ประเทศไทยกำหนดเกณฑ์การเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปี แต่เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวการเกษียณอายุ 45 ปีของธนาคารแห่งหนึ่ง จุดกระแสให้เกิดการพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แน่นอนว่านี่เป็นการทลายกรอบเดิมของคนวัยทำงานอย่างสิ้นเชิง
คำถามที่ตามมาคือ หากคนวัยทำงานต้องเกษียณอายุในวัย 45 จริง จะสามารถใช้ชีวิตอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร และคนไทยพร้อมแค่ไหนที่จะใช้ชีวิตในวัยหลังเกษียณอย่างมีความสุข
การเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ไม่ว่าเกณฑ์อายุเกษียณจะเท่าไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่หลายคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ คือ การเงิน แต่ปัจจุบันการใช้ชีวิตในช่วงปลายของชีวิตนั้นแม้เงินจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะหากมีเงินแต่สุขภาพไม่เอื้ออำนวยคงจะมีความสุขได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีด้านอื่นๆ ที่คนวัยเกษียณต้องรู้
Life Fest 40+ อีกหนึ่งงานที่รวบรวมเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในช่วงเวลาเกษียณได้อย่างเป็นสุข โดยสองหัวหอกสำคัญอย่าง พี่ซุป พิธีกรรายการซุปเปอร์จิ๋ว และช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา ร่วมกันผลักดันให้งานนี้เกิดขึ้น พร้อมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

พี่ซุป พิธีกรรายการซุปเปอร์จิ๋ว หรือ วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ และกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์จิ๋ว อีเวนต์ จำกัด และช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด เตรียมจัดงาน “Life Fest 40+ รู้ก่อนดีกว่า” ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม จากโจทย์ใหญ่ของสังคมที่น่าจะเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อิสระอย่างยั่งยืน
“จากประสบการณ์การทำรายการเด็กและผู้ใหญ่ให้มาโชว์ความสามารถเพื่อแลกกับรางวัลที่จำเป็นของแต่ละคน มีสองเคสที่เราเห็นความแตกต่างคือ ผู้สูงอายุวัย 70 ปี มาออกรายการ ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะได้พักผ่อนหลังเกษียณ แต่กลับต้องดูแลลูกวัย 40 ปีที่ต้องนอนติดเตียง ใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาเงินสวัสดิการผู้สูงอายุ กับอีกเคสที่เป็นครอบครัวมีกิจการร้านขนม ที่คนในบ้านอายุรวมกันมากกว่า 300 ปี ทำขนมขายหมดด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทั้งสองเคสอายุไม่ต่างกัน แต่ชีวิตแตกต่างกันมาก
“จากสองเคสนี้ทำให้มีความคิดว่า ทำอย่างไรให้เรามีชีวิตยืนยาวขึ้น ดูแลตัวเองอย่างไรให้ไม่เป็นภาระกับประเทศมากนัก ซึ่งเราต้องการขับเคลื่อนความคิดนี้ให้คนในสังคมเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
“เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคม Super Aging จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น มีการเตรียมรับมืออย่างไร เราต้องคิดว่าการมีอายุยืนยาวจะทำอย่างไร ความพร้อมด้านร่างกาย การเงิน เราต้องออกแบบ วางแผนชีวิต ซึ่งไม่สามารถทำได้ในวันเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลของการจัดงาน และหากเราสามารถเรียนรู้ตั้งแต่วัย 20 ปี จะดีที่สุด แต่หากไม่สามารถทำได้ ดังนั้น ในวัย 40 จำเป็นที่ต้องเรียนรู้และเรามองว่า ยังทัน” วิวัฒน์อธิบายเหตุผลของการจัดงาน
5 ด้านที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่ควรเตรียมความพร้อม คือ การเงิน สุขภาพ จิตใจ ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยี ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา ขยายความในประเด็นนี้ว่า “ผมอายุ 40+ ซึ่งมีทั้งคุณพ่อ คุณแม่ต้องดูแล และมีลูก สิ่งที่จำเป็นคือเรื่องเงิน ซึ่งหากไม่ได้วางแผนมาก่อนจะเกิดปัญหา
“ความสัมพันธ์ในเรื่องของจิตใจ ในวัยชรามีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง ความคิด ความต้องการ เราต้องหาทางพูดคุยเรื่องสร้างความเข้าใจกันมากขึ้น แต่ลูก ที่มีความเป็นวัยรุ่น เราต้องพูดคุยอีกแบบ จะใช้วิธีที่เราพูดกับพ่อแม่มาใช้ไม่ได้
“อายุยืน พออายุมากขึ้น สิ่งที่เรามักสนใจคือ การลดน้ำหนัก แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การสร้างกล้ามเนื้อ เพราะมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ
“บ้านและเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ความชรา การเตรียมที่อยู่อาศัย บ้านควรมีลักษณะ Universal Design ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของทุกวัยในครอบครัว
“และด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงที่ไม่มั่นคง เราต้องมองหาว่าทักษะแบบไหนที่ควรจะมี mindset แบบไหนที่ควรจะมี โดยเฉพาะกับเรื่องการมาถึงของ AI ต้องทำความเข้าใจ ว่าจะอยู่กับมันหรือปฏิเสธ ไม่ยอมรับ และกลับไปในวิถีเดิม เทคโนโลยีมีแง่ดี แต่ก็มีอันตรายแฝงมาด้วย เราต้องพร้อมจะตั้งรับ รู้วิธีการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง
“ในฐานะผู้จัดงาน 5 ด้านนี้คือแกนหลักที่จะมีในงาน วัย 40+ การเงิน สุขภาพ จิตใจ ที่อยู่อาศัย ดิจิทัล เรามี Know How ครบทุกด้านอยู่ในงานนี้”

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคม ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมกับความพยายามของหน่วยงานเอกชนและพันธมิตร ในการสร้างความเข้าใจ ตระหนักรู้ให้เกิดขึ้น เพื่อให้คนไทยได้เตรียมชีวิตให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงและใช้ชีวิตได้อย่างไม่เป็นภาระสังคม ไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้านหนึ่งควรเป็นงานหลักของภาครัฐ แต่วิวัฒน์ ให้ทัศนะว่า “เรามองว่าภาครัฐมีหน้าที่รับผิดชอบเยอะ ถ้าคาดหวังให้รัฐจัดงานแบบนี้คงเกิดได้ยาก เอกชนควรทำอะไรได้มากกว่า เราสามารถทัก เตือน ผู้คนได้ ควรมอบเครื่องมือในการรับมือกับอนาคต และทุกคนควรจะต้องเป็นนักลงทุน การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนกับสุขภาพและความรู้ เพราะเราสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรได้ตลอดชีวิต”
ขณะที่หนึ่งในผู้จัดงานอีกคนอย่างช้างน้อย ให้มุมมองว่า “เราหวังว่าจะใช้ tellingstory สร้างอิมแพ็กให้สังคม เราขยับมาจัดงานอีเวนต์ ดึงคนที่อยู่ใน Ecosystem ให้มาเจอกัน เช่นผู้ประกอบการ ซัปพลายเออร์ ถ้าจัดงานทุกปีจะสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมดีขึ้น และอาจจะไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐในที่สุด เราต้องพร้อมทั้ง 5 ด้าน จะสนใจด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เหนืออื่นใดคือ ถ้าวันนี้จำอะไรไม่ได้ ให้จำแค่ว่า ‘รู้ก่อนดีกว่า’.