28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เซเว่นฯ ปลดล็อกสแกนจ่าย โหมโรงรับเงินหมื่นเฟส 2

เซเว่นฯ ปลดล็อกสแกนจ่าย โหมโรงรับเงินหมื่นเฟส 2

Messenger_creation_4771BE9D-AADC-4D01-A990-01535B24E7C6.jpeg

เซเว่น อีเลฟเว่น (7-eleven) ตัดสินใจทุ่มระบบสแกนจ่ายทุกสาขาทั่วประเทศกว่า 14,845 สาขา แบบไม่มีขั้นต่ำและรองรับทุกธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2567 หลังเริ่มทดลองระบบกว่า 400 สาขาช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินก้อนโตจากนโยบายแจกเงินหมื่นเฟส 2 ที่รอรัฐบาลไฟเขียววันดีเดย์ที่แน่นอนอีกครั้ง และปูทางลุยแผนธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของทรูมันนี่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซเว่นอีเลฟเว่นมีจุดขายเหนือกว่าคู่แข่งทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็นซีเจเอ็กซ์เพรส ท็อปส์เดลี่ มินิบิ๊กซี ร้านโดนใจหรือแม้กระทั่งร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งตัวสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่มหลากหลายชนิด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มี คือ ระบบสแกนจ่าย ชนิดที่ว่า เมื่อเซเว่นฯ ปลดล็อกสแกนจ่ายค่าสินค้าผ่านพร้อมเพย์และแอปพลิเคชันธนาคารได้แล้ว คอมเมนต์ผู้บริโภคดีใจสุดขีด

บ้างว่า “น้ำตาจะไหล”

บ้างว่า “ฝันที่ไม่กล้าฝัน เซเว่นรับสแกนแล้วจ้า” และอีกหลายคนบอก “วันนี้ฝันเป็นจริงแล้ว”

Messenger_creation_CAEAC3FF-DCCE-43AD-8519-20EE810E04FB.jpeg

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเดิมของบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเครือข่ายธุรกิจร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น อีเลฟเว่น” ต้องการใช้ “ทรูมันนี่ วอลเล็ต” แอปพลิเคชันทางการเงินรองรับการใช้จ่ายอย่างครบวงจร ทั้งซื้อสินค้า จ่ายบิล เติมเงินมือถือ ตู้จำหน่ายสินค้า รวมถึงใช้จ่ายผ่านทรูมันนี่ มาสเตอร์การ์ด ซื้อแอป เกม สติกเกอร์ และช้อปออนไลน์ได้เหมือนบัตรเดบิต ทั้งการขยายฐานสมาชิกและการใช้จ่าย

แต่เมื่อรัฐบาลเดินหน้านโยบายแจกเงินหมื่น เม็ดเงินงบประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งเฟสแรกโอนจ่ายเป็นเงินสดให้กลุ่มเปราะบางใช้จ่ายอย่างอิสระ 1.45 แสนล้านบาท ส่วนเฟสสอง แม้ยังไม่ชี้ชัดจะจ่ายเงินสดหรือเงินดิจิทัล แต่การจำกัดเพียงทรูมันนี่วอลเล็ตอาจหมายถึงการปิดกั้นโอกาสช่วงชิงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ ฟังสุ้มเสียงของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ยังวาดหวังเกมแจกเงินหมื่นปลุกเรตติ้งทางการเมืองให้ได้แบบถล่มทลาย ยืนยันจะมีการลุยต่อโครงการดิจิทัลวอลเลต เฟส 2 โดยกันงบประมาณปี 2568 ไว้แล้ว 189,000 ล้านบาท

Messenger_creation_BA8CEF95-394A-46DC-9E15-E24ECDBC5E67.jpeg

ขณะเดียวกัน ผลจากการลุยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจโอนเงินหมื่นเฟสแรกให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 และทยอยจ่ายซ้ำให้ผู้ตกหล่นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเงินหมื่นบาทเฟสแรก วงเงิน 1.45 แสนล้าน จะเข้ามาหมุนเศรษฐกิจได้ 2-3 รอบ ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบรวม 2.5-4.5 แสนล้านบาท ผลักดันจีดีพีปีนี้โตเพิ่มอีก 0.2-0.3% และคาดว่าทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.6-2.8%

แม้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการดิจิทัลวอลเลต เฟส 2 ต้องรอความชัดเจนจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนจะจ่ายเงิน 10,000 บาท หรือ 5,000 บาท ต้องดูความเหมาะสม เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจมีหลายมิติ ซึ่งจากการโอนเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ทั้งตลาดสด ตลาดค้าส่ง ตลาดค้าปลีก คึกคักมาก และหากเฟส 2 เติมเงินให้ประชาชนถูกจังหวะจะเป็นแรงเสริมเศรษฐกิจต่อไป

ที่สำคัญ หากการดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเลตแล้วเสร็จทั้งโครงการ จากเม็ดเงินงบประมาณ 4.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นกลับมาอยู่ในเกณฑ์ระดับศักยภาพได้ไม่ยาก

Messenger_creation_A5AFCE6B-766B-40C7-86DD-11A7BE1C175B.jpeg

อย่างไรก็ตาม มีโจทย์ข้อสำคัญจากปัจจัยลบเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงความหวั่นวิตกว่าจะลุกลามใหญ่มาถึงเขตภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะมีผลกระทบภาคเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น

สัญญาณเริ่มสะท้อนให้เห็น คือ ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนกันยายน 2567 ดัชนีทุกรายการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และต่ำสุดในรอบ 17-22 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยที่ค่าดัชนีของทุกภาคต่ำกว่า 50 ยกเว้นภาคตะวันออก เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่คาดว่าเสียหาย 30,000-40,000 ล้านบาท แม้รัฐบาลแจกเงิน 10,000 บาทให้กลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกว่า 145,000 ล้านบาทเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ประกอบกับดัชนีเสถียรภาพทางการเมืองลดลง จึงทำให้ความเชื่อมั่นไม่โดดเด่น

นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงอื่น เช่น สงครามในตะวันออกกลาง ที่รุนแรงขึ้น ความกังวลค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง รายได้ยังไม่เพียงพอกับรายจ่าย คนยังระมัดระวังการใช้จ่าย เห็นได้จากดัชนีความเหมาะสมการซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถยนต์คันใหม่ ท่องเที่ยว ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ทำให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจไทยยังซึมตัว และยังไม่มีสัญญาณปรับขึ้น

Messenger_creation_9057DA35-10FA-4CD1-94E4-9ECE153F5E68.jpeg

ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบทำให้ธุรกิจค้าปลีกหรือโมเดิร์นเทรดต้องพยายามช่วงชิงเม็ดเงินจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคอนวีเนียนสโตร์ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในไทย (Modern trade) ประกอบด้วยผู้เล่นหลากหลายประเภท ทั้งกลุ่ม Modern grocery อย่างไฮเปอร์มาร์เกต ซูเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งปัจจุบันกลุ่ม Modern grocery เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Grocery โดยมีสัดส่วนราว 72% ของร้านค้าปลีกกลุ่ม Grocery ทั้งหมด เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีสัดส่วนราว 64% ยังไม่นับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง เช่น ร้านขายสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ร้านขายสินค้าสุขภาพและความงาม ร้านขายสินค้าแฟชั่นที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่ม Fast fashion, Traditional fashion และ Sportwear

ทั้งนี้ ธุรกิจโมเดิร์นเทรดมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของการบริโภคและภาคท่องเที่ยว แม้ภาคครัวเรือนยังมีความเปราะบางจากภาวะหนี้ แต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 มีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจโมเดิร์นเทรดจะเติบโตและมีมูลค่าเม็ดเงินราว 2.58 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3% จากปี 2567 ที่คาดว่าจะเติบโต 3.4%

ไม่ว่าจะเป็นโครงการแจกเงินหมื่น มาตรการลดค่าครองชีพ การปรับโครงสร้างหนี้ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบและการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันภายในปี 2568 ล้วนส่งผลให้ธุรกิจโมเดิร์นเทรดได้รับอานิสงส์ชัดเจน

ดังนั้น เซเว่นอีเลฟเว่น เบอร์1 ในตลาดคอนวีเนียนสโตร์ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสทอง และหากสำรวจโปรโมชั่นล่าสุดที่ยิงยาวจนถึงไตรมาสสุดท้ายมีการอัดแคมเปญลดราคาสินค้าหลากหลายมากขึ้น ทั้งอาหารพร้อมรับประทานที่เป็นจุดขายหลัก สินค้า All Grocer’s ของใช้ในบ้าน กลุ่มเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ มีสินค้ายกแพ็กยิ่งคุ้ม อัดแคมเปญลดอย่างแรง 7 วัน การแจกคูปองไลน์ ซื้อสินค้ามากชิ้น Save more และแคมเปญจับคู่อิ่มคุ้ม

Messenger_creation_040AE3D0-3945-40F9-93B8-E1F4362F5647.jpeg

ขณะที่มีโปรโมชั่นหลักจัดทุกปี คือ แสตมป์แทนเงินสดและสะสมแลกสินค้าพรีเมียม ซึ่งปีนี้ใช้ธีม “เสน่ห์ไทย ใครๆ…ก็หลงรัก” ในฐานะที่เซเว่น อีเลฟเว่นเป็นหนึ่งใน Destination ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องมาเช็กอินทุกครั้งที่มาเมืองไทย มีสินค้า SME อาหารไทย 4 ภาคเป็นสีสันที่ต่างชาติให้ความสนใจ โดยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำของเด่น ของดีประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม ของ 77 จังหวัด ผนวกเข้ากับดวงแสตมป์ และ AI Thailand นำคาแรกเตอร์ “โดราเอมอน” มาผสมผสานเสน่ห์ความเป็นไทยครั้งแรก

กติกา คือ เมื่อซื้อสินค้าครบทุกๆ 80 บาท จะได้รับดวงแสตมป์หรือ M-Stamp มูลค่า 1 บาท หรือซื้อสินค้า “แสตมป์จัดหนัก” มูลค่า 3 บาท ใช้แทนเงินสดซื้อสินค้าและสมาชิก ALL member สามารถร่วมสนุกสะสมล่าลายแสตมป์ให้ครบทั้ง 77 จังหวัด รับ M-Stamp มูลค่า 77 บาท

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานของเซเว่นอีเลฟเว่น ภายใต้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สิ้นไตรมาส 2 ปี 2567 มีสาขาทั่วประเทศกว่า 14,845 สาขา ยอดขายเฉลี่ย 86,656 บาทต่อสาขาต่อวัน หรือรวมทุกสาขาทำเงินเฉลี่ยกว่า 1,286 ล้านบาทต่อวัน จำนวนลูกค้าประมาณ 1,007 คนต่อสาขาต่อวัน หรือรวมทุกสาขา ลูกค้ามากกว่า 14.94 ล้านคนต่อวัน ลูกค้ามียอดการซื้อสินค้าต่อบิล 85 บาทต่อคนต่อครั้ง

สัดส่วนยอดขายมาจากกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 23.7% ที่เหลือมาจากกลุ่มอาหาร เครื่องปรุง และเครื่องดื่ม.