษ"
โดย
วิไลลักษณ์ ถิรนุทธิ
นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2547)
เมื่อตอนมาถึงอังกฤษใหม่ๆ เคยไปคุยกับแคธ เลขาฯ ของคณะรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยว่า หน้าร้อนจะไปเที่ยวไหน แคธตอบว่า อยากจะไปเที่ยวยุโรปกับครอบครัว แต่ไม่รู้จะมีเวลาหรือเปล่า
ไปเที่ยว "ยุโรป" เหรอ อ้าว...แล้วอังกฤษนี่ไม่ได้อยู่ในยุโรปหรือยังไง
อยู่ไปได้หลายปีเข้า ฉันก็เริ่มได้คำตอบ
คนอังกฤษส่วนใหญ่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นชาวยุโรป และไม่คิดว่าประเทศของตนเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปเสียด้วย ชาวอังกฤษมักจะเรียกประเทศอื่นในแถบยุโรปว่า "The Continent" หรือไม่ก็เรียกเหมารวมว่า "ยุโรป" ไป แต่ไม่ยักรวมตัวเองเข้าไปด้วย ซึ่งก็แปลก เพราะประเทศ อังกฤษเองก็ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป แถมยังเป็นสมาชิกของอียู มาตั้ง 30 กว่าปีแล้วด้วย
การที่ชาวอังกฤษไม่คิดว่าตัวเองเป็นยุโรป อาจเป็นเพราะอังกฤษเป็นเกาะโดดเดี่ยว ไม่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศอื่น ก็เลยเป็นเอกเทศจนไม่อยากจะไป สุงสิงกับใคร ยิ่งถ้าคุยกับคนอังกฤษเรื่องเอาเงินปอนด์ ไปรวมกับเงินยูโรเมื่อไรล่ะก็ หลายคนจะเกิดเลือดรักชาติขึ้นมาทันที คอยเถียงหัวชนฝาไม่ยอมที่จะเสียเอกราชทิ้งเงินปอนด์ไปใช้เงินยูโรแทน
แอนนี่ เพื่อนชาวอังกฤษ ก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็น ชาวยุโรป และไม่อยากจะให้อังกฤษไปรวมตัวกับยุโรป เพราะกลัวอังกฤษจะกลายเป็นแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ของอียูไป แอนนี่เกรงว่า นโยบายของประเทศทุกอย่างทั้งในด้านกฎหมายและการเงินจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของอียูหมด อีกทั้งยังออกความเห็นว่าอังกฤษจ่ายเงินเข้ากองทุนของอียูไปตั้งมากมาย แต่ไม่เห็นจะได้อะไรกลับคืนมาสักเท่าไร
ไม่ใช่แอนนี่คนเดียวที่รู้สึกอย่างนี้ ชาวอังกฤษอีกจำนวนมากก็รู้สึกเหมือนกัน จากรายงาน Euro-barometer ที่คณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปจัดทำขึ้นเมื่อปี 2003 เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในยุโรป 28 ประเทศ พบว่าในบรรดาผู้ที่ถูกสอบถามทั้งหมด ชาวอังกฤษรู้สึกว่าตนมีความเป็นยุโรปอยู่ในตัว น้อยที่สุด (ประมาณ 30% ของคนอังกฤษที่ถูกถามรู้สึก อย่างนั้น) ในขณะที่ลักเซมเบิร์กกลับเป็นชาติที่ประชาชน รู้สึกว่า ตัวเองมีความเป็นยุโรปมากที่สุด (70 กว่าเปอร์เซ็นต์) นอกจากนี้พรรค UKIP (UK Independent Party) ของอังกฤษซึ่งมีนโยบายหลักที่จะเอาอังกฤษออกจากอียูให้ได้ ยังได้รับคะแนนเสียงมาก จนผู้แทนจากพรรคตัวเองได้ที่นั่งของ ส.ส.ประจำอียูเพิ่มจากแค่ 3 คนเมื่อ 5 ปีก่อนเป็นตั้ง 12 คน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ นี่แสดงว่าชาวอังกฤษที่อยากตีตัวออกห่างอียูนั้นทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี
ที่คนอังกฤษไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับยุโรปนั้น จะเป็นเพราะว่าตัวเองรู้สึกสนิทกับอเมริกามากกว่าหรือเปล่า? เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษาหรือเรื่องบรรพบุรุษ ทั้ง 2 ชาติต่างก็มีความใกล้เคียงกันมาก คนอเมริกันจำนวนไม่น้อย เป็นลูกหลานของชาวอังกฤษ เองที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ การที่อังกฤษยอมบุกเดี่ยว ร่วมมือกับอเมริกาบุกอิรัก โดยไม่ยอมฟัง เสียงของสมาชิกอียูชาติอื่นๆ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างอังกฤษกับอเมริกา นอกจากนี้ อิทธิพลด้านสื่อต่างๆ ของอเมริกา เช่นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด หรืออินเทอร์เน็ต ก็มีบทบาทในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศให้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ดันอังกฤษให้ห่างออกจากยุโรปไปเรื่อยๆ สังเกตได้จากการที่โทรทัศน์ของอังกฤษ ฉายแต่รายการที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่เห็นจะฉาย รายการจากประเทศยุโรปอื่นๆ เลย มีแต่ละครซีรี่ส์ของอเมริกาเท่านั้นที่ขายดี เช่นเรื่อง Nip/Tuck, Six Feet Under, หรือรายการ The Apprentice ของมหาเศรษฐี โดนัลด์ ทรัมพ์ แต่ถ้าไปเปิดโทรทัศน์ในฝรั่งเศสหรือเยอรมนีดู จะพบรายการหลากหลายภาษา ทั้งที่ผลิตเองและจากประเทศใกล้เคียง (รวมทั้งบีบีซี)
ถึงแม้ชาวอังกฤษหลายคนจะรู้สึกผูกพันกับอเมริกา แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีอะไรเกี่ยวข้องกับอเมริกาเลย (แอนนี่รู้สึกว่าคนอเมริกันจะเหมือนกับคนออสเตรเลีย คือเสียงดัง พูดจาโผงผาง แต่คนอังกฤษน่าจะเหมือนคนนิวซีแลนด์มากกว่า คือเงียบๆ) และถ้าอังกฤษไม่เข้าพวกกับทั้งยุโรป และอเมริกาแล้ว จุดยืนของความเป็นอังกฤษนั้นอยู่ตรงไหน
จริงๆ แล้วอังกฤษตอนนี้กำลังเผชิญกับวิกฤติ identity crisis คือเริ่มสับสนว่าตัวเองเป็นใคร และอะไร คือความเป็นอังกฤษ ที่จริง ถ้าจะให้ถูกก็จะต้องเรียกพลเมืองของที่นี่ว่า ชาวบริติช ไม่ใช่ชาวอังกฤษ เพราะอังกฤษเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร (United Kingdom) เท่านั้น อีก 3 ภาคคือ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ มักถูกกลืนหายตกไปอยู่ภายใต้ปีกของอังกฤษไป ดังนั้นถึงแม้สกอตแลนด์จะเป็นส่วนหนึ่ง ของ U.K. แต่ทั้งชาวสกอต ชาวเวลส์ และชาวไอริช ต่างก็ไม่มีวันจะมองตัวเองว่าเป็นชาวอังกฤษเด็ดขาด แม้แต่คำว่า "บริติช" ก็ไม่คิดอยากจะใช้
นอกจากพลเมืองดั้งเดิมทั้ง 4 กลุ่มแล้ว ประชากรอังกฤษในปัจจุบันยังประกอบไปด้วยชาวผิวดำ จากแอฟริกา แคริเบียน และชาวเอเชียจากอินเดีย ปากีสถาน จีน ญี่ปุ่น หรือไทย ฯลฯ แต่ละคนตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่นี่นานหลายสิบปี จึงมีสิทธิในความเป็นอังกฤษไม่น้อยไปกว่าเจ้าของบ้าน แต่การที่มีคนหลายเชื้อชาติอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เจ้าถิ่น เริ่มไม่สบายใจ กลัววัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของตนจะเจือจางลง หรือสูญหายไปในที่สุด จึงเริ่มมีการเรียกร้องความเป็นอังกฤษให้กลับคืนมาใหม่ หลายคนปักธง อังกฤษ (คือธงเซนต์จอร์จ เส้นสีแดง 2 เส้นตัดกันบนพื้นขาว ไม่ใช่ธงของสหราชอาณาจักรที่เราคุ้นกัน) ไว้หน้าบ้านบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นอังกฤษ ของตน ซึ่งจะเห็นธงนี้บ่อยมากเวลามีแข่งฟุตบอล ระหว่างอังกฤษกับประเทศอื่น หรือแม้แต่ระหว่างอังกฤษ กับสกอตแลนด์เองก็ตาม ชาวอังกฤษหลายคนโทษผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่นี่ ว่านำแต่ปัญหาสังคมมาให้ มาแย่งงานของคนอังกฤษไป แถมยังมาเพิ่มภาระให้รัฐบาลต้องคอยเลี้ยงดูอีกต่างหาก แต่เรื่องนี้คงต้องเก็บเอาไว้คุยกับคุณผู้อ่านวันหลัง
เรื่องชนชาติในสังคมอังกฤษยุคใหม่ เป็นปัญหา น่าปวดหัว การพยายามรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอังกฤษไว้ อาจนำมาสู่ความขัดแย้งภายในประเทศได้ เพราะอังกฤษวันนี้เป็นสังคมที่ผสมผสานหลายเชื้อชาติเข้าด้วยกัน ไม่ใช่สังคมของชาวผิวขาวแต่อย่างเดียวอีก ต่อไป ดูจากอาหารก็ได้ เพราะอาหารอังกฤษเองก็ได้อิทธิพลมาจากประเทศอื่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแกงของ อินเดีย หรือปลาทอด ฟิชแอนด์ชิปส์ ที่แม้จะไม่ได้มีต้น กำเนิดมาจากอังกฤษ แต่ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษไปเสียแล้ว อาจารย์ลินดา คอลลี่ (Linda Colley) แห่ง London School of Economics ให้ข้อคิดที่ดีไว้ว่า ชนชาติและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งจอมปลอมที่มนุษย์ สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น แล้วเราจะไปยึดติดกับมันอยู่ทำไม เพราะจะพลอยทำให้ผู้คนแตกแยกกันเปล่าๆ สู้เรามาพูดเรื่องสิทธิการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศกันไม่ดีกว่า หรือการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ด้วยกันอย่างสันติภาพไม่ว่าจะมาจากชาติไหน สำคัญกว่าการ ยึดติดกับเรื่องชนชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเองตั้งเยอะ
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
Copyright © 2004 Manager Media Group Public Company. All
Rights Reserved.
|