ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 ถูกมองว่ามีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากกำลังซื้อยังฟื้นตัวช้าจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และภาระค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ รวมถึงหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ที่อยู่อาศัย รวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของราคาที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อลูกค้าในกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง
แต่ตลาดที่แตกต่างออกไป และมองเห็นว่ากำลังซื้อฟื้นตัวได้ดีคือ ตลาดผู้บริโภคในกลุ่มบน แม้ว่าต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้นจากราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง ราคาที่ดินสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ส่วนใหญ่หันไปพัฒนาโครงการราคาระดับปานกลาง-ระดับบนมากขึ้น
ข้อมูลจาก บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยแนวตั้งและอาคารสำนักงานยังเผชิญกับภาวะซัปพลายล้นตลาด ขณะที่ตลาดเช่ากลับมีทิศทางการเติบโตขึ้นจากการเพิ่มจำนวนของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม Expat และการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว
ด้านตลาดคอนโดมิเนียมแม้จะยังมีซัปพลายคงค้างตลาดอยู่บ้าง และอาจจะถูกผู้ประกอบการนำออกมาขายใหม่ในปีนี้ ทว่า ซัปพลายคอนโดมิเนียมที่เป็นโครงการระดับลักชัวรีได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผู้บริโภคมีความต้องการสูง โดยเฉพาะห้องขนาด 3 ห้องนอน
นี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศุภาลัยตัดสินใจปักหมุดใจกลางสุขุมวิทอีกครั้ง ด้วยการส่ง Supalai Elite Sukhumvit 39 พร้อมป้อนซัปพลายเข้าสู่ตลาดอีกกว่า 190 ยูนิต
“สุขุมวิท 39 เป็นทำเลที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อบริษัทฯ นอกจากเป็นทำเลทองแห่งการอยู่อาศัย แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ และยังเป็นที่ตั้งของคอนโดมิเนียมโครงการแรกของเรา ทั้ง ศุภาลัย เพลส สุขุมวิท 39 และ Supalai Oriental Sukhumvit 39 นี่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เรามีความชำนาญ และมั่นใจว่าโครงการของเราจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเราได้เป็นอย่างดี จากการที่ซัปพลายของเราขายหมด โดยเฉพาะห้องขนาด 3 ห้องนอน ทำให้ต้องพัฒนาโครงการใหม่เมื่อเห็นว่า ตลาดในกลุ่มนี้ยังมีดีมานด์” ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

หลังจากไทยผ่านประสบการณ์แผ่นดินไหว ที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจลดการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยกลุ่มคอนโดมิเนียม แต่ศุภาลัยกลับทำตรงกันข้าม เมื่อมองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มบนเป็นหลัก
“ที่ผ่านมาทำเลสุขุมวิท 39 มีข้อจำกัดด้านอุปทานของคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่สร้างเสร็จมาระยะหนึ่งและไม่ค่อยมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดยังคงมีช่องว่างสำคัญรองรับโครงการใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกกค้าในเซกเมนต์นี้ได้อย่างแท้จริง ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและพร้อมลงทุนกับที่อยู่อาศัยที่สะท้อนวิถีชีวิตที่เลือกสรรแล้ว ในราคาเฉลี่ย 120,000 บาท/ตร.ม. นับเป็นระดับราคาที่หาได้ยากในย่านใจกลางสุขุมวิท แต่ บมจ.ศุภาลัย มีความสามารถในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผนวกกับความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของพื้นที่ จึงสามารถส่งมอบคุณภาพชีวิตระดับลักชัวรีในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้” ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ขยายความ
จากรายงานของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ด้านทำเลน่าลงทุนในกลุ่มคอนโดมิเนียมพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพสูงด้านผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า และแนวโน้มการเติบโตของราคาทรัพย์สิน มี 5 ทำเล ได้แก่ 1. พระราม9-เพชรบุรี-อโศก 2. ลาดพร้าว-รัชโยธิน 3. เอกมัย-ทองหล่อ 4. รัชดา-ห้วยขวาง และ 5. บางนา-ศรีนครินทร์
ปัจจัยหนุนให้ทำเลเหล่านี้ได้รับความนิยม คือ การเดินทางที่สะดวกสบาย ศูนย์กลางธุรกิจ แหล่งชอปปิ้ง ใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ
ย่านสุขุมวิท นับว่าเป็นทำเลที่มีการแข่งขันสูงมากในตลาดคอนโดมิเนียม แต่ศุภาลัยอาศัยความชำนาญในพื้นที่เป็นทุนเดิม มั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมายได้ “เราเปิดพรีเซลล์เมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 ซึ่ง 4 วันแรกเราสามารถขายได้ 500 ล้านบาท เราพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตรงใจลูกค้า มีความเป็นมืออาชีพ และความใส่ใจที่ลึกซึ้งกว่า ทำให้มั่นใจว่าโครงการนี้จะตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมายเราได้เป็นอย่างดี” ประทีป ขยายความ
นอกจาก Supalai Elite Sukhumvit 39 ที่มีมูลค่าการลงทุน 2,100 ล้านบาท ปีนี้ศุภาลัยมีแผนเปิดโครงการรวมทั้งสิ้น 36 โครงการ โดยไตรมาส 1-2 เปิดตัวไปแล้ว 8 โครงการ ไตรมาส 3 วางแผนจะเปิด 8 โครงการ และไตรมาส 4 มีโครงการที่อยู่ในแผนงานอีก 20 โครงการ
ดร.ประทีป ทิ้งท้ายถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ว่า “ฟันธงว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังดีขึ้นแน่นอน จากปัจจัยการลดดอกเบี้ย ที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ดอกเบี้ยจะลดลง 2 ครั้ง ราคาหุ้นเริ่มดีขึ้น และจะช่วยให้บ้านขายได้ง่ายขึ้น”
นี่เป็นอีกหนึ่งปีที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มตลาดกลางถึงบน ที่ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนการลงทุนจากต่างประเทศ นโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และการย้ายฐานการผลิตจากจีนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภาษีการค้า.