เมื่อทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกคิดคำนวณเป็นต้นทุนสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่คือตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันและโจทย์ธุรกิจภาคบังคับที่ทุกองค์กรต้องเร่งหาคำตอบ สะท้อนผ่านการปรับตัวครั้งสำคัญของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่กำลังก้าวข้ามบทบาทผู้ผลิตไฟฟ้า สู่การเป็นผู้สร้าง Green Innovation Ecosystem ผ่านโครงการ "EGAT Green i ปีที่ 3" แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บ ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ในตลาดจริง
จากแผ่นกระดาษ สู่ "ตู้สินค้าจริง" จุดเปลี่ยนของ EGAT Green i
หากปี 2567 คือจุดเริ่มต้นของการประกวดไอเดียสิ่งแวดล้อม ในปีที่ 3 นี้ กฟผ. ได้ยกระดับยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่การสร้าง "ต้นแบบ (Prototype)" แต่คือการทดสอบในสภาวะจริง เพื่อนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างเชิงพาณิชย์ ผ่าน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์
- Innovation Drive: เฟ้นหานวัตกรรมและโมเดลธุรกิจคาร์บอนต่ำที่ขยายผล (Scale-up) ได้จริง
- Value Addition: เปลี่ยนวัตถุพลอยได้และของเสียอุตสาหกรรมให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคต
- Standards & Market Access: ดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ "ตะกร้าเขียว" (บัญชีสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) ของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อสิทธิประโยชน์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
- Ecosystem Networking: เชื่อมโยง กฟผ. นักวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง
- Capability Building: ปรับทักษะคนรุ่นใหม่และบุคลากรให้ตอบโจทย์ Green Economy
เจาะ 2 โจทย์ท้าทาย: ปลุกพลัง AI และปฏิวัติวงการก่อสร้างด้วย "คอนกรีตไร้ปูนซีเมนต์"
การแข่งขันในปีนี้โฟกัสไปที่ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. Circular Innovation Challenge: ชวนนิสิต นักศึกษา ดึงเทคโนโลยี AI, IoT และ Data Analytics มาจัดการวงจรชีวิตพลังงานและขยะอุตสาหกรรม
2. Sustainable Concrete (Decarbonization Challenge): โจทย์ใหญ่สำหรับสตาร์ทอัพ นักวิจัย และผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง โดยให้นำ "เถ้าลอยลิกไนต์" (Fly Ash) และ "เถ้าหนัก" (Bottom Ash) จากเหมืองแม่เมาะ มาพัฒนาเป็น "คอนกรีตจีโอโพลิเมอร์" (Geopolymer / AAM)

ทำไมเทคโนโลยีนี้ถึงเป็น Game Changer?
เพราะคอนกรีตจีโอโพลิเมอร์เป็นเทคโนโลยีที่ไม่พึ่งพาปูนซีเมนต์ จึงช่วยตัดวงจรการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคก่อสร้างได้อย่างมหาศาล ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วกว่า 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้สูงถึง 23.8 ล้านตัน!
ผนึกกำลัง 8 พันธมิตร: ทลายกำแพงกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรม
คอขวดที่ใหญ่ที่สุดของนวัตกรรมสายกรีนไม่ใช่เรื่อง "ไอเดีย" แต่คือ "มาตรฐานวิศวกรรม" และ "การเข้าถึงตลาด" กฟผ. จึงจับมือกับ 8 พันธมิตรรอบด้านเพื่อปลดล็อกอุปสรรคนี้ ได้แก่ TGO, GIZ Thailand, สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย, สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.), Taisei (Thailand), CPAC Concrete และ Siam City Concrete
- TGO (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก): ประเมินคาร์บอนและผลักดันสินค้าเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว
- สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย: ร่วมแก้ไขมาตรฐาน มอก. 2135 เพื่อเปิดทางให้ใช้สัดส่วนเถ้าลอยทดแทนในคอนกรีตได้สูงขึ้น
- GIZ Thailand: เชื่อมโยงมาตรฐานและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำระดับสากล
- Taisei, CPAC, Siam City Concrete: ยักษ์ใหญ่แห่งวงการที่จะนำนวัตกรรมไปทดลองผลิตและใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์
มุมมองจากเวทีเสวนา: ทำไมต้องเปลี่ยน และเปลี่ยนอย่างไรให้ยั่งยืน?
ภายในงานเปิดตัว ได้มีการจัดเสวนา "GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY" โดย 3 ผู้เชี่ยวชาญร่วมฉายภาพความท้าทาย
"ไฟฟ้า 1 หน่วยที่เราใช้อยู่ มีคาร์บอนแอบแฝงประมาณ 0.5 กิโลกรัม หากไทยจะบรรลุ Net Zero กว่า 70% ของคาร์บอนมาจากภาคพลังงาน ความท้าทายคือจะลดคาร์บอนต่อหน่วยให้เหลือเพียงไม่กี่กรัมได้อย่างไร... นอกจากนี้ ใน Energy Transition Index (WEF) ไทยอยู่อันดับที่ 50 นักลงทุนยุคใหม่มองหาประเทศที่มีพลังงานสะอาด มั่นคง และราคาเหมาะสม หากต้องการยกระดับประเทศ เราต้องมีนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นรองรับ New Green S-Curve"
— ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (กรรมการ กฟผ. / ประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน)
"คาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 30–40% ของโลกมาจากกระบวนการผลิตคอนกรีต เราไม่อาจปฏิเสธการใช้คอนกรีตในการสร้างเมืองได้ แต่เราเลือกใช้คอนกรีตสีเขียวที่ไม่คายคาร์บอนได้ หากไทยคิดค้นคอนกรีตจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าลอยได้สำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่ความสำเร็จของ กฟผ. แต่เป็นโซลูชันที่คนทั้งโลกกำลังรอคอย"
— ดร.กชกร วรอาคม (ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเมืองเพื่อรับมือ Climate Change)
"นวัตกรรมต้องเริ่มต้นจากความฝันของคนรุ่นใหม่ แล้วให้ผู้ใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเข้าไป Collaborate เพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการห้ามใช้ทรัพยากร แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ"
— คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ (ทูตสันถวไมตรี UNEP และ CEO ของ EEC Thailand)

ก้าวต่อไปของ EGAT Green i ปีที่ 3
โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยจะทำการคัดเลือกโครงการละ 8 ทีม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Boot Camp และเข้มข้นขึ้นด้วยการคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเข้าสู่รอบการพัฒนาต้นแบบจริง (Prototype Development) พร้อมรับคำปรึกษาผ่าน Innovation Clinic และ Industrial Validation จากภาคอุตสาหกรรม
การแข่งขันรอบ Demo Day & Award Ceremony จะจัดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. ในช่วงมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อนำไปทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ กฟผ. ต่อสเกลสู่ธุรกิจนวัตกรรมสีเขียวเต็มรูปแบบ
EGAT Green i ปีที่ 3 จึงไม่ใช่แค่การประกวดงานวิจัย แต่คือการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่จับเอา 'ขยะอุตสาหกรรม' 'งานวิจัย' และ 'ความต้องการของตลาด' มาบรรจบกันอย่างลงตัว