28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

New&Trend

งานบริการลูกค้าอยู่ในจุดเสี่ยงหรือไม่? ผลวิจัยล่าสุดจาก Accenture ชี้ความไม่พอใจของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น

งานบริการลูกค้าอยู่ในจุดเสี่ยงหรือไม่? ผลวิจัยล่าสุดจาก Accenture ชี้ความไม่พอใจของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น

122751.jpg
Smiling young Asian man checking electronic banking on his smartphone as he received delivered packages from online purchases at home. Online shopping. Online banking. Shopping and paying safely online

งานบริการลูกค้าอยู่ในจุดเสี่ยงหรือไม่? ผลวิจัยล่าสุดจาก Accenture ชี้ความไม่พอใจของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้า 87% จะเลิกใช้บริการหลังได้รับประสบการณ์ไม่ดีเพียงครั้งเดียว และลูกค้าจำนวนมากยังมองว่าเทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น แทนที่จะง่ายขึ้น

งานบริการลูกค้ายังคงเป็น “ด่านหน้า” สำคัญสำหรับลูกค้าที่ต้องการแก้ไขประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ ทำให้การบริการกลายเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์ และสามารถสร้างหรือทำลายความภักดีของลูกค้าได้ในขณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ หลายธุรกิจ กลับใช้ระบบอัตโนมัติในการบริการมากขึ้น เช่น ระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR) แอปพลิเคชันแบบ Self-service และแชตบอต ซึ่งผู้บริโภคมักมองว่าเทคโนโลยีเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจกับการสื่อสารโต้ตอบที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาตามที่ต้องการ

งานวิจัยของ Accenture Song เรื่อง “Customer service on the brink” เผยว่าทัชพอยต์ (touchpoints) หรือจุดที่มีการปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกับลูกค้าโดยใช้เทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาช่วย มักส่งผลต่อความพึงพอใจในประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ ซึ่งบ่อยครั้งกลับไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นอย่างที่ควร

คุณสุนาถ ธนสารอักษร กรรมการผู้จัดการ Accenture Song ประเทศไทย ได้ให้มุมมองว่า “การบริการลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าและความภักดีต่อแบรนด์ในตลาดของประเทศไทยที่ลูกค้าคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ บริษัทยังไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมักให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพมากกว่าประสบการณ์ที่มีความหมาย งานวิจัยของเราพบว่า Generative AI หากนำมาใช้อย่างเหมาะสม สามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ทั้งการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นในวงกว้าง การช่วยให้ทีมบริการลูกค้าแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น และการยกระดับสู่ประสบการณ์เชิงรุกที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าลูกค้าจะมีความต้องการแบบใด แทนที่จะคอยตั้งรับ อย่างไรก็ตาม AI อาจไม่สามารถให้ผลลัพธ์ได้แบบอัตโนมัติ เพราะมีลูกค้าถึง 35% ที่กังวลว่า AI จะมาลดทอนคุณภาพบริการและทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจ จึงเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่า วิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้น สำคัญมากพอ ๆ กับตัวเทคโนโลยีเอง

แนวคิดเรื่องการคาดการณ์ความต้องการและตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่แท้จริงไม่ได้จํากัดแค่สำหรับงานบริการลูกค้าเท่านั้น บริษัทที่สามารถวางกลยุทธ์ด้านธุรกิจ ข้อมูล และ AI ให้สอดคล้องกัน และผลักดันให้ Generative AI ทำงานร่วมกับบริการของมนุษย์ได้อย่างลงตัว จะสามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า เสริมสร้างความไว้วางใจและความภักดี พลิกให้งานบริการลูกค้ากลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างแท้จริง”

122752.jpg

สรุปประเด็นสำคัญจากผลวิจัย:

การบริการลูกค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจ และการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ

• 64% ของผู้บริโภคบอกว่า คุณภาพของบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้างความแตกต่างระหว่างบริษัท

• 87% ของผู้บริโภคที่เพิ่งมีประสบการณ์ด้านลบบอกว่า มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงบริษัทนั้นในอนาคต

“การเป็นลูกค้านั้น มีภาระเพิ่มขึ้น” ลูกค้ารู้สึกว่าถูกเทคโนโลยีที่ผสานอยู่ในประสบการณ์ของลูกค้าสร้างภาระให้

• มีเพียง 32% เท่านั้นที่คิดว่าการบริการดีขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

• มีเพียง 18% เท่านั้นที่บอกว่า เทคโนโลยีทำให้ประสบการณ์ด้านบริการดีขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ

• ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (78%) บอกว่า พวกเขาชอบการสื่อสารโต้ตอบกับพนักงานบริการลูกค้าโดยตรงมากกว่า

ธุรกิจจำนวนมากใช้งานบริการลูกค้าเพื่อแก้ปัญหาด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่กลับต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงยิ่งกว่า นั่นคือความภักดีของลูกค้าที่สูญเสียไป

• เมื่อเทียบกับรายงานการวิจัยเกี่ยวกับงานบริการลูกค้าครั้งล่าสุดของ Accenture ในปี 2022 จำนวนผู้บริหารที่มองว่าแผนกบริการมีไว้เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้าลดลงถึง 60%

• 46% ของผู้บริหารที่ดูแลงานบริการลูกค้า ระบุว่า สิ่งที่กังวลหลัก ๆ คือ การควบคุมต้นทุน

• 64% ของผู้บริหาร ยอมแลกประสิทธิภาพด้านต้นทุนกับความพึงพอใจของลูกค้า

• 62% บอกว่า สามารถลดต้นทุนการดําเนินงานในช่วงสามปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีผู้บริหารเพียง 45% ที่ระบุว่า สามารถเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าไว้ได้

3 แนวทางยกระดับงานบริการลูกค้าเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

1. สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลในทุกการสื่อสาร เพื่อสร้างความไว้วางใจ

เครื่องมือแบบ Self-service ควรช่วยได้มากกว่าแค่การทำงานให้จบ ควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าใช้ง่าย ตอบสนองไว และเป็นประโยชน์กับลูกค้าจริง ๆ เป็นคู่สนทนาที่เข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่ง AI ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่มาเคลมการรับประกัน ควรเข้าถึงประวัติและเงื่อนไขการซื้อของตนเองได้ทันที เพียงสแกนบาร์โค้ดหรืออัปโหลดภาพขึ้นไปที่เว็บพอร์ทัลของบริษัท จากนั้น AI Agent จะช่วยแนะนำขั้นตอนถัดไปอย่างเป็นมิตร อย่างไรก็ตาม บริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ควรหยุดอยู่แค่บริการแบบ Self-service เท่านั้น

เพื่อสร้างบทสนทนากับลูกค้าให้ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง พนักงานบริการจะต้องมีข้อมูลอินไซต์แบบเรียลไทม์พร้อมคำแนะนําจากระบบอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้สามารถให้คำแนะนําได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแนะนําผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้อย่างเหมาะสม

เมื่อมีเครื่องมือที่เหมาะสม พนักงานบริการจะก้าวข้ามจากการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้ลูกค้า นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทที่มีจุดแข็งด้านบริการลูกค้ามากที่สุด จึงมีแนวโน้มการใช้ Generative AI มากกว่าคู่แข่งถึง 82% เพื่อช่วยให้พนักงานแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัทเหล่านี้ ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ Generative AI มากกว่าคู่แข่งถึง 50% เพื่อช่วยแก้ปัญหาแบบเรียลไทม์ และ 87% มีแนวโน้มจะนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับช่องทางดิจิทัลให้เป็นแบบเฉพาะบุคคล

สิ่งที่ผู้นําธุรกิจสามารถทำได้:

• ออกแบบเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้าใหม่ โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่จากภาพในอุดมคติ ต้องวิเคราะห์ว่าลูกค้าติดขัดที่จุดไหน ตรงไหนที่ข้อมูลแยกส่วนกันและทำให้เกิดความซ้ำซ้อน รวมถึงจุดที่ลูกค้าใช้บริการ Self-service แล้วไม่ตอบโจทย์ พร้อมปรับ AI ให้รับรู้เจตนาของลูกค้า และใช้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้ามาปรับแต่งทัชพอยต์ในช่องทางดิจิทัลให้ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลจากพฤติกรรมที่ผ่านมา รวมถึงมอบหมายให้ทีมจากหน่วยงานหรือแผนกต่าง ๆ รับผิดชอบในการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าอย่างแบบครบวงจรต่อเนื่อง

• ยกระดับเครื่องมือ Self-service ด้วย AI เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น ซึ่งจะต้องปรับโครงสร้างข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถประมวลผลการสอบถามที่เข้ามาจากทุกช่องทางได้แบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ความรู้สึกและติดตามเส้นทางประสบการณ์ลูกค้าที่เกิดขึ้น ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของ Agentic AI ที่มีเอเจนต์หลายตัวทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และเป็นอัตโนมัติ

• เพิ่มศักยภาพพนักงานบริการให้พร้อมด้วยข้อมูลอินไซต์แบบเรียลไทม์ โดยนำเครื่องมือ Generative AI เข้ามาแนะนําทางเลือกที่ดีที่สุดต่อไป และเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบเฉพาะบุคคลในระหว่างการสนทนา ทำให้สคริปต์การสนทนาเชื่อมโยงกับความต้องการจริง ๆ และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ พร้อมพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) และเสริมทักษะใหม่ (Upskill) แก่พนักงานที่ให้บริการ เพื่อให้ทำงานกับเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผนวกกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้าน AI

2. คาดการณ์และแก้ปัญหาความต้องการของลูกค้าแบบเชิงรุก

บริษัทที่มีผลลัพธ์ด้านการให้บริการลูกค้าที่ดีที่สุด จะใช้ข้อมูลเพื่อดำเนินการในเชิงรุกและคาดการณ์ล่วงหน้า พลิกงานบริการเป็นความได้เปรียบเชิงแข่งขัน โดยมีแนวโน้มจะลงทุนอย่างหนักใน Generative AI มากกว่าบริษัทที่มีผลลัพธ์ด้านการให้บริการลูกค้าต่ำถึง 48% เพื่อปรับประสิทธิภาพการคาดการณ์ให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพที่ดีกว่า แต่มีผู้บริหารเพียง 14% จากการสำรวจ ที่ระบุว่าบริษัทของตนใช้อินไซต์จากคลังข้อมูลเพื่อปรับปรุงการบริการลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

รูปแบบพฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้บริษัทเข้าใจมุมมองด้านประสบการณ์ของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์และฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับบริการจากการแก้ไขปัญหาไปสู่การคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า ทำให้สามารถป้องกันปัญหา และปรับคำแนะนําตามการใช้งานของลูกค้าแบบเรียลไทม์ แทนที่จะรอแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ก็จะสามารถสร้างประสบการณ์การบริการในเชิงรุกที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

สิ่งที่ผู้นําธุรกิจสามารถทำได้:

• ระบุให้ได้ว่าอะไรคือปัญหาการบริการที่ซับซ้อนและมีการสอบถามเข้ามามาก เพื่อคาดการณ์และแก้ไขได้ก่อนที่จะบานปลาย โดยใช้ระบบ AI วิเคราะห์ การให้ระบบช่วยจัดการโดยอัตโนมัติ เช่น การแจ้งให้ลูกค้าทราบเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า หรือเสนอแนวทางป้องกันได้

• ขยายแหล่งข้อมูลนอกเหนือจากข้อมูลที่ได้จากบริการเดิม โดยรวบรวมข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งด้านพฤติกรรม การดําเนินงาน และข้อมูลของบุคคลที่สาม เพื่อให้ได้ภาพรวมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นว่าควรติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร จะช่วยให้บริษัทเข้าใจความชอบและพฤติกรรมของลูกค้าได้ดีขึ้น โดยนำข้อมูลอินไซต์เหล่านี้ไปประกอบการตัดสินใจเพื่อเพิ่มมูลค่าของทุกการสื่อสาร

• ทำให้การคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าต่อการให้บริการเชิงรุก พร้อมจัดตั้งกรอบ Responsible AI เพื่อทดสอบความเป็นธรรม ความถูกต้อง และความโปร่งใสของระบบ ก่อนนำไปใช้งานจริง

3. ส่งเสริมการทำงานร่วมกันโดยเน้นการบริการลูกค้าเป็นสำคัญ

แม้จะอยู่ในโลกที่มีการเชื่อมต่อกันสูง แต่งานบริการลูกค้ายังแยกส่วนกันอยู่ ส่งผลให้กระบวนการทำงานกระจัดกระจาย การสื่อสารไม่สอดคล้อง และมีช่องว่างในประสบการณ์ของลูกค้า ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนเรื่องบริการ เพราะงานนี้ไม่ใช่แค่ส่วนที่มาสนับสนุน แต่เป็นศูนย์รวมข้อมูลอินไซต์ของลูกค้า (Customer Insight Hub) ที่การติดต่อสื่อสาร ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ยังสร้างสร้างข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าขึ้นมาด้วย

ที่ผ่านมา อินไซต์ต่าง ๆ ก็ยังถูกมองข้ามหรือไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระบบ ซึ่ง Generative AI จะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ ด้วยศักยภาพการประมวลผลข้อมูลที่ไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระเบียบได้รวดเร็ว ช่วยให้ค้นพบรูปแบบที่ซ่อนอยู่ เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างแม่นยำมากกว่าเดิม

องค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นกำลังก้าวนำ โดยมีแนวโน้มใช้ข้อมูลอินไซต์จากงานบริการลูกค้ามาปรับปรุงกระบวนการทำงานของทั้งองค์กรสูงกว่าถึง 57% ตั้งแต่กลยุทธ์การเข้าตลาดไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน องค์กรที่มีจุดแข็งด้านการบริการลูกค้าสูงสุดมีแนวโน้มถึง 87% ที่ระบุว่างานบริการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดขององค์กร

สิ่งที่ผู้นําธุรกิจสามารถทำได้:

• จัดตั้ง Customer Insights Hub หรือศูนย์รวมข้อมูลอินไซต์ของลูกค้า เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าในทุกทัชพอยต์มาไว้ด้วยกัน พร้อมมุมมองแบบเรียลไทม์ ที่เชื่อมต่อทุกแพลตฟอร์มและจากหลายพาร์ตเนอร์ ซึ่งต้องอาศัยข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งปันข้อมูล และพัฒนา Digital Core ให้สามารถผสานข้อมูลจากหลายแหล่งอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ต้องทำให้ทุกการติดต่อสื่อสาร สามารถสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าและสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งและครบทุกมิติ

• ข้อมูลอินไซต์ของลูกค้า ควรมีการส่งต่อไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยนำอินไซต์เหล่านี้ไปผสานกับกลยุทธ์ด้านแผนการตลาด การกำหนดราคา และกลยุทธ์ระดับองค์กร ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับฝ่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และชี้ให้เห็นถึงโอกาสของแหล่งรายได้ใหม่ และยังสามารถประเมินผลกระทบทางธุรกิจเพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนใน AI สอดคล้องกับการสร้างมูลค่าในระยะยาวมากกว่าจะเป็นโครงการนําร่องระยะสั้น

• ทำงานร่วมกัน โดยปรับทิศทางให้ผู้นำในธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI (data and AI specialists) และผู้ที่ทำงานด้านครีเอทีฟ ทำงานสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่มีร่วมกัน ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจไปใช้จริง ใช้อินไซต์เป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดขึ้นและมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงออกแบบการส่งมอบบริการโดยคำนึงถึงลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลด้วยโซลูชันที่เหมาะสม