อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE-Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions) เป็นอีกหนึ่งธุรกิจบริการที่กำลังขยายตัว ดังจะเห็นได้จากงานประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้าระดับโลกที่ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่าแสนล้านบาท ทั้งในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และสถานที่จัดงาน
ล่าสุด สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ Thailand Incentive and Convention Association (TICA) หนึ่งในองค์กรที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ ได้ออกมาเผยถึงกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมไมซ์และดันไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับแนวหน้า ภายใต้การนำของ “ประชุม ตันติประเสริฐสุข” นายก TICA คนใหม่ หนึ่งในผู้ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยมาอย่างยาวนาน โดยรั้งตำแหน่งรองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภาคกลางและภาคใต้ ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) อีกด้วย
ทั้งนี้ นายก TICA คนใหม่ ได้ฉายภาพของสมาคมฯ ว่า TICA เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่จัดตั้งขึ้นในปี 2527 หน้าที่หลักของ TICA คือ ส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสถานที่จัดประชุมระดับนานาชาติ ปัจจุบันมีสมาชิก 520 ราย ประกอบด้วยโรงแรมและรีสอร์ต บริษัทจัดการเดินทางและท่องเที่ยว (DMC) ผู้ประกอบการนำเที่ยว บริษัทรับจัดงานประชุมและนิทรรศการ บริษัทจัดการงานอีเวนต์ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านิทรรศการ สถานที่ท่องเที่ยว บริษัทโฆษณา มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และผู้ให้บริการด้านอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมไมซ์
“ภารกิจหลักของ TICA คือ ทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะเป็นหมุดหมายของอุตสาหกรรมไมซ์ระดับนานาชาติ สำหรับผู้ที่ต้องการมาจัดการประชุม งานแสดงสินค้า อีเวนต์ และการท่องเที่ยว ใครอยากจัดงานต้องคิดถึงประเทศไทย โดยกลยุทธ์ที่จะนำมาสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย เราเรียกว่า ‘TICA’ 4 เสาหลักที่ล้อไปกับชื่อของสมาคมฯ”
โดยกลยุทธ์ TICA ประกอบด้วย “Talent Development” คือ การพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ เพราะสิ่งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์คือขีดความสามารถของคน แต่ปัจจุบันบุคลากรที่มีประสบการณ์และความรู้ยังมีไม่เพียงพอ และไม่ขนานไปกับจำนวนนักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ที่กำลังเติบโต เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งเสริมทักษะและพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด ทั้งการอัปสกิลและรีสกิลคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม และผลิตบุคลากรใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม
“เป็นแผนงานแรกที่เราจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ TICA ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมไมซ์”

ภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก TICA-Thailand Incentive and Convention Association
“Innovation” นวัตกรรม ต้องพัฒนาด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของไทย
“Collaboration & Contribution” ความร่วมมือและการมีส่วนร่วม โดยการแบ่งปันทรัพยากร ความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ที่จะช่วยยกระดับประเทศไทยให้มีชื่อเสียงในเวทีโลกในฐานะประเทศที่รองรับการจัดงานประชุมระดับชั้นนำ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“Agility” เพิ่มความสามารถในการปรับตัว ยืดหยุ่น และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ
นอกจากนี้ ประชุมยังได้เปิดเผยตัวเลขของอุตสาหกรรมไมซ์ที่น่าสนใจ โดยระบุว่า ปี 2567 ตัวเลขนักเดินทางในกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศ อยู่ที่ 1,160,569 คน สร้างรายได้เข้าประเทศ 69,594 ล้านบาท ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มเอ็กซิบิชั่นใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยนานที่สุดและมียอดใช้จ่ายมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น หรือราวๆ 77,504 บาทต่อทริป ส่วนจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ในประเทศ อยู่ที่ 24,189,719 คน สร้างรายได้ 78,747 ล้านบาท
โดย 10 อันดับแรก ของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่เข้ามายังเมืองไทย อันดับหนึ่งยังคงเป็น “จีน” ที่เดินทางเข้ามา 380,515 คน ตามมาด้วย อินเดีย 230,447 คน, มาเลเซีย 169,127 คน, เวียดนาม 39,711 คน, เกาหลี 39,424 คน, สิงคโปร์ 38,040 คน, ฮ่องกง 31,957 คน, เยอรมนี 30,966 คน สหรัฐอเมริกา 25,671 คน และญี่ปุ่น 20,768 คน
ในขณะที่ตัวเลขของปี 2568 (YTD) ตัวเลขนักเดินทางในกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศ อยู่ที่ 595,401 คน จำนวนเงินรายได้ 33,011 ล้านบาท ส่วนจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ในประเทศ อยู่ที่ 12,660,941 คน สร้างรายได้ 42,098 ล้านบาท
“ถ้าเทียบแล้วถือว่าตัวเลข ณ ปัจจุบัน ก็ไม่ได้ขี้เหร่นัก แต่ถึงกระนั้นในปีนี้การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ยังต้องเจอกับความท้าทายหลักๆ 3 เรื่อง ทั้งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทยเมื่อ 28 มีนาคมที่ผ่านมา, กำแพงภาษีที่ทรัมป์ตั้งขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ส่งผลให้จำนวนต่างประเทศที่เข้ามาจัดประชุมในไทยลดลง การลดเวลาพำนักในไทย และลดการใช้จ่าย พอเทรนด์มันเป็นอย่างนี้ TICA จึงมีสิ่งที่อยากให้รัฐบาลมองย้อนกลับมาดู ซึ่งมีอยู่ 7 ประเด็นด้วยกัน”
โดย 7 ข้อเสนอที่ TICA มีต่อรัฐบาล เพื่อผลักดันไทยสู่เวทีไมซ์ระดับโลกนั้น ประกอบด้วย 1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชน และวัฒนธรรมท้องถิ่นตามเทรนด์ของโลก
2. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเส้นทางคมนาคม เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม แต่ถ้าต้องการจะสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สิ่งที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอ ภาครัฐควรเร่งพัฒนาให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
3. เปลี่ยนแปลงลักษณะของนักท่องเที่ยว จากการพักผ่อนสู่การท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การประชุม การเรียนรู้ มางานอีเวนต์ต่างๆ เป็นต้น เพราะเป็นกลุ่มที่มียอดใช้จ่ายในการเดินทางสูง
4. ฝึกอบรมและยกระดับทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องของ “ภาษา” และความรู้เฉพาะทาง เช่น ช่างเทคนิคต่างๆ
5. ใช้เทคโนโลยีและส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยว
6. ทบทวนกฎระเบียบและนโยบาย โดยปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้ทันสมัยและเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
7. ต่อต้านการหลอกลวงและคุ้มครองนักท่องเที่ยว เพิ่มระบบป้องกันความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว
นอกจากข้อเสนอข้างต้นแล้ว ประชุมยังเน้นย้ำว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนควรทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งเรื่องฮาร์ดเซลล์ที่ต้องออกไปเตือนความทรงจำของตลาดโลกถึงความพร้อมของเมืองไทย และทางดิจิทัลเซลล์โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาทำการตลาดในเชิงรุกและวางแผนทำการตลาดให้เข้มข้นขึ้น
ทั้งนี้ ในระยะสั้นอุตสาหกรรมไมซ์อาจได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ยอดนักเดินทางลดลงและไม่เป็นไปตามเป้า แต่ในระยะยาว นายกสมาคม TICA ยังเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังคงมีแต้มต่อในการดึงดูดนักเดินทางกลุ่มไมซ์อย่างแน่นอน.