“กลิ่น” สร้างการรับรู้ การจดจำได้ดี และกลิ่นยังสามารถปลุกอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งความสดชื่น ความสงบ ผ่อนคลาย และการรับกลิ่นของมนุษย์ยังเป็นประสาทสัมผัสที่เก่าแก่ที่สุด
และเพราะกลิ่นหอมสร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้ ธุรกิจเครื่องหอมในบ้านจึงกลายเป็นเทรนด์ธุรกิจที่กำลังมาแรง ปฐมพงษ์ เจริญวุฒิ คืออีกหนึ่งผู้ประกอบการไทยที่พัฒนาธุรกิจของตัวเองพร้อมกับแก้ Pain point เครื่องหอมในท้องตลาดที่มีหลากหลายแบรนด์ นำมาสร้างจุดเด่นให้กับสินค้าของตัวเอง จนได้เสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งธุรกิจก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ภายใต้ชื่อแบรนด์ Yugen
“เราออกแบบกลิ่นเครื่องหอมในบ้าน โดยสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง เน้นที่ความคงทนของกลิ่น ซึ่งเป็นความต้องการของลูกค้า เหตุผลนี้ทำให้แบรนด์ของเราได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ความแตกต่างของกลิ่นที่ไม่เหมือนใครในตลาด นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องมา 10 ปี โดยที่ไม่ได้ทำการตลาด ไม่มีการโฆษณา แต่ใช้กลิ่นเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้าเดินเข้าหาเราเอง” ปฐมพงษ์ เจริญวุฒิ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ แอนด์ พี เฟรแกรนเซส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องหอมออแกนิกแบรนด์ Yugen (ยูเก็น)
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมายูเก็นมีผลิตภัณฑ์เพียงแค่ Home Fragrance และ Body Care เท่านั้น จุดเด่นนอกจากกลิ่นที่ถูกสร้างสรรค์ผ่านวัตถุดิบจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีอันตราย แต่กลับดึงดูดใจผู้บริโภคให้หันมามองแบรนด์รายเล็กท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด ทั้งรายใหญ่ในไทยและผู้เล่นจากต่างประเทศ
“หลายแบรนด์ในธุรกิจเครื่องหอมในบ้าน นอกจากการออกแบบกลิ่นแล้ว ยังเน้นที่บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมาตกแต่งบ้านได้ แต่เรามองต่างออกไป เราเลือกนำเสนอบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน คือ แบรนด์ยูเก็นเราชูกลิ่นและความคงทน เพื่อให้เกิดความต่างจากแบรนด์อื่น”

ปฐมพงษ์บอกว่า กลิ่นเครื่องหอมยูเก็นเป็นการเล่าเรื่องผ่านกลิ่นที่พร้อมจะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ภายใต้แนวคิด “Feel more, live more” และตัดสินใจที่จะก้าวออกนอกเซฟโซนของตัวเองด้วยการพัฒนาน้ำหอมสำหรับผิวกาย Eau de Prafum “หลังจากที่เปิดแบรนด์ยูเก็นมา 10 ปี เรามีสาขาที่เป็น pop-up store 18 สาขา และ 1 Store Experience แห่งแรกในไทยที่สยาม เซ็นเตอร์ และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา เราอยากเพิ่มมิติประสบการณ์ให้ลูกค้ามากขึ้น จึงพัฒนามาเป็นน้ำหอมสำหรับผิวกาย โดยออกคอลเลกชันแรก 5 กลิ่น ได้แก่ Inspire, Thrive, Ardor, Solar shine, Sound of water”
เหตุผลของการเปิดตัวคอลเลกชันน้ำหอมสำหรับผิวกาย ทั้งที่เป็นตลาดที่ดุเดือดพอสมควร เพราะมีคู่แข่งจำนวนมากทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ แต่ปฐมพงษ์กลับมองแตกต่างออกไป และอธิบายถึงเทรนด์ของตลาดน้ำหอมในปัจจุบันว่า
“หากย้อนกลับไปสัก 10 ปีก่อน ความนิยมของผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการเลือกน้ำหอมจากเคาน์เตอร์แบรนด์เป็นหลัก เราจะเห็นได้ว่าน้ำหอมจากเคาน์เตอร์แบรนด์มีการขยายตัว พัฒนากลิ่นน้ำหอมเข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่ปัจจุบันเทรนด์เริ่มเปลี่ยนไป ต้องบอกว่าผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มมีแนวความคิดว่า น้ำหอมแบรนด์ฉีดไปแล้วคนจะรู้ได้ทันทีว่า กลิ่นนี้จากแบรนด์อะไร นี่เองที่ทำให้น้ำหอมแบรนด์เล็กๆ ที่มุ่งเจาะตลาดนีชเริ่มเป็นที่น่าสนใจในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น และยูเก็นมองว่าการพัฒนากลิ่นให้มีความแตกต่าง นอกจากจะเป็นการเพิ่มอัตลักษณ์ เพิ่มความน่าหลงใหลแล้ว คนที่ได้กลิ่นน้ำหอมของเราจะมีความรู้สึกสงสัยว่านี่กลิ่นจากแบรนด์อะไร”
บทพิสูจน์ความแตกต่างของกลิ่นน้ำหอมแบรนด์ยูเก็นเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้า เพราะปฐมพงษ์เปิดตัวน้ำหอมสำหรับผิวกายไปแล้วที่ประเทศเกาหลี และได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากลูกค้า ก่อนจะตัดสินใจปล่อยคอลเลกชันนี้ในตลาดไทยด้วย
“เรามีสาขาที่เกาหลีและฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีจำนวน 4-5 สาขา และเนื่องจากประเทศเกาหลีมีความเป็นผู้นำแฟชั่น เทรนด์ต่างๆ จะเกิดขึ้นก่อนไทยเสมอ หลังจากเราเปิดสาขายูเก็นที่เกาหลี โดยจำหน่ายเครื่องหอมในบ้าน แต่เมื่อเราเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การเลือกน้ำหอมที่ไม่ใช่แบรนด์เคาน์เตอร์ เราจึงตัดสินใจส่งน้ำหอมสำหรับผิวกายรุกตลาดเกาหลี ลูกค้าเกาหลีให้การตอบรับเป็นอย่างดี จนเทรนด์น้ำหอมนอกกระแสเริ่มเติบโตและขยายตัวในไทย เราจึงส่งคอลเลกชันนี้ชิงส่วนแบ่งตลาดในไทยด้วยเช่นกัน”

ด้านกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของน้ำหอมสำหรับผิวกาย ปฐมพงษ์มองว่าตั้งใจจะเจาะกลุ่ม Gen z เป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ยึดติดกับเคาน์เตอร์แบรนด์ มีความเป็นยูนีก รูปแบบการใช้ชีวิตและแนวคิดแตกต่างจากเจเนอเรชันอื่น และยังเป็นเจนที่มีศักยภาพในการจับจ่าย ในขณะที่เครื่องหอมในบ้านมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นเจนวาย เจนเอ็กซ์
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว น้ำหอม เครื่องหอม ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และอาจถูกผู้บริโภคมองว่าในภาวะนี้อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องจ่ายเงินซื้อ แต่ปฐมพงษ์กลับมองในแง่ดีว่า “แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี ลูกค้าเก่าอาจจะซื้อสินค้าเราน้อยลง แต่ลูกค้าใหม่อาจจะมีเข้ามาเพิ่ม เราเชื่อมั่นในแบรนด์ ในผลิตภัณฑ์ของเรา ว่าเราสามารถเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกลิ่น สร้างความสุขให้ลูกค้าได้แม้ในช่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ”
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของยูเก็นมาจากตลาดในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% และวางแผนที่จะขยายตลาดต่างประเทศไปยังสิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศในกลุ่มมิดเดิลอีสต์
การเติบโตแบบออแกนิกของแบรนด์ยูเก็นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความไม่หยุดนิ่งของผู้บริหารที่มองโลกในแง่ดีอย่างปฐมพงษ์ ที่เดินบนเส้นทางธุรกิจอย่างช้าๆ แต่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด พร้อมสร้างรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าว่าหลังจากปล่อยน้ำหอมสำหรับผิวกายออกมา น่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากหลักสิบล้าน เป็น 150-200 ล้านบาทภายในปีหน้า.