ชื่อ คริสตี้ส์ (Christie's) สถาบันประมูลเก่าแก่จากอังกฤษ อายุ 260 ปี คือชื่อแรกๆ ที่คนในวงการศิลปะและของสะสมระดับโลกนึกถึง แต่น้อยคนจะรู้ว่าเส้นทาง 28 ปีของคริสตี้ส์ในไทย เริ่มต้นจากซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ ก่อนจะเติบโตมาเป็นศูนย์กลางการประมูลของภูมิภาคอินโดจีนในวันนี้
gotomanager ชวนคุยกับ 3 ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ได้แก่ คุณปัญญชลี เพ็ญชาติ Co-Founder และผู้เชี่ยวชาญระดับตำนานด้านสินค้าลักชัวรี, คุณเยาวณี นิรันดร Co-Founder ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพเขียน นักสะสมแถวหน้า และผู้ก่อตั้ง 129 Art Museum และ คุณประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie's ประเทศไทยและกลุ่มอินโดจีน ผู้นำพาองค์กรเข้าสู่ยุคใหม่

ปัญญชลี เพ็ญชาติ Co-Founder คริสตี้ส์ ประเทศไทย
จุดเริ่มต้นจากซากวิกฤต: เปลี่ยนงานศิลปะของ ปรส. เป็นเงิน 100 ล้านบาท
ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อสถาบันการเงินจำนวนมากถูกสั่งปิดกิจการ นั่นคือจุดเริ่มต้นของคริสตี้ส์ในไทย คุณปัญญชลี เล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ 28 ปีก่อนว่า
"ตอนนั้นมีการยึดสินทรัพย์ที่เป็นงานศิลปะ (Artwork) ออกมาจากออฟฟิศต่างๆ ของบริษัทเงินทุนที่ถูกปิดกิจการ และมีแนวคิดจะนำออกมาประมูลเพื่อแปรสภาพเป็นเงินหมุนเวียน แต่ยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีใครคุ้นเคยกับการประมูลระดับสากล ทางรัฐบาลจึงติดต่อให้พวกเราช่วยประสานงานกับคริสตี้ส์ในต่างประเทศเพื่อจัดการประมูลครั้งประวัติศาสตร์นี้"

คุณเยาวณี ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพเขียน และ คุณปัญญชลี ผู้ดูแลกลุ่มลักชัวรีและจิวเวลรี ต้องร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจัดทำแคตตาล็อกผลงานศิลปะกว่า 100 ชิ้นขึ้นมาเองทั้งหมด
"เราประเมินราคาเริ่มต้นไว้ไม่สูงมากเพราะตลาดตอนนั้นยังเงียบมาก" คุณปัญญชลีเล่าต่อด้วยรอยยิ้ม "เราได้คุณโรเจอร์ แมคอิลรอย (Roger McIlroy) อ็อกชันเนียร์ชาวออสเตรเลียบินมาทุบค้อนประมูล ระหว่างงานมีดราม่าเล็กน้อยเมื่อมีผู้เข้าชมทักท้วงกลางห้องว่าภาพชิ้นหนึ่งไม่ใช่ของแท้ แต่ด้วยความมั่นใจในแหล่งที่มา เราจึงควบคุมสถานการณ์และดำเนินการต่อได้ ผลลัพธ์วันนั้นน่าทึ่งมาก จากที่ประเมินไว้ 10 ล้านบาท จบงานราคาทะยานไปสูงกว่า 100 ล้านบาท และขายออกไปเกือบ 100%!"

ความสำเร็จนี้ทำให้คริสตี้ส์ชวนทั้งคู่ร่วมเปิดสาขาในไทยอย่างเป็นทางการ โดยเลือกสำนักงานแรกที่ เพนนินซูลา พลาซ่า แม้สำนักงานใหญ่จะไม่เคยยอมให้ออฟฟิศตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้ามาก่อน แต่ด้วยระบบความปลอดภัยที่เข้มงวดขนาดที่ "จิ้งจกตัวเดียวร้อง สัญญาณเตือนภัยก็ดังจนต้องโทรเรียก รปภ. ตอนตี 4" สำนักงานใหญ่จึงยินยอมในที่สุด
เมื่อ 'ศรัทธา' ทลายเพดานงบประมาณ: มหากาพย์งานประมูลการกุศล
จุดที่ทำให้คริสตี้ส์ ประเทศไทย แตกต่างจากสถาบันประมูลอื่นคือ งานประมูลเพื่อการกุศล (Charity Auction) ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "ต้องเป็นการกุศล 100% โดยคริสตี้ส์และทีมงานไม่หักค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว"
คุณปัญญชลีเล่าถึงงานประมูลผ้าคลุมไหล่ปักลวดลายวิจิตร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ทำยอดขายรวมสูงถึง 240 ล้านบาท ว่า "ทุกครั้งที่จัดประมูลเพื่อการกุศลจะสนุกและเต็มไปด้วยสีสัน ยังจำได้ว่ามีสุภาพสตรี 2 ท่านแย่งกันประมูลผ้าคลุมไหล่ ไม่มีใครยอมใคร คืนนั้นสนุกมากค่ะ นอกจากนี้เรายังสนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านกองทุนของมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ Christie's ในประเทศไทย"

อีกหนึ่งไฮไลต์คือความร่วมมือกับ ไทยเบฟเวอเรจ ประมูลกล้อง Leica ทองคำแท้ 21 ตัว เพื่อมอบรายได้ให้ 21 มูลนิธิ
"ตอนแรกคุณหนุ่ม (ฐาปน สิริวัฒนภักดี) บอกว่าพี่หนิงช่วยดันราคาให้ได้ตัวละ 3 ล้านบาทก็พอใจแล้ว" คุณปัญญชลีเล่าเบื้องหลังอันตื่นเต้น "แต่พอเคาะจริงผ่านไปแค่ 2 ล็อตแรก ราคาไปไกลมาก จนผู้แทนบริษัทใหญ่หลายคนต้องวิ่งออกไปโทรขออนุมัติงบเพิ่ม ไฮไลต์คือมีนักสะสมซูเปอร์วีไอพีชื่อคุณสตีเฟนบินตรงจากฮ่องกงมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ เขาสู้ราคากล้องตัวเดียวสูงถึง 20 กว่าล้านบาท จนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของไทยรัฐ จบงานกวาดรายได้รวม 220 ล้านบาท ทุกตัวเคาะจบเกิน 3 ล้านบาททั้งหมดค่ะ"

ยุคผลัดใบ: เมื่อคนรุ่นใหม่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการประมูล
หลังผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ คริสตี้ส์ ประเทศไทยส่งไม้ต่อสู่ คุณประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie's กลุ่ม CLMVT ผู้นำพลังขับเคลื่อนใหม่เข้ามา โดยเฉพาะการขยายตัวของกลุ่มนักสะสมรุ่นใหม่ (New Gen) อายุ 30-40 ปี อย่างมีนัยสำคัญ
"สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้ของนักสะสมรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาก พวกเขาไม่ได้เริ่มจาก Passion เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการค้นคว้าข้อมูลและมีความรู้เฉพาะทาง เชื่อมโยงกับ Lifestyle รสนิยม และการลงทุน แต่คริสตี้ส์ยังเชื่อว่า Passion คือหัวใจสำคัญของการเริ่มต้นสะสม เพราะคอลเลกชันที่สมบูรณ์แบบเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ การศึกษาประวัติศาสตร์และบริบทตลาด รวมถึงการเดินทางไปชมผลงานจริงในพิพิธภัณฑ์และ Art Fair"
คุณประภาวดีเผยสถิติที่น่าสนใจว่า พอร์ตประมูลของลูกค้าไทยปัจจุบันกระจายตัวอย่างสมดุลระหว่างสินค้าลักชัวรี (เครื่องประดับ นาฬิกา กระเป๋า) 60% และงานศิลปะ 40% จากเดิมที่ลูกค้าไทยเน้นลักชัวรีสูงถึง 90% ขณะที่ตลาดงานศิลปะร่วมสมัยในไทยเติบโตเร็วมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คาดว่าขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10 เท่าตัว

การเปลี่ยนผ่านรุ่นนี้ยังปฏิวัติรสนิยมในการสะสมอย่างสิ้นเชิงผ่าน 3 กลุ่มสินทรัพย์หลัก:
- เครื่องประดับ: จากยุคก่อนที่นิยมเพชรพลอยเม็ดใหญ่โดดเด่น สู่ยุคนี้ที่นักสะสมรุ่นใหม่หันมาใช้เพชรน้อยลง เลือกดีไซน์เรียบหรูขนาดกะทัดรัดอย่างกำไลข้อมือหรือเข็มกลัดชิ้นเล็ก พร้อมมีความรู้เชิงลึกถึงขั้นวิเคราะห์สีเพชรและมองหาอัญมณีคุณภาพระดับ Type 2a ที่มีความใสสะอาดสูงสุด
- นาฬิกา: แม้ Patek Philippe จะยังครองใจนักสะสมทุกวัย แต่คนรุ่นใหม่หันมาเสาะหา นาฬิกาวินเทจ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการเปิดรับแบรนด์ร่วมสมัยอย่าง Richard Mille ที่โดดเด่นด้านวิศวกรรมและการออกแบบ
- กระเป๋าแบรนด์เนม: จากไอเทมแฟชั่นทั่วไป กลายเป็นสินทรัพย์ดาวเด่นที่สร้างสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี อย่าง Hermès Faubourg รุ่นหน้าต่าง ที่เคาะขายได้ถึง 18 ล้านบาท สำหรับรุ่นสีขาว และ 14 ล้านบาท สำหรับรุ่นสีดำ
นักสะสมรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดพอร์ตอยู่แค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ข้ามสายไปมาระหว่างกระเป๋าหรู นาฬิกา งานศิลปะ ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี โดยมองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่มั่นคง พร้อมถือครองระยะยาว 3-5 ปีเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน


ศิลปินไทยบนเวทีโลก: ด่านทดสอบเรื่องเล่าและกำแพงภาษี
แม้ผลงานศิลปินไทยจะสวยงามและฝีมือประณีต แต่การเข้าสู่พอร์ตประมูลระดับสากลยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน คุณเยาวณีอธิบายเกณฑ์ที่เข้มงวดของคริสตี้ส์ระดับโลกว่า จะไม่เลือกศิลปินหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติผลงานปรากฏ โดยต้องได้รับการจัดแสดงนิทรรศการต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย 3-4 ปีเพื่อพิสูจน์คุณค่า คณะกรรมการจะให้คะแนนแบ่งเป็นฝีมือศิลปิน 50% และเนื้อหาการเล่าเรื่อง 50%
คุณประภาวดีขยายความว่า "งานศิลปะบางชิ้นอาจดูดีมากสำหรับคนไทย แต่กรรมการสากลอาจมองว่าเจาะจงทางวัฒนธรรมหรือศาสนามากเกินไป ศิลปินจึงต้องมองหาจุดสมดุลที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจระดับสากล แบบคุณนที อุตฤทธิ์ ที่สร้างสถิติทำราคาประมูลไปสูงถึงกว่า 2 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือศิลปินรุ่นใหม่อย่างซันเต๋อ ที่เล่าเรื่องเรียบง่ายแต่กินใจคนทั่วโลก และก้องกาน ศิลปินรุ่นใหม่ที่เพิ่งสร้างสถิติ World Record ใหม่ไปไม่นาน"

นอกจากฝีมือศิลปิน อุปสรรคสำคัญอีกด้านคือนโยบายภาครัฐ "ถ้าดูสิงคโปร์หรือฮ่องกง รัฐบาลของเขามีวิสัยทัศน์ชัดเจนมากในการสนับสนุนอุตสาหกรรมศิลปะและวัฒนธรรมให้เป็นฮับการเงินและศิลปะของภูมิภาค" คุณประภาวดีเปรียบเทียบ "สิงคโปร์สนับสนุนงบประมาณ อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสาร และที่สำคัญคือไม่เก็บภาษีและเว้นข้อจำกัดด้านศุลกากร ทำให้ชิ้นงานศิลปะล้ำค่าขนย้ายเข้าออกเพื่อจัดพรีวิวได้สะดวกและไร้ความเสี่ยง"
ต่างจากไทยที่กระบวนการศุลกากรซับซ้อนและมีกำแพงภาษีนำเข้าสูง จนแม้แต่คริสตี้ส์เองที่อยากยืมภาพวาดระดับมาสเตอร์พีซของ โคลด โมเนต์ มาให้คนไทยชื่นชม ก็ยังทำไม่ได้ ขณะที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเกือบทั้งหมดในไทยถูกขับเคลื่อนโดยเอกชนที่ต้องแบกรับภาระขาดทุนทุกเดือน เช่น 129 Art Museum ของคุณเยาวณี หรือโครงการศิลปะที่เขาใหญ่

ก้าวต่อไป: อินโดจีนฮับ และพรมแดนใหม่ผ่าน Private Sales
แม้จะมีข้อจำกัดในประเทศ แต่ด้วยฐานลูกค้าที่สั่งสมมายาวนาน กรุงเทพมหานคร จึงได้รับการยอมรับจากสำนักงานใหญ่ให้เป็น ศูนย์กลางการดำเนินงานของอินโดจีน (Indochina Hub) ดูแลตลาดกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งหมด สะท้อนผ่านการเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 28 ปีของ CEO ระดับโลกของคริสตี้ส์
สำหรับแผนเติบโตต่อจากนี้ คริสตี้ส์ ประเทศไทยวางไว้ 3 ทิศทางหลัก:
1. ขยายพอร์ต Private Sales: เพิ่มน้ำหนักการทำข้อตกลงซื้อขายแบบส่วนตัวทั้งในกลุ่มลักชัวรีและศิลปะ ตอบโจทย์นักสะสมที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอกรอบเวลาห้องประมูล
2. เชื่อมต่อสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในฮ่องกง: การย้ายสำนักงานใหญ่ระดับเอเชียสู่ตึก เดอะ เฮนเดอร์สัน ผลงานออกแบบของ ซาฮา ฮาดิด ในเซ็นทรัล ฮ่องกง จะยกระดับประสบการณ์บริการและการจัดแสดงผลงานแก่นักสะสมไทยตลอดทั้งปี
3. บุกเบิกตลาดใหม่ที่ภูเก็ต: จากการเติบโตของกลุ่มผู้พำนักถาวรระดับบนและแบรนด์โรงแรมหรูที่ย้ายเข้าสู่ภูเก็ต คริสตี้ส์เล็งจัดกิจกรรม Luxury Private Sales รองรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงกลุ่มใหม่นี้

เสน่ห์ที่ไม่มีวันจาง: 'ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต'
เมื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้ทั้ง 3 ท่านยังมีพลังขับเคลื่อนวงการนี้มาอย่างยาวนาน คำตอบกลับเรียบง่ายแต่เปี่ยมพลัง
"เสน่ห์ของงานนี้คือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ชิ้นงานแต่ละชิ้นที่ผ่านเข้ามาในคริสตี้ส์ไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ทุกครั้งที่จัดงานพรีวิว เราจะได้ชมผลงานระดับโลกที่ถูกเก็บรักษาอย่างเป็นส่วนตัวโดยนักสะสมชั้นนำ ซึ่งบางชิ้นเราจะไม่มีวันได้เห็นในพิพิธภัณฑ์สาธารณะเลยตลอดชีวิตนี้ การได้เห็น ได้เรียนรู้ และส่งผ่านคุณค่าเหล่านี้ให้นักสะสมรุ่นต่อรุ่น คือความสุขที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้" คุณประภาวดีกล่าวทิ้งท้าย