12 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

สมรภูมิ 5 หมื่นล้านเครื่องปรุงรสไทย ในวันที่ความเค็มกลายเป็นความเสี่ยง

สมรภูมิ 5 หมื่นล้านเครื่องปรุงรสไทย ในวันที่ความเค็มกลายเป็นความเสี่ยง

Thai_seasoning_bottles_on_counte…_202608120830.jpeg

ในโลกของสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) คงไม่มีหมวดหมู่ใดที่จะทรงอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยเท่ากับ "ตลาดซอสและเครื่องปรุงรส" เม็ดเงินหมุนเวียนก้อนโตระดับ 53,000–56,000 ล้านบาท ไม่เพียงสะท้อนวัฒนธรรมการกินที่ให้ความสำคัญกับรสชาติ แต่ยังเป็นหม้อข้าวใบใหญ่ที่เลี้ยงดูอุตสาหกรรมอาหารไทย ทั้งการบริโภคในครัวเรือนและการส่งออก

ทว่าหากกะเทาะเปลือกตัวเลขรวมออกดู จะพบโครงสร้างการแข่งขันที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อตัวเลขการส่งออกที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักเริ่มเจอแรงต้าน ขณะที่เค้กในประเทศมูลค่าราว 57% ของตลาดรวม กำลังถูกบีบด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เจาะลึก ‘เค้ก 5,000 ล้าน’ ซอสหอยนางรม เมื่อความเก๋าเจอชะลอตัว

หากจะมองหาเซกเมนต์ที่เป็นสารตั้งต้นของครัวไทย-จีน คงหนีไม่พ้น “ตลาดซอสหอยนางรม” ซึ่งมีมูลค่าเฉพาะตัวสูงถึง 4,900–5,000 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณการบริโภคเฉลี่ยราว 46,000 ตันต่อปี

แม้ภาพรวมดูเหมือนเค้กชิ้นใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากแบ่ง แต่ในความเป็นจริง อัตราการเติบโตกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว เหลือเพียง 3–5% ต่อปี ตัวเลขนี้ฟ้องชัดว่าตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว

สมรภูมินี้ถูกยึดครองด้วยกลุ่มทุนท้องถิ่นที่ถือครองฐานลูกค้ามาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นตราแม่ครัว, เด็กสมบูรณ์, นกเพนกวิน 3 ตัว หรือโรซ่า ขณะที่ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่าง ลีกุมกี่ (Lee Kum Kee) เลือกสงบศึกในตลาดMass แล้วหันไปยึดหัวหาดตลาดPremium ตลอดจนภัตตาคารจีนและโรงแรมหรู ซึ่งยอมจ่ายค่าพรีเมียมแลกกับความนิ่งของรสชาติตามมาตรฐานกวางตุ้งดั้งเดิม

Chef_cooking_with_wok_202608120828.jpeg

3 โจทย์หินที่กำลังรบทัพจับศึก

การขับเคี่ยวของค่ายเครื่องปรุงรสในไทยจากนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทุ่มงบโฆษณาหรือจัดแคมเปญแลกซื้อ แต่คือการรับมือกับ 3 คลื่นลมแรงที่กำลังเขย่าโครงสร้างธุรกิจ:

1. สมรภูมิไร้โซเดียม เมื่อ Health & Wellness บังคับเปลี่ยนสูตร ตัวเลขการบริโภคโซเดียมของคนไทยที่พุ่งสูงถึง 3,600 มิลลิกรัมต่อวัน เกือบเท่าตัวของเกณฑ์มาตรฐาน WHO (ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม) กลายเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐและกระแสสังคมบีบเค้นอุตสาหกรรมอาหาร การออกไลน์สินค้า “สูตรลดโซเดียม”  “ไม่ใส่ผงชูรส”  ไปจนถึง “สูตรคีโต” จึงไม่ใช่ทางเลือกเพื่อสร้างจุดขายแปลกใหม่อีกต่อไป แต่คือ "ทางรอด" เพื่อรักษาฐานลูกค้ารุ่นใหม่ที่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับสุขภาพ

2. สงครามราคาในช่องทาง B2B  เมื่อ Unit Cost คือลมหายใจร้านอาหาร ตลาดกลุ่มผู้ประกอบการ ตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดไปจนถึงเชนร้านอาหารขนาดกลาง คือเค้กชิ้นใหญ่ที่ซอสทุกแบรนด์อยากเข้ายึด แต่โจทย์สำคัญคือ "ราคาต่อกิโลกรัม" ในยุคที่วัตถุดิบอาหารและค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น ร้านอาหารต่างเร่งลดต้นทุน ทำให้แบรนด์ที่ชนะในช่องทางนี้ไม่ใช่แบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ดีที่สุด แต่เป็นแบรนด์ที่บริหาร Unit Cost ได้ต่ำที่สุดโดยที่รสชาติอาหารไม่เปลี่ยน

3. ทางรอดสายเจและฮาลาล ตั๋วข้ามแดนสู่อาเซียน การปรับตัวสู่อาหารทางเลือกอย่าง "ซอสหอยนางรมสูตรเจ" (สารสกัดจากเห็ดหอม) กลายเป็นสินค้าแชมเปี้ยนในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การยื่นขอการรับรองตราฮาลาลจากกอศ. (CICOT) ของแบรนด์ไทย ไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคมุสลิมในประเทศที่มีสัดส่วนไม่มากนัก แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปตีตลาดเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย

ตลาดซอสและเครื่องปรุงรสไทยมูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท กำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ "ความเก๋าอย่างเดียวไม่เพียงพอ" แบรนด์ดั้งเดิมที่เคยเสวยสุขกับ Loyalty ของคนรุ่นก่อน หากไม่ปรับขบวนทัพมารับกระแสสุขภาพ ไม่สร้างสายการผลิตที่ยืดหยุ่นพอจะทำ B2B หรือไม่ขยายมาตรฐานสู่ฮาลาลระดับสากล ก็มีสิทธิ์โดนรับน้องจากคู่แข่งรายใหม่ๆ หรือถูกบีบพื้นที่เชลฟ์ให้แคบลงเรื่อยๆ

เพราะในยุคนี้ เครื่องปรุงรสที่ครองใจคนได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อย... แต่มันคือเรื่องของการตอบโจทย์สุขภาพที่พอดี และการบริหารต้นทุนได้อย่างชาญฉลาดนั่นเอง