29 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

New&Trend

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 พร้อมขยายช่องทางขาย “ป๊อปคอร์น” ช่วยสร้างรายได้

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 พร้อมขยายช่องทางขาย “ป๊อปคอร์น” ช่วยสร้างรายได้

20230815_162259.jpg

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 กำไรสุทธิ 532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายช่องทางขาย “ป๊อปคอร์น” ช่วยสร้างรายได้ ตั้งเป้าหมายปักหมุดขยายโรงหนังเพิ่มให้ครบ 1,200 โรง ภายในปี 2030

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ทำรายได้รวม 2,283 ล้านบาท กำไรสุทธิ 532 ล้านบาท เติบโตขึ้น 306% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการเดินหน้าขยายสาขา ลูกค้ากลับเข้ามาดูหนังเพิ่มขึ้นหลังจากการคลี่คลายของโควิด-19 ธุรกิจใหม่ป๊อปคอร์นช่วยดันรายได้ และผลจากกำไรจากการขายหุ้น MPIC ปักหมุดเดินหน้าขยายโรงหนังเพิ่มให้ครบ 1,200 โรง ในปี 2030 ร่วมมือกับพันธมิตรเสริมทัพผลิตหนังไทยป้อนตลาด หวังดันมาร์เก็ตแชร์หนังไทยให้ถึง 50% เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายป๊อปคอร์นเพิ่ม เพื่อสร้างการเติบโตและขยายโอกาสการทำเงินนอกโรงหนัง Out Cinema ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ล่าสุดจะนำเข้าจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ปลายเดือนกันยายนนี้

ฐิตาภัสร์ อิสราพรพัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินและบัญชี บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2566 ว่า บริษัทฯ ทำรายได้รวม 2,283 ล้านบาท กำไรสุทธิ 532 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2565 ที่มีรายได้รวม 1,639 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 131 ล้านบาท โดยผลประกอบการเติบโตขึ้น รายได้รวมปรับเพิ่มสูงขึ้น 39% กำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้น 306% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปี 2566 ที่เติบโตขึ้น มาจากรายได้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ 1,178 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจป๊อปคอร์น 654 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณา 244 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจโบว์ลิ่ง 102 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจพื้นที่เช่า 63 ล้านบาทและรายได้จาก Movie Content 42 ล้านบาท ซึ่งทุกธุรกิจเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

20230815_162315.jpg

สำหรับภาพรวมผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2566 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีรายได้ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,873 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 603 ล้านบาท รายได้รวมเพิ่มขึ้น 40% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 288% เทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2565 มาจากรายได้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ 1,945 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจป๊อปคอร์น 1,088 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณา 435 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจโบว์ลิ่ง 198 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจพื้นที่เช่า 125 ล้านบาท และรายได้จาก Movie Content 83 ล้านบาท เป็นผลจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของธุรกิจหลังจากการคลี่คลายของโควิด-19 ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการดูหนังในโรงหนังเพิ่มมากขึ้นและกลับมาคึกคักเหมือนช่วงก่อนโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์การดูหนังในโรงหนังไม่ได้ถูก Disruption ทั้งจากสตรีมมิ่งหรือโควิด-19 เพราะลูกค้ายังโหยหาการกลับเข้ามาดูหนังในโรงหนัง ซึ่งให้อรรถรสที่แตกต่างจากการดูที่บ้านหรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับในช่วงครึ่งปีแรกมีหนังฮอลลีวู้ดที่ได้รับความสนใจเข้าฉายหลายเรื่องและทำรายได้ได้ดีต่อเนื่อง อาทิ Fast and Furious X, John Wick : Chapter 4, Guardians of the Galaxy Vol. 3, Transformers : Rise of the Beasts, Avatar The Way of Water, Ant-Man And TheWasp : Quantumania, The Little Mermaid, Spider-Man : Across the Spider-Verse, Shazam! Fury of the Gods ส่วนครึ่งปีหลังมีหนังฮอลลีวู้ดที่น่าสนใจเข้าฉาย อาทิ  Mission : Impossible - Dead Reckoning Part One, Oppenheimer, Barbie, Meg 2 : The Trench, Blue Beetle, Gran Turismo, The Nun 2, Dune Part Two, The Marvels, Aquaman and The Lost Kingdom

20230815_162334.jpg

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โรงหนังจะขาดไม่ได้ คือ คอนเทนต์ หรือ หนัง ที่จะเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้ากลับเข้ามาดูหนัง โดยในปี 2566 มีหนังต่างประเทศเข้าฉาย 199 เรื่อง หนังไทยเข้าฉาย 50 เรื่อง ซึ่งนอกจากมีหนังฮอลลีวู้ดแล้ว หนังไทยก็เป็นอีกจุดขายสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลับมาดูหนังมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่เน้นการพัฒนาและสนับสนุนการสร้างหนังไทย หวังผลักดันให้มาร์เก็ตแชร์ของหนังไทยให้ได้ 50% ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หนังไทยอยู่ที่ 27% และหนังต่างประเทศ 73% ซึ่งครึ่งปีแรกมีหนังไทยเข้าฉายไปแล้ว 20 เรื่อง หนังไทยที่ทำรายได้สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ขุนพันธ์ 3 ทำรายได้รวม 110 ล้านบาท, Long Live Love ทำรายได้รวม 90 ล้านบาท ปัจจุบันยังฉายอยู่ คาดการณ์รายได้จะถึง 100 ล้านบาท และ ทิดน้อย ทำรายได้รวม 88 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังมีหนังไทยเข้าฉายอีก 30 เรื่อง มีหนังไทยที่น่าสนใจ 9 เรื่อง อาทิ แมนสรวง, ไปรษณีย์ 4 โลก, 14 Again, นักรบมนตรา, ธี่หยด, Not Friend, อีสานซอมบี้, 4 Kings 2 สลิธ โปรเจกต์ล่า

นอกจากนี้ ยังผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรมาช่วยผลิตหนังไทยป้อนสู่ตลาด ปีหน้าคือปีที่โดดเด่นของหนังไทย มีพาร์ทเนอร์มา Synergy มากขึ้น จะช่วยผลักดันให้เป้าหมายการเติบโตของตลาดหนังไทยเติบโตได้เร็วขึ้น ในส่วนของกลุ่มเมเจอร์ตั้งเป้าหมายผลิตหนังไทยเข้าฉายให้ได้ปีละ 20 เรื่อง และยังส่งขายลิขสิทธิ์หนังไทยให้กับทาง Netflix, Amazon, Prime และสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ๆ

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดหนังไทย เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น Tollywood จึงได้ตั้งเป้าปักหมุดขยายโรงหนังเพิ่มให้ครบ 1,200 โรง ภายในปี 2030 หรือ ในปี 2573 ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในปี 2566 เดินหน้าขยายสาขาโรงภาพยนตร์ 8 สาขา 40 โรง ด้วยงบลงทุน 600 ล้านบาท

ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีสาขาโรงภาพยนตร์ที่เปิดให้บริการ รวมทั้งสิ้น 178 สาขา 825 โรง แบ่งเป็น

ในประเทศ 169 สาขา 779 โรง

- สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 47 สาขา 345 โรง

- สาขาในต่างจังหวัด 122 สาขา 434 โรง

ต่างประเทศ 9 สาขา 46 โรง 

สาขาในประเทศลาว 3 สาขา 13 โรง

- สาขาในประเทศกัมพูชา 6 สาขา 33 โรง

สำหรับ New Business อย่าง “ป๊อปคอร์น” ในส่วนของ ธุรกิจ Concession ที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างรายได้ในช่วงโควิด-19 และเป็นดาวรุ่งในปัจจุบัน ก็เห็นโอกาสการเติบโตอย่างชัดเจน มีตัวเลขการเติบโตของรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตอบโจทย์ลูกค้าทั้งที่มาดูหนังและไม่ดูหนังก็สามารถซื้อ  ป๊อปคอร์นรับประทานได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยการขยายช่องทางการขายทั้งภายในโรงหนัง In Cinema และ นอกโรงหนัง Out Cinema ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของธุรกิจ Concession เมื่อเทียบกับรายได้ตั๋วหนังอยู่ที่ 64% โดยตั้งเป้ารายได้ของธุรกิจ Concession ให้เติบโตเท่ากับรายได้ตั๋วหนัง ล่าสุดจะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ปลายเดือนกันยายนนี้

20230815_162410.jpg