7 ต.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เส้นทาง 28 ปีของ "ซง ฮอย ซี" จากความอึดอัดของที่นั่งชั้นประหยัด สู่เจ้าของเลานจ์ใน 600 สนามบิน

เส้นทาง 28 ปีของ "ซง ฮอย ซี" จากความอึดอัดของที่นั่งชั้นประหยัด สู่เจ้าของเลานจ์ใน 600 สนามบิน

Mr Song Headshot.PNG

พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ปักหมุดสุวรรณภูมิด้วยเลานจ์คู่ 790 ตารางเมตร เงินลงทุน 3.8 ล้านดอลลาร์ และวิธีคิดที่เริ่มต้นจากปัญหาของผู้โดยสาร 85% ที่ไม่มีใครดูแล

เรื่องราวของ พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป (Plaza Premium Group – PPG) ไม่ได้เริ่มจากห้องประชุมหรือเอกสารศึกษาความเป็นไปได้ แต่เริ่มจากความหงุดหงิดส่วนตัวของชายคนหนึ่งในสนามบิน

ก่อนปี 2541 ซง ฮอย ซี (Song Hoi-see) ทำงานสายวาณิชธนกิจ เดินทางด้วยตั๋วชั้นธุรกิจที่ธนาคารออกให้ เข้าออกเลานจ์สายการบินเป็นกิจวัตร จนกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจออกมาทำธุรกิจของตัวเอง สถานะผู้โดยสารก็เปลี่ยนไปพร้อมกับตั๋วชั้นประหยัด

"ผมต้องนั่งแย่งปลั๊กไฟกับคนอื่นในพื้นที่สาธารณะ ไม่มีที่ชาร์จแล็ปท็อป ไม่มีใครช่วยส่งแฟกซ์" เขาเล่าถึงความรู้สึกในวันนั้น ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นของคำถามที่นำไปสู่ธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา

คำถามนั้นเรียบง่าย ถ้าสายการบินดูแลผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจซึ่งคิดเป็นเพียง 10–15% ของเครื่องบินทั้งลำ แล้วอีก 85% ที่เหลือล่ะ ใครดูแล

ช่องว่างตรงนั้นคือตลาดที่ยังไม่มีใครจับจอง และเป็นที่มาของแนวคิดเลานจ์อิสระ (independent lounge) ที่เปิดให้ผู้โดยสารทุกชั้นโดยสารซื้อบริการเข้าใช้ได้โดยไม่ต้องผูกกับสายการบินใดสายการบินหนึ่ง ภายใต้บริษัท พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป (Plaza Premium Group – PPG) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ฮ่องกง

Plaza Premium First_BKK_Lounge Bay.jpeg

28 ปี กับเครือข่าย 600 สนามบิน

แต่หลังออกจากงานสายวาณิชธนกิจ ซง ฮอย ซี ยังไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจเลานจ์สายการบินทันที แต่เขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยการก่อตั้ง "Plaza Business Center" เป็นธุรกิจออฟฟิศให้เช่าพร้อมเลขานุการและบริการสนับสนุนสำนักงาน ก่อนจะเริ่มต้นธุรกิจเลานจ์สายการบินตามมา โดยเปิดตัวเลานจ์แห่งแรกขึ้นในเดือนกรกฏาคม 2541 ที่ฮ่องกง

ในระยะแรกทั้งสองธุรกิจยังดำเนินควบคู่กันไปอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขายธุรกิจ Business Center ทิ้งทั้งหมด เพื่อทุ่มทรัพยากรไปที่เลานจ์เพียงอย่างเดียว การตัดสินใจ "ตัดขา" ธุรกิจที่ยังทำเงินได้เพื่อโฟกัสเส้นทางเดียว คือจุดหักเหสำคัญที่ทำให้ PPG กลายเป็นผู้เล่นเฉพาะทางแทนที่จะเป็นผู้ประกอบการทั่วไป

จากเลานจ์แห่งแรก วันนี้ PPG ให้บริการครอบคลุมสนามบินกว่า 600 แห่งใน 150 ประเทศ พร้อมสถิติที่ใช้อ้างอิงได้จริงในวงการ คือรางวัล Best Independent Lounge in the World จาก Skytrax ต่อเนื่อง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2569

การเติบโตระดับนี้ไม่ได้มาแบบเส้นตรง ช่วงโควิด-19 คือบททดสอบที่หนักที่สุด เมื่อการบินทั่วโลกหยุดชะงัก ธุรกิจที่ผูกกับผู้โดยสารโดยตรงอย่าง PPG แทบไม่มีรายได้เข้ามาเป็นเวลา 3 ปีเต็ม ยอดขาดทุนสะสมแตะ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยปีละราว 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่ซงเลือกทำในช่วงนั้นคือสิ่งที่เขาพูดถึงบ่อยที่สุดเมื่อถูกถามถึงบทเรียนทางธุรกิจ

"ผมไม่เคยให้พนักงานออก" เขาบอก พร้อมอธิบายว่าพนักงานราว 5,000 คนคือ "สินทรัพย์" ที่ผ่านการฝึกมาแล้ว และหากปล่อยไป การสร้างใหม่จะใช้เวลาและต้นทุนมากกว่าเงินที่ประหยัดได้ ทางออกที่เขาเลือกคือขอความร่วมมือให้ทุกคนรับเงินเดือนลดลง 50% เพื่อประคองกันไปจนถึงวันที่ฟ้าเปิด

ผลลัพธ์ปรากฏชัดเมื่อการเดินทางกลับมา ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นต้องเริ่มรับสมัครและฝึกอบรมใหม่ PPG มีทีมที่พร้อมทำงานทันที และใช้จังหวะนั้นขยายธุรกิจได้เร็วขึ้นถึง 4 เท่าจากก่อนวิกฤต

Plaza Premium First_BKK_Reception.jpeg

ทำไมต้องกรุงเทพฯ และทำไมต้องตอนนี้

หลังจากรอเวลามานานหลายปี ในที่สุด PPG ก็ได้จังหวะเหมาะในการมาแลนด์ดิ้งที่เมืองไทย ด้วยการเปิดตัว Plaza Premium First (PPF) และ Plaza Premium Lounge (PPL) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ซึ่งไม่ใช่การเปิดสาขาธรรมดา แต่เป็นการนำคอนเซปต์ "dual-lounge" เรือธงมาลงในจุดที่บริษัทมองว่าเป็นประตูสู่เอเชีย

"ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการเปิดตัวคอนเซปต์ dual-lounge เรือธงของเรา" ซง ฮอย ซี ระบุ

ตัวเลขสนับสนุนการตัดสินใจของเขาคือ ปี 2568 สุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสาร 62.9 ล้านคน และมีแผนขยายขีดความสามารถจาก 65 ล้านคน ไปสู่ 80 ล้านคนต่อปีภายในปี 2573 พร้อมการเปิดใช้อาคารเทียบเครื่องบินรอง ที่สำคัญคือสัดส่วนผู้โดยสารต่างชาติซึ่งอยู่ในระดับ 60–80% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ PPG มองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความประทับใจครั้งสุดท้ายก่อนออกจากประเทศ

Plaza-Premium-First_AeroBar_0.jpg

จังหวะการเข้าตลาดก็มีส่วน พื้นที่ที่ PPG ได้มานั้นเดิมเป็นเลานจ์ของสายการบินเอมิเรตส์ที่หมดสัญญาลงพอดี บริษัทจึงเข้าเสียบในทำเลที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเหมาะกับธุรกิจนี้

การลงทุนครั้งนี้อยู่ที่ 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้สัญญาสัมปทาน 6 ปี บนพื้นที่รวมกว่า 790 ตารางเมตร ชั้น 3 อาคารเทียบเครื่องบิน G ใกล้ประตู G1 แบ่งเป็น Plaza Premium First ขนาด 212 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารกว่า 50 ท่าน พร้อมโซนพักผ่อนส่วนตัว ห้องอาบน้ำ บริการผู้ช่วยส่วนตัว อาหารแบบ à la carte ภายใต้ชื่อ Primo Dining และบาร์เครื่องดื่ม Aero Bar ขณะที่ Plaza Premium Lounge ขนาด 578 ตารางเมตร รองรับได้ 98 ที่นั่ง พร้อมครัวปรุงสด บุฟเฟต์ Wi-Fi จุดชาร์จอุปกรณ์ ห้องอาบน้ำ ห้องปฏิบัติศาสนกิจ และพื้นที่สำหรับครอบครัว

Plaza-Premium-First_Reception_0.jpg

สูตร 25–30% ที่เป็น DNA ของแบรนด์

สิ่งที่ทำให้ PPG แตกต่างจากเชนเลานจ์ที่ใช้แบบแปลนเดียวกันทั่วโลก คือกฎภายในที่ซงยึดมาตลอด นั่นคือทุกเลานจ์ที่เปิดในประเทศใด ต้องมีองค์ประกอบท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 25–30% ไม่ว่าจะเป็นอาหาร งานศิลปะ วัสดุ หรือการออกแบบ

"ผู้โดยสารต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ประเทศไหน" คือหลักคิดเบื้องหลัง

ที่สุวรรณภูมิ แนวคิดนี้แปลออกมาเป็นการตกแต่งด้วยวัสดุเหลือใช้ที่สะท้อนวิถีชีวิตไทย และการอบรมพนักงานให้ส่งมอบ "น้ำใจ" แบบไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ลอกเลียนได้ยาก งานออกแบบทั้งหมดเป็น in-house ทำโดยทีมของบริษัทเอง ไม่ได้จ้างภายนอก เพราะต้องการให้มาตรฐานแบรนด์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นเดินไปด้วยกันได้จริง

Plaza Premium First_BKK_Som Tum Roll.jpeg

“ผมชอบประเทศไทย ชอบความมีน้ำใจของคนไทย ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา ผมมาพักผ่อนที่เมืองไทยทุกปีๆ ละ 2 สัปดาห์”

อีกจุดที่บริษัทใช้เป็นตัวแยกตัวเองออกจากคู่แข่งคืออาหาร PPG ยืนยันใช้ครัวปรุงสดภายในเลานจ์ โดยเฉพาะเมนูเส้นและก๋วยเตี๋ยวที่ทำสดต่อหน้า แทนการรับอาหารสำเร็จจากภายนอกเข้ามาอุ่น

ที่น่าสังเกตคือบริษัทตั้ง "เพดาน" จำนวนผู้ใช้บริการไว้โดยตั้งใจ ปัจจุบันเลานจ์ที่สุวรรณภูมิรองรับผู้ใช้บริการเฉลี่ย 400–500 คนต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่บริษัทมองว่ารักษาคุณภาพได้ โดยไม่ปล่อยให้พื้นที่แออัดจนประสบการณ์เสียไป เป็นการยอมแลกรายได้ระยะสั้นกับความยั่งยืนของแบรนด์ระยะยาว

Plaza Premium First_BKK_Mixologist.jpeg

จากเลานจ์ สู่ประสบการณ์ทั้งสนามบิน

ทิศทางถัดไปของ PPG คือการไม่หยุดอยู่ที่ห้องรับรอง แต่ขยายไปครอบคลุมทุกจุดสัมผัสของการเดินทาง ตั้งแต่บริการต้อนรับและอำนวยความสะดวก ALLWAYS Meet & Greet ไปจนถึงโรงแรมในสนามบินและบริการอาหาร โดยมีแพลตฟอร์ม Smart Traveller เป็นตัวรวมการจองทั้งหมดไว้ในที่เดียว

ในฝั่งพันธมิตร บริษัทใช้ระบบสัญญาระดับโลก (Global Contract) กับสายการบินและสถาบันการเงิน เพื่อให้คู่ค้าเจรจาครั้งเดียวแล้วใช้ได้ทุกสนามบินในเครือข่าย ซึ่งลดต้นทุนการทำงานของทั้งสองฝ่ายและช่วยรักษามาตรฐานบริการให้สม่ำเสมอ สำหรับผู้โดยสารทั่วไป Lounge Pass เริ่มต้นที่ 69 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อถูกถามถึงคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดเลานจ์อิสระ เขามองว่าตลาดการเดินทางใหญ่พอสำหรับทุกคน และโจทย์ของบริษัทคือการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร มากกว่าการไล่ตามคู่แข่งรายใดรายหนึ่ง

Plaza-Premium-Lounge_BKK-Lounge_0.jpg

นิยามความสำเร็จที่ไม่ได้วัดด้วยรายได้

สิ่งที่ PPG บอกว่าตัวเองขายจริง ๆ มีอยู่ 4 อย่าง คือ Convenience ความสะดวก Comfort ความสบาย Love and Care ความใส่ใจจากพนักงาน และ Value ความคุ้มค่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็นเกณฑ์ที่บริษัทใช้วัดว่าเลานจ์แต่ละแห่งทำงานได้ตามที่ตั้งใจหรือไม่

สำหรับผู้ก่อตั้งที่เดินทางในธุรกิจนี้มา 28 ปี คำถามเรื่องความสำเร็จกลับได้คำตอบที่ไม่เกี่ยวกับงบการเงิน

เขาบอกว่าความสำเร็จไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ผู้โดยสารออกจากเลานจ์ไปด้วยความรู้สึกที่ดี เล่าต่อให้คนอื่นฟัง และกลับมาใช้บริการอีกครั้ง มรดกที่เขาอยากทิ้งไว้คือประสบการณ์การเดินทางที่ดีขึ้นของคนจำนวนมาก ภายใต้ประโยคที่บริษัทใช้มาตลอดว่า"Together we make travel better"