28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กับโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพราะบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กับโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพราะบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

p12-daily-Dr.Ruk-01.jpg

“บ้านควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ” คำกล่าวของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร CEO คนใหม่ แห่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่กล่าวไว้ในการเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” ที่แม้จะเป็นประโยคสั้นๆ แต่กลับสะท้อนสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

แม้บ้านจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่การจะเป็นเจ้าของบ้านสักหลังกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเท่าใดนัก ซึ่ง ดร.รักษ์ ได้ฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า จากความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ รายได้ที่ไม่แน่นอน อาชีพอิสระ และราคาที่อยู่อาศัยที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึง “บ้าน” ของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ที่ไม่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานและมีรายได้น้อย มักเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าไม่มีศักยภาพทางการเงิน แม้จะมีรายได้จริงและสามารถผ่อนชำระได้ แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

โดยเพนพอยต์ของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ มาจาก รายได้ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีรายได้ประจำเข้าบัญชีทุกเดือน บางครั้งมีงาน 3 เดือนแรกของปี แต่ช่วงกลางปีงานซบเซารายได้ก็หายไป ซึ่งเป็น statement ที่สถาบันการเงินไม่ต้องการ นอกจากนั้น เอกสารยืนยันรายได้ยังไม่ชัดเจน ไม่มีสลิปเงินเดือน ซึ่งบางครั้งยอดเข้าไม่สม่ำเสมอ และแม้มีรายได้จริง แต่กลับถูกมองว่าไม่มีศักยภาพทางการเงิน ไม่สามารถประคองรายได้ได้อย่างสม่ำเสมอในแต่ละช่วงเวลาของปี ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

ทั้งนี้ ผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยของประเทศไทย ไตรมาส 2/2568 จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสูงสุดถึง 70% จากจำนวนการขอสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยที่ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาผู้ซื้อบ้านรายได้น้อยและปานกลางที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แม้มาตรการภาครัฐจะผ่อนคลายเกณฑ์แล้วก็ตาม

“ตัวเลขทางสถิติพบว่า 27% ของคนไทย อยู่ในสถานะ ‘เช่าบ้าน’ เพื่ออยู่อาศัย คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรไทยที่ต้องเช่าบ้านอยู่ เป็นจำนวนไม่น้อยเลยนะครับ อีก 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนแบงก์หรือแบงก์ เพราะประชาชนไทยกว่า 23 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่มีเอกสารด้านการเงิน และ 70% ของยอดขอสินเชื่อถูกปฏิเสธ หลายๆ บทความที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่อยากเช่าบ้านมากกว่า จริงๆ แล้วบทความเหล่านั้นอาจไม่ได้ไปถามเด็กๆ ด้วยซ้ำไปว่า เขาอยากมีหรือไม่อยากมี แต่อาจจะเป็นเพราะราคาของที่อยู่อาศัยที่สูงมากจนเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ มันทำให้บ้านกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนบางกลุ่ม ทั้งที่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานสำหรับทุกคน” ดร.รักษ์ อธิบายเพิ่มเติม

p12-daily-Dr.Ruk-02.jpg

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดินหน้าเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต สร้างโอกาสให้คนที่ไม่มีเงินเดือนประจำและมีรายได้ไม่แน่นอน หรือผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึง “บ้าน” ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย

“เป็นอีกหนึ่งการบ้านที่เราเคยพูดคุยกันมาตั้งแต่เมื่อ 5 เดือนที่แล้วว่า BAM อยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถเติมเต็มความฝันของเขาเองได้ ‘ทรัพย์มหาชน’ BAM ไม่ได้เพิ่งทำ เราเคยทำมาหลายครั้งแล้ว แต่การทำงานในครั้งนั้น เนื่องจากว่าประเทศเราไมได้ประสบวิกฤตดังเช่นทุกวันนี้ วันนั้นยอดการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ไม่เกิน 30% แต่วันนี้ยอดปฏิเสธสินเชื่อของทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท สูงถึง 70% เพราะฉะนั้นมันจะมีอะไรดีไปกว่าการเอาสิ่งที่มีอยู่ในตู้กับข้าวหรืออยู่ในพอร์ตฯ ของ BAM ออกมาทำงานเพื่อชาติอีกครั้งหนึ่ง ในขอบเขตที่เราทำได้ เพราะเรามองว่าบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ”

ปัจจุบัน BAM มีทรัพย์ที่มูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท อยู่ในพอร์ตฯ ราวๆ 15,000 ยูนิต ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดย BAM จะนำทรัพย์ดังกล่าวเข้าสู่โครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต สำหรับกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน กลุ่มอาชีพรับจ้าง ฟรีแลนซ์ คนขับรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ รวมถึงกลุ่มที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเองหรือเช่าอยู่ ให้เข้าถึงสิทธิ์ในการมีบ้านหลังแรกได้จริง

จุดเด่นของโครงการคือ ราคาบ้านจับต้องได้ และสามารถผ่อนชำระกับ BAM ได้โดยตรง ทั้งทรัพย์ประเภท บ้าน ทาวน์เฮาส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจองเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นแค่เดือนละ 500 บาท ระยะเวลานาน 20 ปี ซึ่งในปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3% ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR BAM ตลอดอายุสัญญา และถ้าปิดยอดภายใน 3 ปี ยังฟรีค่าธรรมเนียมการโอนอีกด้วย

“แน่นอนว่าเรามีการทำ KYC เพียงแค่คุณมีสลิปเงินฝากที่สามารถยืนยันว่ามีเงินเข้ามาบ้าง สามารถผ่อนและประคองหนี้ได้ มีรูปถ่ายร้านค้าหรือกิจการของตัวเองก็เพียงพอ ทรัพย์ที่บอกว่าอยู่ในตู้กับข้าวของ BAM มีอะไรบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่ามันต้องเป็นแฟลตเล็กๆ มีสภาพไม่พร้อมใช้งานแน่ๆ แต่จริงๆ แล้ว เรามีหลากหลายแบบ บ้านทุกหลังผ่านการทำความสะอาด ซ่อมแซม แต่งเติม ปรับปรุง ให้มีสภาพพร้อมอยู่ มีอาคารพาณิชย์ที่อาศัยได้ ทำมาค้าขายได้ และอยู่ในทำเลศักยภาพที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ อยากสร้างบ้านเป็นของตัวเอง BAM ก็มีที่ดินเปล่า เรานำทรัพย์ที่ดีที่สุดมาให้กับคนที่อาจจะยังขาดโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพย์เหล่านั้น”

ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสให้คนมีบ้านแล้ว โครงการดังกล่าวย่อมหมายถึงการระบายทรัพย์ที่อยู่ในมือของ BAM เช่นกัน อีกทั้งยังถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของ BAM ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.รักษ์ ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงฐานรากของการบริหาร NPA หรือทรัพย์สินรอการขาย สู่การสร้างมูลค่าและเปิดโอกาสให้กับคนทั่วไปหรือกลุ่มคนเปราะบางได้มีโอกาสเข้าถึงทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ในเฟสแรก BAM จะตัดทรัพย์เข้าร่วมโครงการครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ในพอร์ตฯ หรือประมาณ 7,000 รายการ ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ที่ต้องการมีบ้าน 1,500 ครอบครัว หรือ 4,500 คน ภายในระยะเวลา 6 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท และจะมีการขยายจำนวนทรัพย์ที่เข้าโครงการต่อไปในอนาคต

“ในเฟสแรก เราตั้งใจที่จะช่วยสักประมาณ 1,500 ครอบครัว หรือ 1,500 ยูนิต ใน 6 เดือน เราตั้งใจที่จะระบายทรัพย์เหล่านี้ออกไป แปลว่าคนประมาณ 4,500 คนจะได้รับโอกาสตรงนี้ มันอาจจะไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถขับเคลื่อนโมเมนตัมให้มากไปกว่านี้ได้ในอนาคต” ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ทิ้งท้าย.