28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

“เดวิด แวน ดาว” กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว ประกาศยุทธศาสตร์ PSGC ตั้งเป้ารายได้ 3 หมื่นล้าน

“เดวิด แวน ดาว” กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว ประกาศยุทธศาสตร์ PSGC ตั้งเป้ารายได้ 3 หมื่นล้าน

p20-21-weekly-psgc-01.jpg

เป็นประจำทุกปีสำหรับการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยโดยวารสารการเงินธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมาผลการจัดอันดับล้วนเป็นรายชื่อที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันมาหลายปี รวมถึง นิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา และนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แห่งกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่สลับตำแหน่ง 2 และ 3 กันมาหลายปี

กระทั่งปี 2565 กลับมีม้ามืดอย่าง “ปณิชา ดาว” ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสองของเศรษฐีหุ้นไทย ด้วยการครองหุ้นของ บมจ. พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSGC) จำนวน 51,994.00 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 8.16 หมื่นล้านบาท ขณะที่แชมป์ยังเป็นของสารัชถ์ รัตนาวะดี ด้าน นพ.ปราเสริฐ ถูกเบียดไปอยู่อันดับ 3 ซึ่งนั่นทำให้ชื่อของ “ปณิชา ดาว” และ บมจ. พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSGC) เข้ามาอยู่ในความสนใจของตลาดหุ้นไทยทันที

ทั้งนี้ พบว่า ปณิชา ดาว เข้ามาถือหุ้น บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564 ด้วยจำนวน 5.19 หมื่นล้านหุ้น คิดเป็น 80% ด้วยมูลค่าความมั่งคั่ง 8.16 หมื่นล้านบาท โดยปณิชายังเป็นภรรยาของนายเดวิด แวน ดาว กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว ที่คร่ำหวอดในแวดวงการก่อสร้างและพลังงาน โดยนั่งในตำแหน่งกรรมการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นบริษัทแกนนำของกลุ่ม ช.การช่าง ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ รวมถึงยังเป็นกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด, บริษัท เซาท์อีส เอเชีย เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด, กรรมการ บริษัท ลาว โคคาโคลา บอทลิ่ง จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีที จำกัดผู้เดียว จำกัด

p20-21-weekly-psgc-02.jpg

ในส่วนของบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อบริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ T ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมากว่า 40 ปี กระทั่งวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2564 ได้มีมติให้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 54,044,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ในราคาหุ้นละ 0.02 บาทให้แก่ผู้ลงทุนจำนวน 5 ราย และมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็น บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSG Corporation Public Company Limited-PSGC ใช้ชื่อหลักทรัพย์ว่า PSG ตามลำดับ

ปัจจุบัน PSGC ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยครอบคลุมโครงการก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงงาน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า อาคารที่พักอาศัย คอนโดมิเนียม รวมถึงงานระบบประกอบอาคาร งานสาธารณูปโภค งานติดตั้งเครื่องจักรต่างๆ โดยปณิชา ดาว ถือหุ้นใหญ่ที่ 40% มีนายแวน ฮวง ดาว นั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ในขณะที่นายเดวิด แวน ดาว ดำรงตำแหน่งกรรมการ, ประธานกรรมการบริหาร, กรรมการบริหารความเสี่ยง, กรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC มาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน

โดยนายเดวิด แวน ดาว คีย์แมนของ PSGC ได้เผยถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมทีครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างใน สปป.ลาว ซึ่งที่ผ่านมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทไทยอย่าง ซีเค พาวเวอร์ ในการพัฒนาเขื่อนน้ำงึม 2 และเขื่อนหลวงพระบาง และเมื่อตนเข้ามารับช่วงต่อจึงต้องการทำให้ธุรกิจครอบครัวมีระบบและพัฒนาโครงการที่ขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ทางกลุ่มตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นในบริษัทไทยอย่างบริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในที่สุด

p20-21-weekly-psgc-03.jpg

“การตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นในที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น เพราะมีโมเดลธุรกิจคล้ายกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งธุรกิจครอบครัวเราเป็นแบบกงสี การจะนำเข้าตลาดหุ้นต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างที่นานและมีกระบวนการที่ซับซ้อน การเลือกเข้าตลาดหุ้นผ่านแบ็กดอร์จะรวดเร็วกว่า อีกทั้งยังมีจุดแข็งที่สามารถดึงดูดผู้บริหารมืออาชีพมาร่วมงานและระดมทุนในการขยายธุรกิจได้เป็นอย่างดี”

ล่าสุด เดวิดได้ออกมาประกาศยุทธศาสตร์การเติบโตครั้งสำคัญของ PSGC ด้วยการต่อยอดจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไปสู่ 2 ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจพลังงาน ตั้งเป้ารายได้ต่อปีเติบโตก้าวกระโดดแตะระดับ 20,000-30,000 ล้านบาทภายในปี 2578 จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ควบคู่กับการปรับโครงสร้างทุนเพื่อเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นฐานระดมทุน

โดยเดวิดเผยว่า ปัจจุบัน  PSGC อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแผนการขยายธุรกิจ ได้แก่

1. โครงการขยายกำลังการผลิตเหมือง XPPL Phase 1 ประกอบด้วยงานก่อสร้างถนน อาคารคลังสินค้า แคมป์ถาวร และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเหมืองในพื้นที่ลาวใต้ มูลค่าโครงการ 239.9 ล้านดอลลาร์ มีความคืบหน้างาน 81% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

2. โครงการก่อสร้างพื้นที่พัฒนาเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ลาวเหนือ มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 มีความคืบหน้างาน 21% และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2570

p20-21-weekly-psgc-04.jpg

“ความสำเร็จในการดำเนิน 2 โครงการก่อสร้างข้างต้น สะท้อนถึงความสามารถของ PSGC ในการบริหารและดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขยายธุรกิจในหลากหลายด้าน ผลักดันให้บริษัทฯ กำหนดวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจขึ้นใหม่ คือ ก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำในการพัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างในการขยายสู่ธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของภูมิภาค” เดวิดกล่าว

ทั้งนี้ รายงานของธนาคารโลกระบุว่าเศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในปีที่ผ่านมาขยายตัวร้อยละ 4.1 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคพลังงาน เหมืองแร่ และเกษตรกรรม แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ นั่นทำให้ในช่วงที่ผ่านมา PSGC ยังคงขยายการลงทุนใน สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2568 PSGC วางแผนขยายการเติบโตจากการก่อสร้างโครงการใหม่ 1-2 โครงการ เน้นงานที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ล่าสุด บริษัทฯ มีโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว ได้แก่

1. โครงการก่อสร้างอาคารประกอบอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเซกอง (XTPPL) ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ งานโยธาและการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ในเมืองกะลึม แขวงเซกอง โครงการยังรวมถึงเหมืองแบบบูรณาการ และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ ความยาว 253 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากโรงไฟฟ้าไปยังชายแดนลาว-กัมพูชา ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ Electricité du Cambodge (EDC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศกัมพูชา โดยมีกำหนดการก่อสร้างตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2573

2. โครงการก่อสร้างระบบลำเลียงถ่านหินและเถ้าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ XTPPL โดยทำหน้าที่ขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าและบริหารการจัดการผลพลอยได้จากเถ้าถ่านที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า กำหนดระยะเวลาก่อสร้างปี 2568-ไตรมาส 1/2570

p20-21-weekly-psgc-05.jpg

“หากสามารถคว้างานดังกล่าวสำเร็จ จะส่งผลให้ Backlog งานก่อสร้างของ PSGC เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตของบริษัทได้”

ขณะเดียวกัน PSGC กำลังเริ่มทดลองให้บริการด้านการดำเนินงานและบริหารจัดการเหมืองใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปทดลองร่วมให้บริการบริหารโครงการในเหมืองทองคำและเหมืองถ่านหิน และคาดว่าจะสามารถสรุปภายในสิ้นปีนี้ หากสามารถเจรจากับเจ้าของเหมืองทั้ง 2 แห่งในการเข้าไปให้บริการได้ จะเป็นการสร้างรายได้ประจำในระยะยาว โดยเหมืองทองคำมีสัมปทานอยู่ที่ 35 ปี และเหมืองถ่านหิน 15 ปี คาดหวังสัดส่วนรายได้ที่ 60%

สำหรับการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานของ PSGC มุ่งเน้นใน 3 แนวทางยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Electricite du Laos (EDL) รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคของ สปป.ลาว เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเดิมของ EDL และบริษัทในเครือให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆ ที่ EDL อาจถือครองในอนาคต 2. ศึกษาการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) และ 3. แสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจและตลาดจำหน่ายไฟฟ้า โดยได้ทำ MOU กับหน่วยงานพลังงานระดับภูมิภาค เพื่อศึกษาการส่งออกพลังงานไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยังประเทศกัมพูชา สิงคโปร์และจีน คาดหวังสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานอยู่ที่ 30% ส่วนธุรกิจก่อสร้างจะปรับลดลงมาเหลือในระดับ 10%

“วิสัยทัศน์ระยะยาว คือการสร้างให้ PSGC ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และก่อสร้างภายในปี 2578 แม้ว่าบริษัทฯ จะเริ่มต้นดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว แต่เป้าหมาย คือ การขยายสู่ระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง”

โดยในปี 2568 เดวิดตั้งเป้ารายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งไตรมาส 1/2568 มีรายได้รวมกว่า 642 ล้านบาท กำไรสุทธิ 98.8 ล้านบาท และมี Backlog รอการรับรู้รายได้ถึงปี 2570 กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงานก่อสร้างอีก 2 โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด

และถ้าถามย้อนกลับไปว่าเขาคิดเห็นเช่นไรกับการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2565 ที่ ปณิชา ดาว ขึ้นมาครองอันดับ 2 ของเศรษฐีหุ้นไทย

“เราต้องมองกันที่ความจริง มันคือ Financial Engineering จากการปรับโครงสร้าง ตัวเลขนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ถ้าเราจะขายหุ้นในมูลค่านั้นก็ไม่มีใครซื้อ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือการเข้ามาทำธุรกิจและสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับ PSGC” เดวิด แวน ดาว ทิ้งท้าย.