28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

"Recycle is a lifestyle" เนสเพรสโซส่งต่อความยั่งยืนผ่านแคปซูลกาแฟ

เนสเพรสโซย้ำ Recycle is a lifestyle ส่งต่อความยั่งยืนผ่านแคปซูลกาแฟ

p20-21-weekly-nespresso-01.jpg

ใครจะคิดว่า “แคปซูลกาแฟ” เล็กๆ ที่หลายคนดื่มในทุกๆ เช้าจะสามารถนำกลับไปรีไซเคิลและชุบชีวิตจนกลายมาเป็นจักรยานที่ขับขี่ไปที่ต่างๆ ได้อีกครั้ง

ถ้าพูดถึงกาแฟแคปซูลที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน เพราะทำง่าย สะดวก และยังคงรสชาติความสดใหม่ของกาแฟได้แล้ว ชื่อของ “เนสเพรสโซ” (Nespresso) ถือเป็นแบรนด์ต้นๆ ที่คนนึกถึง ด้วยความที่เป็นผู้บุกเบิกกาแฟแคปซูลและอยู่ในตลาดมานานหลายทศวรรษ

เรื่องราวของเนสเพรสโซเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้วในสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยแนวคิดง่ายๆ ที่ว่า “อยากให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์กาแฟเอสเพรสโซที่สมบูรณ์แบบได้ เฉกเช่นบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ” นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2529 เนสเพรสโซได้นิยามและปฏิวัติวิถีการดื่มกาแฟเอสเพรสโซของผู้คนหลายล้านคน ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้คนสามารถดื่มกาแฟหอมอร่อยทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในทุกๆ วัน อีกทั้งยังนำนวัตกรรมมาพัฒนาทั้งตัวกาแฟแคปซูลและเครื่องชงอย่างต่อเนื่อง จนกลายมาเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีสาขาอยู่ใน 81 ประเทศ

แต่เบื้องหลังกาแฟเนสเพรสโซทุกแก้วยังมีเรื่องราวแห่งความยั่งยืนที่แฝงอยู่ เพราะนอกจากเส้นทางการเติบโตทางธุรกิจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเส้นทางการสร้างความยั่งยืนให้กับโลก ที่เนสเพรสโซดำเนินควบคู่มากับการทำธุรกิจมาตลอดระยะเวลา 30 ปี ซึ่งตั้งอยู่บนเสาหลักแห่งความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความใส่ใจต่อการหมุนเวียน (Circularity) ความใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate) และความใส่ใจต่อชุมชน (Community) โดยฝังอยู่ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ สู่แคปซูลกาแฟ ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค และต่อยอดไปจนถึงกระบวนการ Second Life ของผลิตภัณฑ์

p20-21-weekly-nespresso-02.jpg

แล้วการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนดังกล่าว มีความคืบหน้าไปอย่างไร “ผู้จัดการ 360 องศา” จะพาไปหาคำตอบ

ปี 2534 เนสเพรสโซประสบความสำเร็จในการรีไซเคิลแคปซูล กว่า 30 ปีมาแล้วที่เนสเพรสโซเลือกใช้อะลูมิเนียมมาบรรจุกาแฟ ด้วยคุณสมบัติของอะลูมิเนียมที่ช่วยปกป้องกาแฟจากอากาศ ความชื้น และแสงแดด ทำให้กาแฟแคปซูลของเนสเพรสโซยังคงมีกลิ่นหอมและสดใหม่อยู่เสมอ และที่สำคัญอะลูมิเนียมยังเป็นวัสดุที่สามารถนำมารีไซเคิลได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การรีไซเคิลแคปซูลเริ่มทำที่สวิตเซอร์แลนด์ที่ถือเป็นต้นกำเนิดของเนสเพรสโซเป็นที่แรกในปี 2534 และกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม ซึ่งตัวแคปซูลจะถูกแยกเป็นส่วนของอะลูมิเนียม และกากกาแฟ ตัวอะลูมิเนียมสามารถนำไปรีไซเคิลและสร้างสรรค์เป็นสิ่งต่างๆ ที่สวยงามและใช้งานได้จริง กลายมาเป็น Second Life ของแคปซูลเนสเพรสโซ่ที่จับต้องได้

ที่ผ่านมาสามารถนำไปผลิตสินค้าได้หลากหลายตั้งแต่นาฬิกาไปจนถึงจักรยาน โดยร่วมมือกับแบรนด์จักรยานจากประเทศสวีเดน นำอะลูมิเนียมที่ได้จากแคปซูลกาแฟไปรีไซเคิลและมาผลิตเป็นโครงรถจักรยาน อีกทั้งยังจับมือกับแบรนด์เครื่องเขียนชื่อดังจากสวิตเซอร์แลนด์นำอะลูมิเนียมไปรีไซเคิลเป็นปากกาได้อีกด้วย ในขณะที่กากกาแฟสามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยใช้ในเกษตรกรรมได้ต่อ

นอกจากนั้น ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา เนสเพรสโซยังทำงานร่วมกับ Rainforest Alliance ผ่านโครงการ AAA Sustainable Quality™ ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรชาวไร่กาแฟกว่า 168,550 ราย ใน 18 ประเทศ เพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูระบบนิเวศ แก้ไขปัญหาวิถีการทำไร่กาแฟเพื่อรองรับต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ และส่งเสริมความเป็นธรรมของราคากาแฟที่รับซื้อจากชาวไร่ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน ปัจจุบัน 93% ของกาแฟเนสเพรสโซ จัดหาผ่านโครงการ AAA Sustainable Quality™

อีกหนึ่งไมล์สโตนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อเนสเพรสโซได้รับการรับรองให้เป็นองค์กร B Corp™ Certification (B Corporation Certification) จาก B Lab องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ในฐานะธุรกิจที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานสูงสุดของผลการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยืนยันความโปร่งใส ความเป็นสาธารณะ และความรับผิดชอบทางกฎหมาย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างกำไรและพันธกิจขององค์กร ร่วมกับเครือข่ายธุรกิจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสังคมกว่า 9,700 แห่งทั่วโลก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไมล์สโตนที่สำคัญในเส้นทางแห่งความยั่งยืนของเนสเพรสโซเลยก็ว่าได้

p20-21-weekly-nespresso-03.jpg

ติดสปริงบอร์ดเพิ่มการรีไซเคิลแคปซูล ผ่านแคมเปญ ‘My Cup of Purpose’

ล่าสุด เนสเพรสโซกำลังเปิดบทใหม่ของพันธกิจด้านความยั่งยืน เพื่อติดสปริงบอร์ดเพิ่มอัตราการรีไซเคิลแคปซูลในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ ที่ชวนให้คนรักกาแฟได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลา ‘Me Moments’ ในทุกวันให้เป็นมากกว่าช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมในการดูแลโลก

ภายใต้แคมเปญนี้ เนสเพรสโซจะเดินหน้าส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับผู้บริโภค โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้วในประเทศไทยจาก 25% ในปัจจุบัน ให้เพิ่มขึ้นเป็น 27% ภายในสิ้นปี 2568

อีลิส ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เนสเพรสโซ ประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า ปัจจุบันเรื่องความยั่งยืนและรีไซเคิลเข้ามาอยู่ในสารบบของคนไทยมากขึ้น จากผลวิจัยของ Deloitte Global 2025 Gen Z and Millennial Survey พบว่า 85% ของกลุ่ม Gen Z ในประเทศไทย ให้ความสำคัญและพร้อมที่จะจ่ายมากขึ้นกับแบรนด์ที่ให้คุณค่าเรื่องความยั่งยืน ในขณะที่ตัวเลขทั่วโลกอยู่ที่ 65%

ผลจากการวิจัยยังบ่งบอกอีกว่า เมื่อเทียบกับเวทีโลกแล้วประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ตระหนักเรื่องการรีไซเคิลและความยั่งยืน โดยตัวเลขการรีไซเคิลของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จาก 34.5% ในปี 2566 สู่ 38.6% ในปี 2567

ในขณะที่อัตราการส่งแคปซูลกาแฟไปรีไซเคิลของเมืองไทยอยู่ที่ 25% ส่วนทั่วโลกอยู่ที่ 35% นั่นจึงเป็นที่มาที่เนสเพรสโซตัดสินใจเปิดตัวแคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ ขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืนและเพิ่มอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟ

p20-21-weekly-nespresso-04.jpg

ส่งต่อไลฟ์สไตล์ใส่ใจโลก ก้าวสู่สังคมรีไซเคิล

สำหรับปี 2568 แคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ จะเริ่มต้นด้วยแนวคิดเกี่ยวกับ ‘การหมุนเวียน (Circularity)’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เนสเพรสโซต้องการทำให้เป็นเรื่องเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน เพื่อให้เหล่าผู้ที่หลงใหลในศิลปะของการดื่มกาแฟสามารถผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างเรียบง่าย

ทั้งนี้ เนสเพรสโซได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ที่สวนป่าเอกมัย เขตวัฒนา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานคร โดยใช้ดินที่ผสมกากกาแฟของเนสเพรสโซที่ใช้แล้ว ทำเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน พร้อมดึงเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์เข้ามาร่วมทำกิจกรรมเพื่อจุดประกายให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาสนใจวิถีชีวิตที่ใส่ใจโลกยิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น เนสเพรสโซยังเร่งอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟให้มากกว่าเดิม จาก 25% ในปัจจุบัน ให้เพิ่มขึ้นเป็น 27% ภายในสิ้นปี 2568 โดยทำให้การส่งคืนแคปซูลทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และทำให้การรีไซเคิลผนวกไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

p20-21-weekly-nespresso-05.jpg

“เพราะเรามองว่าความยั่งยืนควรเป็นเรื่องง่ายและกลมกลืนไปกับกิจวัตรในทุก ๆ วัน เนสเพรสโซจึงเป็นแบรนด์กาแฟเพียงหนึ่งเดียวที่ตั้งใจออกแบบเส้นทางการรีไซเคิลให้ราบรื่นและครอบคลุมที่สุดสำหรับผู้บริโภค ผ่านช่องทางส่งคืนแคปซูลใช้แล้วที่สะดวกและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาที่เนสเพรสโซบูติกทั้ง 8 สาขาในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ฝากที่จุดขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่งคืนทางเคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์กว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศไทย โดยไม่ต้องชำระค่าบริการ หรือแม้แต่บริการรับถึงหน้าบ้านเมื่อสั่งสินค้าออนไลน์ และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ทั้งหมดนี้เพื่อเปลี่ยนมุมมองต่อการรีไซเคิลให้เป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของทุกคนได้อย่างง่ายดายที่สุด” อมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด เนสเพรสโซ ประเทศไทย ให้ข้อมูล

ทั้งนี้ ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง บริษัท วงษ์พาณิชย์ ในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้มั่นใจว่าแคปซูลทุกชิ้นจะถูกรวบรวมและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลด้วยความใส่ใจโลกอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กากกาแฟที่ใช้แล้วยังถูกแปรรูปเป็นปุ๋ย เพื่อนำส่งต่อให้เกษตรกรที่ทำไร่ในจังหวัดพิษณุโลกอีกด้วย

อีลิส ทัน เน้นย้ำว่า แคมเปญนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน ‘เสาหลักแห่งความยั่งยืนด้านการหมุนเวียน (Circularity)’ ให้เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ชัดเจน ผ่านไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่มอบให้กับคนรักกาแฟ โดยเนสเพรสโซตั้งใจที่จะสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในประเทศไทย และทำให้แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแท้จริงในทุกแก้วที่ดื่ม และมั่นใจว่าแคมเปญดังกล่าวจะสามารถเพิ่มอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟได้บรรลุเป้าที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน.