28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ภาวะมีบุตรยาก หนุนการแพทย์-ท่องเที่ยวโต รพ. นครธน เร่งคว้าโอกาส

ภาวะมีบุตรยาก หนุนการแพทย์-ท่องเที่ยวโต รพ. นครธน เร่งคว้าโอกาส

p24-weekly-nakhonthon-01.jpg

ปัญหาการเกิดต่ำที่เกิดขึ้นในประเทศทั่วโลก จนส่งผลให้รัฐบาลของหลายประเทศมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย สนับสนุนให้ครอบครัวมีสมาชิกเพิ่มขึ้น พร้อมข้อเสนอสวัสดิการสำหรับเด็กเกิดใหม่

เช่น รัฐบาลสิงคโปร์ออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ซึ่งรวมถึงการเพิ่มเงินอุดหนุนบุตรสำหรับเด็กที่เกิดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 โดยบุตรคนที่ 1-2 จะได้รับเงินเพิ่มจาก 8,000 เป็น 11,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน และบุตรคนที่ 3 เป็นต้นไปจะได้รับ 13,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน ขณะที่บิดาสามารถลางานเพื่อดูแลบุตรได้เพิ่ม จาก 2 สัปดาห์เป็น 4 สัปดาห์

รัฐบาลจีนที่ประกาศนโยบายลูก 3 คน เมื่อปี 2021 โดยเสนอลดหย่อนภาษีและระบบการดูแลสุขภาพของมารดา เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ถึงกระนั้นเมื่อปี 2022 ประชากรจีนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี อยู่ที่ 1.4118 พันล้านราย ลดลงประมาณ 8.5 แสนราย

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายให้เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรและขยายวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และยังให้เงินอุดหนุนการแช่แข็งเซลล์ไข่

ปัจจัยหลายด้านส่งผลต่อแนวคิดของคนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง ตัดสินใจที่จะไม่มีทายาท หรือในบางครอบครัวที่ต้องการมีบุตรแต่ต้องพบกับภาวะความกดดันก่อให้เกิดความเครียด ความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ส่งผลต่อปัญหาด้านสุขภาพ

ตัวเลขของสถานการณ์คุณแม่คลอดบุตรในปี 2554-2564 ที่ระบุว่า ในแต่ละปีกลุ่มแม่คลอดบุตรที่มีอายุ 10-19 ปี และ 20-29 ปี มีแนวโน้มลดลง กลุ่มแม่คลอดบุตรที่อายุ 30 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 33.8% ในปี 2554 เป็น 42.2% ในปี 2564 สะท้อนให้เห็นว่าคู่สมรสมีแนวโน้มจะชะลอการมีลูก

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่คู่สมรสที่มีความต้องการมีบุตร มีข้อมูลสถิติจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า ในปี 2562 การให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4,500 ล้านบาท

ขณะที่ข้อมูลจาก Allied Market Research ระบุว่า ในปี 2570 ตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากทั่วโลกมีมูลค่าแตะระดับ 3.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 14.2% ต่อปี (ปี 2562-2570) ทั้งนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิกเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงที่สุด โดยมีมูลค่ากว่า 5.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 14.7% ต่อปี

ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของ Fertility Tourist ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย ไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย มีการคาดการณ์ว่าตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากของไทยในปี 2570 จะมีมูลค่ากว่า 1.96 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 6 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 14.6% ต่อปี

แม้ว่าในไทยจะมีศูนย์การแพทย์ที่ให้บริการแก่ผู้มีบุตรยากจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ ของโรงพยาบาลนครธน ที่เปิดให้บริการด้านนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในฝั่งกรุงเทพตะวันตก

p24-weekly-nakhonthon-02.jpg

“รพ. นครธน ให้บริการรักษาผู้มีภาวะมีบุตรยากมาประมาณ 10 ปี ซึ่งศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท โรงพยาบาลนครธน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์ การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF, ICSI) เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์, การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติของโครโมโซมด้วยวิธี NGS (Next Generetion Sequencing) เพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างมีคุณภาพ” แพทย์หญิงศิเรมอร ทองสิมา ผู้อำนวยการสายงานแพทย์ โรงพยาบาลนครธน ให้ข้อมูล

เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยทั่วไปอยู่ที่ 30-40% แต่การใช้เทคโนโลยีของศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ ทำให้อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นเป็น 50-70%

“เราใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อด้วยเครื่อง Semen Quality Analyzer ซึ่งประมวลผลด้วยระบบ AI บันทึกภาพวิดีโอเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงมาปฏิสนธิกับไข่ มีระบบดูแลตัวอ่อนผ่านเครื่องเพาะเลี้ยง EmbryoScope Plus ควบคุมอุณหภูมิ ลดการรบกวน สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน จนนำไปสู่การตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ”

แน่นอนว่า ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังขาดเสถียรภาพ อีกทั้งยังมีปัจจัยหลายด้านที่ต้องกังวล แต่การตั้งเป้าหมายรายได้ของ รพ.นครธนที่ 2 พันล้านในปี 2567 ไม่ใช่เรื่องที่ พญ.สิเรมอร กังวล

“แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะสร้างความกังวลใจ แต่คิดว่าไม่กระทบต่อความคาดหวังที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ ซึ่ง รพ.นครธนมีความพร้อมในหลายด้าน เรามีศูนย์เฉพาะทาง 21 ศูนย์ พร้อมให้บริการรักษาโรคยากและซับซ้อน ในปี 2565 มีรายได้ 1,963 ล้านบาท ปี 2566 มีรายได้ 2,036.89 ล้านบาท และปีนี้เราตั้งเป้าว่า ยอดรายได้จะไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว”

“ที่ผ่านมาผู้เข้ามารับบริการปัญหาการมีบุตรยากเป็นคนไทยประมาณ 95% ชาวต่างชาติ 5% โดยชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่ คือ จีน รองลงมาคือ เมียนมา ซึ่งแผนของเรายังคงมุ่งเป้าไปที่คนไทยที่ต้องการมีบุตร ก่อนจะขยายเป้าหมายขยายตลาดไปยังชาวต่างชาติให้มากขึ้น” พญ.ศิเรมอร ทิ้งท้าย.