ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดยานยนต์ EV ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “30@30” โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมียานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 พร้อมตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จเร็วแบบ DC Fast Charging ให้ได้ 12,000 จุดทั่วประเทศ
ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาด EV ไทยยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในเดือนมกราคม 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ใหม่จำนวน 45,668 คัน เพิ่มขึ้น 210.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยอดจดทะเบียน BEV สะสมในประเทศไทยทะลุ 400,000 คัน และคาดว่ายอดขายรถยนต์นั่ง EV ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 125,000 คัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อการใช้งาน EV ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คำถามที่ตามมาคือ “โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้า” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการใช้งานรถ EV นั้น มีคุณภาพและเพียงพอกับการใช้งานหรือยัง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในหลายๆ ครั้ง เรามักได้ยินเสียงจากผู้ใช้ยานยนต์ EV ถึงปัญหาของสถานีชาร์จไฟที่ยังมีไม่เพียงพอ และใช้เวลาในการชาร์จนาน
ล่าสุด “เคมพาวเวอร์” (Kempower) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบชาร์จเร็วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (DC Fast Charging) จากประเทศฟินแลนด์ ประกาศเดินหน้าต่อจิ๊กซอว์ระบบนิเวศ EV ของไทย ด้วยการส่งโซลูชั่นการชาร์จเร็วสำหรับ EV มาบุกตลาดเมืองไทย

ชื่อของ “เคมพาวเวอร์” อาจยังไม่เป็นที่คุ้นหูนักในเมืองไทย แต่ “เคมพาวเวอร์” ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบชาร์จเร็วสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (DC Fast Charging) ยักษ์ใหญ่จากประเทศฟินแลนด์ ที่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ใน 60 ประเทศทั่วโลก มีจุดชาร์จกว่า 28,000 จุด ให้บริการชาร์จไฟไปแล้ว 41,000,000 ครั้ง โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา สร้างรายได้ไปถึง 251.3 ล้านยูโร ปัจจุบันหุ้นของเคมพาวเวอร์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq Helsinki ประเทศฟินแลนด์
โดยเคมพาวเวอร์พัฒนาโซลูชันการชาร์จที่ยืดหยุ่นครอบคลุมทุกการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุก รถโดยสาร เครื่องจักร รวมถึงภาคการขนส่งทางน้ำ โดยใช้ระบบชาร์จไวแบบ Modular และสามารถขยายได้ (Scalable) ของเคมพาวเวอร์ผสานเข้ากับซอฟต์แวร์ระดับที่ได้รับการออกแบบโดยผู้ใช้งาน EV

นายคาร์โล เชคคี (Carlo Cecchi) ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ของเคมพาวเวอร์ กล่าวถึงการเข้ามาเปิดตลาดที่ไทยไว้ว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาด EV ที่น่าจับตามองที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดกำลังก้าวจากช่วงเริ่มต้นของการใช้งาน ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศ EV ในระดับใหญ่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มเติบโตเต็มรูปแบบ สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเร่งติดตั้งสถานีชาร์จให้มากที่สุด แต่คือการทำให้เครือข่ายการชาร์จมีความเสถียร รองรับการขยายตัวในอนาคต และออกแบบโดยคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานจริงของผู้ขับขี่ รวมถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการ”
แม้โครงสร้างพื้นฐานด้าน EV ของไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมยังสะท้อนถึงความท้าทายหลายด้าน ทั้งการกระจายสถานีชาร์จนอกเมืองใหญ่ที่ยังไม่ทั่วถึง การใช้งานสถานีที่ไม่สมดุล การเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อจำกัด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งไฟฟ้าภาคโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ขณะที่การลงทุนเริ่มต้นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่เคมพาวเวอร์มองว่า ตัวกำหนดความสามารถในการทำกำไรของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ (Charge Point Operators: CPOs) ในระยะยาว คือ “อัตราการใช้งานจริง” ของสถานีชาร์จ หลายสถานีมีประสิทธิภาพการใช้งานต่ำ ไม่ใช่เพราะความต้องการของตลาดไม่เพียงพอ แต่เกิดจากปัจจัยอย่างการเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกินความจำเป็น และประสบการณ์ใช้งานที่ไม่สม่ำเสมอ ขณะที่สถานีที่มีจำนวนหัวชาร์จมากกว่า มักมีอัตราการใช้งานที่ดีกว่า เนื่องจากผู้ขับขี่ให้ความสำคัญกับความมั่นใจว่าจะมีหัวชาร์จพร้อมใช้งาน และระยะเวลารอที่สั้นที่สุด

ซึ่งความท้าทายเหล่านี้คือโอกาสสำคัญในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่ “ฉลาด” และยืดหยุ่นมากขึ้น แทนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ให้บริการสามารถเลือกใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Modular ที่ช่วยให้เพิ่มกำลังไฟและจำนวนหัวชาร์จได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้งานจริงและประสิทธิภาพของแต่ละพื้นที่ ช่วยให้การลงทุนมีความคุ้มค่าและรองรับการเติบโตของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคมพาวเวอร์เชี่ยวชาญ
ทั้งนี้ข้อมูลจากตลาด EV ที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศนอร์เวย์ สะท้อนว่า พฤติกรรมของผู้ใช้งานรถ EV ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “ความเร็วในการชาร์จ” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับความพร้อมใช้งาน ความสะดวก และความน่าเชื่อถือของสถานีชาร์จ ผู้ขับขี่ต้องการความมั่นใจว่าสถานีชาร์จสามารถใช้งานได้จริง มีหัวชาร์จพร้อมให้บริการ ลดระยะเวลารอคอย และมอบประสบการณ์ใช้งานที่ราบรื่นต่อเนื่องตลอดการเดินทาง
สิ่งที่เคมพาวเวอร์จะนำเสนอให้กับตลาด คือการออกแบบโซลูชัน DC Fast Charging แบบ Modular เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสถานี ลด Downtime และขยายระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพตามการเติบโตของตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุน (CAPEX) และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้เร็วขึ้น
“ข้อมูลที่เราได้รับจากตลาด EV ทั่วโลกแสดงให้เห็นตรงกันว่า ความสะดวกในการเข้าถึงและประสบการณ์ใช้งาน กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้เครือข่ายสถานีชาร์จ” นายเชคคี กล่าว “สำหรับผู้ขับขี่ EV การสามารถชาร์จได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอนาน มักสำคัญกว่าการมีความเร็วชาร์จสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว”

ท่ามกลางทิศทางการลงทุนที่เริ่มเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ (CPOs) ก็กำลังปรับจากการเร่งขยายเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ไปสู่การเติบโตที่เน้นประสิทธิภาพและความยั่งยืนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของสถานี การออกแบบระบบที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง และการสร้างเส้นทางสู่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจนและสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ซึ่งเคมพาวเวอร์ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางที่สะอาดและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาโซลูชันชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ เพื่อรองรับทั้งผู้ขับขี่ EV และผู้ให้บริการสถานีชาร์จอย่างครอบคลุม
สำหรับในประเทศไทย เคมพาวเวอร์มีแผนขยายการดำเนินงานในตลาดไทยภายในปี 2569 พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผ่านโซลูชันระบบชาร์จเร็วและความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน EV ที่สามารถรองรับการเติบโตได้อย่างยืดหยุ่นในอนาคต โดยการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ EV อย่างใกล้ชิด โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จของไทยให้มีความแข็งแกร่ง พร้อมรองรับอนาคต และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเชิงพาณิชย์