ปี พ.ศ. 2547 เป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มต้นสร้างระบบการสนับสนุนโครงการนวัตกรรม ตามข้อมูลของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หน่วยงานภาครัฐพยายามผลักดันอุตสาหกรรมทุกขนาดให้ใช้เครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า “นวัตกรรม”
และในปี พ.ศ. 2559 นโยบายหลักของชาติ “Thailand 4.0” นวัตกรรม จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศ หนึ่งในหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้การสนับสนุนและผลักดันคือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
หลังจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ขึ้นมานั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เมื่อสองปีก่อน ต่อจาก ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ และเคยให้ข้อมูลไว้ว่า NIA เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทในเชิงของผู้กำหนดนโยบาย อำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรม เอื้อต่อศักยภาพการทำงาน สร้างมูลค่าทางธุรกิจ รวมทั้งการรังสรรค์นวัตกรรมในกลุ่มผู้ประกอบการ สตาร์ทอัป และภาครัฐ โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะเร่งผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่ 1 ใน 30 ของประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมโลกภายในปี 2573

ผอ. NIA ให้มุมมองหลังจากเข้ามานั่งตำแหน่งนี้มา 2 ปีว่า NIA ความพยายามวิเคราะห์จุดแข็งของไทย ซึ่งมีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานทุกด้าน ทั้งคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน โทรคมนาคม และไทยยังสามารถผสมผสานวัฒนธรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการส่งออกสินค้า และบริการเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล แม้ว่าไทยจะมีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นสินค้านวัตกรรม เช่นที่เกาหลี
“ที่ผ่านมาการเติบโตของตลาดในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากต่างชาติไม่น้อย ทำให้ทั้งสตาร์ทอัปและเอสเอ็มอีไทยมีโอกาสที่จะขยายการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) พร้อมเชื่อมการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติผ่านแนวคิด 4G ได้แก่ Groom การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม Grant การให้เงินทุน Growth การสร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุน และ Global การเข้าสู่ตลาดระดับโลก”
4G Groom Grant Growth Global ที่ถูกใช้เป็นนโยบายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถยกระดับศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างไร ดร.กริชผกา บอกเล่าถึงการทำงานกับ 4G ที่ผ่านมาว่า
“Groom เร่งพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพทางนวัตกรรมผ่าน 16 หลักสูตรสร้างนวัตกรรมภายใต้ NIA Academy ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ประกอบการ องค์กร และผู้นำรุ่นใหม่ กว่า 40,000 คน การพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นผ่านกิจกรรมสตาร์ทอัปไทยแลนด์ลีกในระดับนิสิต/นักศึกษากว่า 250 ทีมจาก 50 มหาวิทยาลัยเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถด้านนวัตกรรมแก่เยาวชนในระดับอุดมศึกษา ให้มีทักษะและมุมมองในการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเป็นสตาร์ตอัปที่ต้องออกสู่ตลาดจริง และสำหรับกลุ่มสตาร์ตอัป เอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ต้องการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์

Grant โดยแบ่งเป็นทุนนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ และทุนนวัตกรรมรายพื้นที่ ผ่าน 9 กลไกหลักที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1. นวัตกรรมแบบเปิด 2. โครงการนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า 3. การพัฒนามาตรฐานสำหรับธุรกิจนวัตกรรม 4. ดอกเบี้ยบางส่วนเพื่อเสริมสภาพคล่อง 5. การขยายผลนวัตกรรมในระดับภูมิภาคสู่ตลาด 6. ที่ปรึกษาพัฒนานวัตกรรม 7. การขยายธุรกิจนวัตกรรม 8. นวัตกรรมดี...ไม่มีดอกเบี้ย และ 9. การสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มีโอกาสเติบโตและขยายตลาดโดยการร่วมมือจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชน/การร่วมลงทุน โดยในปีนี้ NIA สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมไปแล้ว 254 โครงการ มูลค่าการสนับสนุนกว่า 397 ล้านบาท (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม)
Growth ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพของไทย จึงได้จัดทำโปรแกรมเร่งสร้างการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยว/ซอฟต์พาวเวอร์/สังคม โดยในปี 2569 NIA ตั้งเป้าเร่งสร้างการเติบโตให้กับสตาร์ทอัป 100 กิจการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดรายได้จากธุรกิจนวัตกรรม 1,000 ล้านบาท และเกิดการลงทุนเพิ่มกว่า 2,000 ล้านบาท รวมถึงการส่งเสริมและเผยแพร่ตัวอย่างความสำเร็จทางนวัตกรรมผ่าน ‘โครงการนิลมังกร’ ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 3 โดยรุ่นที่ 1 และ 2 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการแบรนด์นวัตกรรมไทยกว่า 40 ราย เฉลี่ย 3.4 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 530 ล้านบาท
ทั้งนี้ NIA ยังเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัประดับโลกที่มีบริการครอบคลุมทั้งสตาร์ทอัปไทยที่ต้องการไปเติบโตยังต่างประเทศ

Global หรือสตาร์ทอัปต่างประเทศที่จะเข้ามาสร้างธุรกิจนวัตกรรมในประเทศไทย ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ตลาด การลงทุน เครือข่าย สมาร์ทวีซ่า มาตรการภาษีสำหรับสตาร์ทอัป รวมถึงการนำสตาร์ทอัปไทยที่มีศักยภาพออกสู่ตลาดโลกผ่านการเชื่อมตลาดระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สวีเดน ฟินแลนด์ กาตาร์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสการขยายธุรกิจ และโอกาสการระดมทุน”
นอกจากนี้ ยังมีโครงการยกระดับวิสาหกิจฐานนวัตกรรมให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และต่อยอดการลงทุนสู่ตลาดสากลผ่าน 3 โปรแกรม ได้แก่ Corporate Spark เน้นการจับคู่ธุรกิจกับสตาร์ทอัปนานาชาติที่มีเทคโนโลยีหรือบริการโดดเด่น Global Market Link สร้างโอกาสเชื่อมโยงและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และ Global Investment Link ยกระดับศักยภาพเพื่อโอกาสรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ
ปัจจุบันนักลงทุนหลายชาติมีการย้ายฐานการผลิตและมุ่งหน้าเข้าสู่เวียดนาม ด้วยต้นทุนค่าไฟ และค่าแรงที่ถูกกว่า นอกจากนี้ เวียดนามยังมีการลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) จำนวน 17 ฉบับ กับ 60 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมตลาดสำคัญ ในขณะที่ไทยมี FTA น้อยกว่า โดยไทยมีการลงนาม FTA จำนวน 16 ฉบับ กับ 23 ประเทศเท่านั้น

ด้าน ดร.กริชผกา ยังมองว่า ไทยได้เปรียบด้านศูนย์กลางโลจิสติกส์ ทั้งทางราง ทางอากาศ ทางน้ำ และได้เปรียบด้านภาษี “บุคลากรที่มีความสามารถต่อการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ สู่เวทีโลก และเรายังพร้อมจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่เห็นได้ชัดว่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ต่างชาติยังมีความนิยมที่จะเข้ามาใช้ชีวิตในไทย เพราะอาหารดี อร่อย ค่าครองชีพราคาถูก”
จากแนวโน้มและโอกาสทางนวัตกรรมสำหรับทั้งสตาร์ทอัปและเอสเอ็มอีไทย NIA มองว่าในปี 2569 เทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, IoT, Automation 2. เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พลังงานทางเลือก การประหยัดพลังงาน และลดการปลดปล่อยคาร์บอน 3. เทรนด์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการจัดสรรทรัพยากร สถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ ภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทยต้องมีการปรับตัว และ 4. เทรนด์ด้านโครงสร้างประชากรที่สัดส่วนแรงงานวัยทำงานลดลง ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ สวัสดิภาพด้านสุขภาพ สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปไทยที่ต้องรับมือความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเป็นทั้งโอกาสในการปรับตัวและเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ทั้งนี้ NIA ได้กำหนดโครงการเรือธง (Flagship Project) ที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การพัฒนาศูนย์กลางทางการแพทย์ 2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสตาร์ทอัปด้านเกษตร และ 3. การเร่งสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลและรายงานผลการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย หรือ NIA Innovation Journey & Dashboard 2026 เพื่อเป็นฐานข้อมูลผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม สินค้าหรือบริการที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA รวมถึงข้อมูลการเติบโตของผู้ประกอบการนวัตกรรม ซึ่งสามารถนำชุดข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ด้านนวัตกรรม สำหรับนำไปกำหนดทิศทางและกลไกการสนับสนุนและส่งเสริมนวัตกรรมของประเทศไทยต่อไปในอนาคต โดย NIA ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม (Impactful Innovation) ให้กับประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
ดร. กริชผกา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปีหน้าเราจะส่งเสริมสตาร์ทอัปให้รุกตลาด Middle East เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ยูเออี สตาร์ทอัปที่เราได้การสนับสนุนไปก่อนหน้า เรามีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เห็นการเติบโตอยู่ที่ 9 เท่า แต่ต้องบอกว่า เราปล่อยทุนยาก เพราะมีการใช้คณะกรรมที่เป็นคนนอกมาร่วมพิจารณา”.