สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยถูกประเมินและคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยผลการประเมินคือ เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการเติบโตแผ่วเบา ไร้แรงกระตุ้น ขณะที่ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดทับไม่ให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก
แต่ละสำนักเศรษฐกิจ หรือสถาบันวิจัยเศรษฐกิจล้วนแต่ประเมินออกมาด้วยตัวเลขที่ใกล้เคียงกันคือ GDP ไทยปี 2568 จะขยายตัวอยู่ในอัตรา 1.4-3.3 เท่านั้น
แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่บ้าง เช่น โครงการเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาท ที่หวังสร้างพายุเศรษฐกิจ แต่กลับทำได้เพียงกระแสลมที่แผ่วเบา กระทั่งประเทศไทยได้นายกฯ คนใหม่ที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล และได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยนโยบายที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีคือ โครงการคนละครึ่ง ที่หวังจะสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน
และนโยบายคนละครึ่งพลัสที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนและร้านค้าจำนวนมาก เห็นได้จากการที่ประชาชนต่อคิวเพื่อยืนยันตัวตนที่ธนาคารกรุงไทยตั้งแต่ธนาคารยังไม่เปิดทำการ
นี่แสดงให้เห็นว่าโครงการคนละครึ่งที่ถูกใช้ครั้งแรกในยุครัฐบาลลุงตู่ เป็นโครงการที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
โดยโครงการคนละครึ่งพลัสได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์จำนวนประมาณ 20 ล้านสิทธิ์ และระยะเวลาในการใช้สิทธิ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568 ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็น ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิ์ในโครงการจำนวน 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่อยู่ในระบบฐานภาษี หรือยื่นภาษีเลยกำหนดจะได้รับสิทธิ์ในโครงการ 2,000 บาท
ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า โครงการนี้ของรัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมองว่ามาตรการระยะสั้นแบบ Quick Big Win ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ จะสร้างสัญญาณบวกที่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

“นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการเศรษฐกิจชุดแรก สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลแห่งการจับจ่ายปลายปี เชื่อว่าเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าว
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังให้ข้อเสนอแนะว่า โครงการคนละครึ่งในเฟสถัดไป ภาครัฐควรพิจารณาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าทุกขนาดสามารถเข้าร่วมได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างทั่วถึงและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการให้ครอบคลุมขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้มากกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
ด้าน ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มองว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ประเมินล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2% เช่นเดียวกับสำนักวิจัยต่างๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่มองระดับ 2% เช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลพวงมาจากสงครามการค้าที่ยังไม่แน่ชัดว่า สหรัฐฯ จะขึ้นกำแพงภาษีกับจีน 100% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หรือสงครามการค้าจะเบาบางลง
“การกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ถือว่ามีความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 จะมีความสำคัญมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้พลิกฟื้น และสร้างโมเมนตัมในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1/2569 และไตรมาส 2/2569 ประเด็นสำคัญคือการยุบสภาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ จังหวะสำคัญคือเรื่องวันยุบสภา ที่รัฐบาลแถลงต่อสภาไปแล้วว่าจะยุบสภาในเดือนมกราคม 2569 แต่อาจมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดอาจมีมุมมองว่าอาจจะยุบสภาในเดือนมีนาคม 2569
“การยุบสภาส่งผลต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่านโยบายเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะสามารถส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตเกินกว่าปีนี้คือ 2% ซึ่งนี่จึงเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญมากในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย”
ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังประเมินว่า โครงการคนละครึ่งพลัสที่มีกลุ่มเป้าหมายรวม 20 ล้านคน ภายใต้กรอบงบประมาณ 44,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 59,080 ล้านบาท จะส่งผลต่อภาพรวมของGDP ได้ 0.32% โดยแบ่งเป็น ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,400 บาทต่อคน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 26,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 33,880 ล้านบาท
และผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอีกจำนววน 9 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,000 บาทต่อคน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 18,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่าย 25,200 ล้านบาท
แต่มาตรการระยะสั้นคงไม่เพียงพอที่จะสร้างพลังบวกให้ GDP ได้มากนัก รัฐบาลควรมองหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวด้วย เช่น การลดภาษีนำเข้า การป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐานที่ช่วยให้เอสเอ็มอีไทยสามารถแข่งขันด้านราคาได้ และการยกระดับทักษะแรงงาน.