28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง เปิดแผน NIA ติดอาวุธสตาร์ทอัปสู่เวทีโลก

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง เปิดแผน NIA ติดอาวุธสตาร์ทอัปสู่เวทีโลก

p22-23-weekly-kriphaka-01.jpg

ปี พ.ศ. 2547 เป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มต้นสร้างระบบการสนับสนุนโครงการนวัตกรรม ตามข้อมูลของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หน่วยงานภาครัฐพยายามผลักดันอุตสาหกรรมทุกขนาดให้ใช้เครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า “นวัตกรรม”

และในปี พ.ศ. 2559 นโยบายหลักของชาติ “Thailand 4.0” นวัตกรรม จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศ หนึ่งในหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้การสนับสนุนและผลักดันคือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

หลังจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ขึ้นมานั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เมื่อสองปีก่อน ต่อจาก ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ และเคยให้ข้อมูลไว้ว่า NIA เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทในเชิงของผู้กำหนดนโยบาย อำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรม เอื้อต่อศักยภาพการทำงาน สร้างมูลค่าทางธุรกิจ รวมทั้งการรังสรรค์นวัตกรรมในกลุ่มผู้ประกอบการ สตาร์ทอัป และภาครัฐ โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะเร่งผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่ 1 ใน 30 ของประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมโลกภายในปี 2573

p22-23-weekly-kriphaka-02.jpg

ผอ. NIA ให้มุมมองหลังจากเข้ามานั่งตำแหน่งนี้มา 2 ปีว่า NIA ความพยายามวิเคราะห์จุดแข็งของไทย ซึ่งมีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานทุกด้าน ทั้งคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน โทรคมนาคม และไทยยังสามารถผสมผสานวัฒนธรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการส่งออกสินค้า และบริการเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล แม้ว่าไทยจะมีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นสินค้านวัตกรรม เช่นที่เกาหลี

“ที่ผ่านมาการเติบโตของตลาดในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากต่างชาติไม่น้อย ทำให้ทั้งสตาร์ทอัปและเอสเอ็มอีไทยมีโอกาสที่จะขยายการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) พร้อมเชื่อมการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติผ่านแนวคิด  4G ได้แก่ Groom การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม Grant การให้เงินทุน Growth การสร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุน และ Global การเข้าสู่ตลาดระดับโลก”

4G Groom Grant Growth Global ที่ถูกใช้เป็นนโยบายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถยกระดับศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างไร ดร.กริชผกา บอกเล่าถึงการทำงานกับ 4G ที่ผ่านมาว่า

“Groom เร่งพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพทางนวัตกรรมผ่าน 16 หลักสูตรสร้างนวัตกรรมภายใต้ NIA Academy ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ประกอบการ องค์กร และผู้นำรุ่นใหม่ กว่า 40,000 คน การพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นผ่านกิจกรรมสตาร์ทอัปไทยแลนด์ลีกในระดับนิสิต/นักศึกษากว่า 250 ทีมจาก 50 มหาวิทยาลัยเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถด้านนวัตกรรมแก่เยาวชนในระดับอุดมศึกษา ให้มีทักษะและมุมมองในการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเป็นสตาร์ตอัปที่ต้องออกสู่ตลาดจริง และสำหรับกลุ่มสตาร์ตอัป เอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ต้องการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์

p22-23-weekly-kriphaka-03.jpg

Grant โดยแบ่งเป็นทุนนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ และทุนนวัตกรรมรายพื้นที่ ผ่าน 9 กลไกหลักที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1. นวัตกรรมแบบเปิด 2. โครงการนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า 3. การพัฒนามาตรฐานสำหรับธุรกิจนวัตกรรม 4. ดอกเบี้ยบางส่วนเพื่อเสริมสภาพคล่อง 5. การขยายผลนวัตกรรมในระดับภูมิภาคสู่ตลาด 6. ที่ปรึกษาพัฒนานวัตกรรม 7. การขยายธุรกิจนวัตกรรม 8. นวัตกรรมดี...ไม่มีดอกเบี้ย และ 9. การสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มีโอกาสเติบโตและขยายตลาดโดยการร่วมมือจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชน/การร่วมลงทุน โดยในปีนี้ NIA สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมไปแล้ว 254 โครงการ มูลค่าการสนับสนุนกว่า 397 ล้านบาท (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม)

Growth ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพของไทย จึงได้จัดทำโปรแกรมเร่งสร้างการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยว/ซอฟต์พาวเวอร์/สังคม โดยในปี 2569 NIA ตั้งเป้าเร่งสร้างการเติบโตให้กับสตาร์ทอัป 100 กิจการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดรายได้จากธุรกิจนวัตกรรม 1,000 ล้านบาท และเกิดการลงทุนเพิ่มกว่า 2,000 ล้านบาท รวมถึงการส่งเสริมและเผยแพร่ตัวอย่างความสำเร็จทางนวัตกรรมผ่าน ‘โครงการนิลมังกร’ ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 3 โดยรุ่นที่ 1 และ 2 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการแบรนด์นวัตกรรมไทยกว่า 40 ราย เฉลี่ย 3.4 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 530 ล้านบาท

ทั้งนี้ NIA ยังเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัประดับโลกที่มีบริการครอบคลุมทั้งสตาร์ทอัปไทยที่ต้องการไปเติบโตยังต่างประเทศ

p22-23-weekly-kriphaka-04.jpg

Global หรือสตาร์ทอัปต่างประเทศที่จะเข้ามาสร้างธุรกิจนวัตกรรมในประเทศไทย ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ตลาด การลงทุน เครือข่าย สมาร์ทวีซ่า มาตรการภาษีสำหรับสตาร์ทอัป รวมถึงการนำสตาร์ทอัปไทยที่มีศักยภาพออกสู่ตลาดโลกผ่านการเชื่อมตลาดระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สวีเดน ฟินแลนด์ กาตาร์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสการขยายธุรกิจ และโอกาสการระดมทุน”

นอกจากนี้ ยังมีโครงการยกระดับวิสาหกิจฐานนวัตกรรมให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และต่อยอดการลงทุนสู่ตลาดสากลผ่าน 3 โปรแกรม ได้แก่ Corporate Spark เน้นการจับคู่ธุรกิจกับสตาร์ทอัปนานาชาติที่มีเทคโนโลยีหรือบริการโดดเด่น Global Market Link สร้างโอกาสเชื่อมโยงและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และ Global Investment Link ยกระดับศักยภาพเพื่อโอกาสรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ

ปัจจุบันนักลงทุนหลายชาติมีการย้ายฐานการผลิตและมุ่งหน้าเข้าสู่เวียดนาม ด้วยต้นทุนค่าไฟ และค่าแรงที่ถูกกว่า นอกจากนี้ เวียดนามยังมีการลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) จำนวน 17 ฉบับ กับ 60 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมตลาดสำคัญ ในขณะที่ไทยมี FTA น้อยกว่า โดยไทยมีการลงนาม FTA จำนวน 16 ฉบับ กับ 23 ประเทศเท่านั้น

p22-23-weekly-kriphaka-05.jpg

ด้าน ดร.กริชผกา ยังมองว่า ไทยได้เปรียบด้านศูนย์กลางโลจิสติกส์ ทั้งทางราง ทางอากาศ ทางน้ำ และได้เปรียบด้านภาษี “บุคลากรที่มีความสามารถต่อการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ สู่เวทีโลก และเรายังพร้อมจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่เห็นได้ชัดว่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ต่างชาติยังมีความนิยมที่จะเข้ามาใช้ชีวิตในไทย เพราะอาหารดี อร่อย ค่าครองชีพราคาถูก”

จากแนวโน้มและโอกาสทางนวัตกรรมสำหรับทั้งสตาร์ทอัปและเอสเอ็มอีไทย NIA มองว่าในปี 2569 เทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, IoT, Automation 2. เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พลังงานทางเลือก การประหยัดพลังงาน และลดการปลดปล่อยคาร์บอน 3. เทรนด์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการจัดสรรทรัพยากร สถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ ภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทยต้องมีการปรับตัว และ 4. เทรนด์ด้านโครงสร้างประชากรที่สัดส่วนแรงงานวัยทำงานลดลง ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ สวัสดิภาพด้านสุขภาพ สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปไทยที่ต้องรับมือความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเป็นทั้งโอกาสในการปรับตัวและเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ทั้งนี้ NIA ได้กำหนดโครงการเรือธง (Flagship Project) ที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การพัฒนาศูนย์กลางทางการแพทย์ 2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสตาร์ทอัปด้านเกษตร และ 3. การเร่งสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลและรายงานผลการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย หรือ NIA Innovation Journey & Dashboard 2026 เพื่อเป็นฐานข้อมูลผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม สินค้าหรือบริการที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA รวมถึงข้อมูลการเติบโตของผู้ประกอบการนวัตกรรม ซึ่งสามารถนำชุดข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ด้านนวัตกรรม สำหรับนำไปกำหนดทิศทางและกลไกการสนับสนุนและส่งเสริมนวัตกรรมของประเทศไทยต่อไปในอนาคต โดย NIA ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม (Impactful Innovation) ให้กับประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ดร. กริชผกา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปีหน้าเราจะส่งเสริมสตาร์ทอัปให้รุกตลาด Middle East เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ยูเออี สตาร์ทอัปที่เราได้การสนับสนุนไปก่อนหน้า เรามีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เห็นการเติบโตอยู่ที่ 9 เท่า แต่ต้องบอกว่า เราปล่อยทุนยาก เพราะมีการใช้คณะกรรมที่เป็นคนนอกมาร่วมพิจารณา”.