28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

จากไทยถึงมาเลเซีย Healthcare & Wellness ธุรกิจน่าลงทุน

จากไทยถึงมาเลเซีย Healthcare & Wellness ธุรกิจน่าลงทุน

p22-23-weekly-malaysia-01.jpg

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับงาน International Healthcare Week 2025 ที่จัดโดย Informa Markets งานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์และนวัตกรรมการแพทย์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุม MITEC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ความแตกต่างของงานนี้ที่เคยจัดขึ้นในไทยปีก่อน นอกจากมิติด้านกายภาพแล้ว เบื้องหลังการจัดงานที่มาเลเซียคือ รัฐบาลของประเทศนี้จะลงมาขับเคลื่อนการจัดงานด้วยตัวเอง โดยใช้เครือข่ายที่มีของภาครัฐเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เข้ามาร่วมงาน นับเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และนวัตกรรม เติบโตและขยายตัวมากขึ้น

รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ แต่มีขอบเขตห้ามต่างชาติลงทุนในกลุ่มธุรกิจคลินิกให้บริการทางการแพทย์ทั่วไป คลินิกให้บริการด้านทันตแพทย์ทั่วไป และห้องปฏิบัติทางพยาธิวิทยา และอีกเงื่อนไขคือ นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนได้เพียงร้อยละ 70 สำหรับศูนย์รถพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

p22-23-weekly-malaysia-03.jpg

ส่วนหนึ่งเพราะนโยบายด้านสาธารณสุขของมาเลเซียมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างและบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข พัฒนากลยุทธ์การวิจัยระดับชาติ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพ และยังมีนโยบายส่งเสริมการเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาล พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางมารักษาในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังมีโครงการจัดตั้งคลินิกของรัฐบาลที่ให้บริการฟรีแก่ประชาชน

หมุดหมายสำคัญของมาเลเซียคือการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกในด้านการให้บริการการแพทย์ที่ปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจ และก้าวสู่เป้าหมาย Best Malaysia Healthcare Travel Experience ภายในปี 2025 มาเลเซียหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงในสาขา medical & wellness มากถึง 250 พันล้านริงกิต/โรงพยาบาล โดยหวังจะเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังมาเลเซีย 30% ภายใน 3 ปี

ตลาดสุขภาพของมาเลเซียมีโอกาสเติบโตจาก 575.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นกว่า 939 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2032 ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) จะพุ่งแตะ 1.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ความพยายามและเป้าหมายของมาเลเซียจะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของไทย แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งที่ทั่วโลกให้การยอมรับในวงกว้างเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งนี่อาจจะเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ที่มีหัวใจในการบริการ ความพิถีพิถัน และความใส่ใจ

p22-23-weekly-malaysia-02.jpg

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้จัดการ ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า “การจัดงาน IHW 2025 ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันตลาด Health & Wellness ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอาเซียน ธุรกิจด้านสุขภาพเป็นธุรกิจที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และทุกธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมมีการขยายตัวและพัฒนาเทคโนโลยี รวมไปถึงนวัตกรรมอย่างไม่หยุดนิ่ง  และการเติบโตที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งในมิติของผู้คนและธุรกิจ ในฐานะผู้จัดงาน International Healthcare Week 2025 มองว่านี่เป็นโอกาสธุรกิจที่สำคัญสำหรับผู้คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ เภสัชกรรม เทคนิคการแพทย์ ทั้งผู้ผลิตและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย จะสามารถหาโอกาสในตลาดโลกได้”

สุขภาพเป็นเรื่องที่คนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนยุคนี้ต้องการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี หลายคนหันมาโฟกัสที่สุขภาพจากภายในสู่ภายนอก ต้องการป้องกัน ส่งเสริมมากกว่าการรักษา ความต้องการเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ขยายตัวรวดเร็ว และเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ณ วันที่ 31 มกราคม 2568) ประเทศไทยมีนิติบุคคลธุรกิจ Healthcare & Wellness จำนวน 28,536 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 359,321 ล้านบาท และมีรายได้รวมที่ 1.13 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นธุรกิจสปาและนวดเพื่อสุขภาพ 1,806 ราย ทุนจดทะเบียน 10,315 ล้านบาท ธุรกิจให้บริการความงาม 2,421 ราย ทุนจดทะเบียน 6,574 ล้านบาท บริการทางการแพทย์ 9,570 ราย ทุนจดทะเบียน 218,202 ล้านบาท บริการดูแลผู้สูงอายุ 765 ราย ทุนจดทะเบียน 4,216 ล้านบาท และค้าปลีก-ส่ง เภสัชภัณฑ์ทางการแพทย์ 13,974 ราย ทุนจดทะเบียน 120,014 ล้านบาท

p22-23-weekly-malaysia-04.jpg

เป้าหมายของรัฐบาลไทยคือการเป็นฮับสุขภาพระดับนานาชาติ โดยคาดว่า ในปี 2570 จะสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจ Wellness & Healthcare ไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท

ข้อมูลล่าสุดจาก GWI เปิดเผยว่า ธุรกิจ Wellness ในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเติบโตถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะแตะ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปแล้ว

การเติบโตในกลุ่มธุรกิจ Healthcare & Wellness ในประเทศไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะนี่เป็นตลาดที่ยังมีช่องว่างให้ขยายตัวได้อีก จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนสู่สังคมสูงวัยที่ปัจจุบันประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนประมาณ 13.45 ล้านคน หรือร้อยละ 20.70% ของประชากรทั้งประเทศ หากผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดได้ตรงจุด

p22-23-weekly-malaysia-05.jpg

แม้ว่าภาครัฐจะมียุทธศาสตร์ Medical Hub ภายในปี 2568-2577 จากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ Health & Wellness ในไทย ทำให้ภาครัฐเล็งเห็นโอกาสในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพของโลกที่มีบริการทางการแพทย์ครบวงจร ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรของไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การรักษาพยาบาล และรองรับการลงทุนด้านธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์จากต่างชาติ

แม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายชาติด้านสุขภาพและมีเป้าหมายการเป็น Medical Hub แต่เมื่อพิจารณาจากการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเอกชน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ ยังด้อยประสิทธิภาพกว่ามาเลเซีย แนวทางการทำงานของรัฐไทยยังเป็นแบบแบ่งแยกคนละหน่วยงาน กรม กอง ไม่มีการบูรณาการอย่างแท้จริง

ความล่าช้าและการแบ่งแยกกันในทุกระดับชั้นของภาครัฐไทยนั้นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเดินทางเข้าสู่เป้าหมาย ที่อาจจะถูกประเทศในภูมิภาคเดียวกันแซงหน้า.