ลาลามูฟ (Lalamove) ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกงเมื่อปี 2556 ในฐานะแพลตฟอร์มจัดส่งด่วนที่เชื่อมคน รถ และงานขนส่งด้วยเทคโนโลยี แต่เดิมใช้ชื่อว่า Easyvan และเปลี่ยนเป็น Lalamove ในปี 2557 ก่อนที่จะขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2557 ต่อด้วยไทเปในปี 2558 และมายังกรุงเทพฯ ในปีเดียวกัน ปัจจุบันลาลามูฟให้บริการแล้วใน 14 ประเทศ ทั้งในเอเชีย ลาตินอเมริกา และ EMEA (ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา)
ตลอดช่วงเวลาในไทยลาลามูฟเติบโตจากการเป็นผู้เล่นต่างชาติที่นำเทคโนโลยีมาเชื่อมตลาดการจัดส่ง มีรถให้บริการหลากหลายขนาด กระทั่งในปี 2565 ลาลามูฟประกาศเคลื่อนทัพใหญ่ด้วยแผนบุกตลาดการขนส่งแบบ On-Demand Logistics ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมเดินหน้าบุกธุรกิจ SME เต็มสูบ ภายใต้การนำของ เบน ลิน กรรมการผู้จัดการ ลาลามูฟ ประเทศไทย โดยลาลามูฟมองว่าการขนส่งแบบออนดีมานด์และธุรกิจ SME จะเป็นตัวสร้างการเติบโตให้กับลาลามูฟท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดได้
“SME เป็นหนึ่งในหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ต้นทุน’ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารรากฐานของธุรกิจ ทั้งด้านทรัพยากรบุคคล, POS, การจัดการบัญชี และต้นทุน เรามองว่าลาลามูฟเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ SME ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยดูแลเรื่องต้นทุนในการขนส่ง เราอยากเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับ SME ให้เขาสร้างการเติบโตทางธุรกิจต่อไปได้ ” เบน ลิน กล่าว
โดยเบน ลิน มองว่า การขนส่งแบบออนดีมานด์ของลาลามูฟจะสามารถตอบโจทย์ SME ได้เป็นอย่างดี เพราะมีความยืดหยุ่นในการขนส่ง ผู้ใช้สามารถเลือกบริการได้ตามต้องการ จัดส่งได้เร็วและสามารถขนส่งพร้อมกันได้หลายจุดในครั้งเดียว สามารถเรียกใช้บริการทันทีหรือเรียกใช้ล่วงหน้าได้ ติดตามสถานะการขนส่งได้แบบเรียลไทม์ และยังมีฮอตไลน์ในการพูดคุยให้คำปรึกษาและแนะนำในการขนส่ง โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีรถหรือแผนกขนส่งเป็นของตัวเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

รถใหญ่คือแต้มต่อของลาลามูฟ
ที่ผ่านมาลาลามูฟเดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ออนดีมานด์สู่การเป็นพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ในไทย ด้วยการออกแบบบริการและโซลูชันให้ตอบโจทย์ความต้องการของ SME ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการเพิ่มประเภทยานพาหนะขนาดใหญ่เพื่อรองรับการขนส่งที่หลากหลายมากขึ้น ที่กลายเป็นแต้มต่อให้กับลาลามูฟในตลาดขนส่งแบบออนดีมานด์
โดยปัจจุบันลาลามูฟมีรถให้บริการรวม 9 ประเภท ครอบคลุมตั้งแต่สองล้อไปจนถึงรถขนส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ รถมอเตอร์ไซค์, รถเก๋ง 4 ประตู, รถ 5 ประตู, รถยนต์อเนกประสงค์, รถกระบะ, รถกระบะ 4 ประตู, รถกระบะตู้ทึบ, รถกระบะโครงเหล็กสูง และรถ 4 ล้อจัมโบ้ สามารถให้บริการได้ครอบคลุมทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ
เบน ลิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขยายการให้บริการรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ลาลามูฟแตกต่างจากผู้เล่นอื่นในตลาด เพราะขนส่งได้หลากหลายในปริมาณมาก และรถใหญ่เป็นโมเดลใหม่ที่หลายเจ้าไม่ได้ทำ อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนขับอิสระในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยปัจจุบันมีรถที่อยู่ในระบบของลาลามูฟมากกว่าแสนคัน ซึ่งรถที่ได้รับความนิยมในการใช้บริการมากที่สุดคือ “รถปิกอัพ”

ไม่เพียงเท่านั้น ต้นปีที่ผ่านมาลาลามูฟยังเพิ่มบริการรับ-ส่งคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบริการ โดยมีพื้นที่ให้บริการอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ซึ่งลาลามูฟจะคิดค่าบริหารจัดการแพลตฟอร์มจากผู้ขับสำหรับบริการรับ-ส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 10% สำหรับรถของพาร์ตเนอร์ที่ไม่มีสัญญาสติกเกอร์ และ 7% สำหรับรถของพาร์ตเนอร์ที่มีสัญญาสติกเกอร์
นอกจากนั้น ลาลามูฟยังมีการขยายพื้นที่การให้บริการจากเดิมที่เน้นกรุงเทพฯ และปริมณฑล สู่การขยายไปยังจังหวัดชลบุรีซึ่งถือเป็นหัวเมืองการค้าหลักของประเทศทางฝั่งตะวันออก และภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีหลังจากเปิดน่านน้ำใหม่ที่ชลบุรี ลาลามูฟสามารถสร้างการเติบโตของยอดใช้บริการได้มากกว่า 200% เลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
ล่าสุดลาลามูฟยังได้ขยายพื้นที่การให้บริการสู่จังหวัดขอนแก่นเพิ่มเติมอีกหนึ่งจังหวัด เพื่อหวังเจาะกลุ่มลูกค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
“ลาลามูฟครอบคลุมหลายพื้นที่มากขึ้น ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี และขอนแก่นที่เพิ่งเปิดไป ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี เราเองก็ต้องทำงานร่วมกับคนขับในพื้นที่ในการฝึกอบรม เพราะโมเดลการขนส่งแบบออนดีมานด์ของลาลามูฟอาจจะเป็นโมเดลใหม่สำหรับต่างจังหวัด เรามีออฟฟิศสำหรับการช่วยเหลือ ฝึกอบรม และเพื่อพูดคุยสื่อสารกับพี่ๆ คนขับและผู้ใช้บริการ”

จากกลยุทธ์บุกตลาดข้างต้น ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมาลาลามูฟมีสัดส่วนยอดการใช้บริการจากภาคธุรกิจคิดเป็น 25% ของปริมาณออเดอร์การขนส่งทั้งหมด และมีจำนวนผู้ใช้บริการในกลุ่มลูกค้าธุรกิจเติบโตขึ้นกว่า 30% ทั้งจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านดอกไม้ เบเกอรี่ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้างและอะไหล่รถยนต์
ล่าสุด ลาลามูฟยังรุกธุรกิจ SME มากไปอีกขั้น ผ่านการจัดงาน LALAMOVE x SME, Your Move Our Mission SME เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและยกระดับศักยภาพธุรกิจ SME ไทย ที่สำคัญคือเพื่อเจาะลึกเพนพอยต์ของ SME และนำมาพัฒนาระบบและบริการของลาลามูฟให้ตอบโจทย์ SME ให้ได้มากที่สุด
ซึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนาแบ่งปันแรงบันดาลใจจากที่ปรึกษาด้านธุรกิจชื่อดังพร้อมด้วยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นำโดย ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (ต่อ เพนกวิน) เจ้าของเพจ “Torpenguin” ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ทั่วประเทศ และ อิทธิกร เทพมณี (โด่ง) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ขนมสุนัข “JAIKLA” ที่เล่าถึงความท้าทายในการเปลี่ยนเศษอาหารเหลือทิ้งให้กลายเป็นโปรตีนจากแมลง สำหรับผลิตขนมสุนัข

ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี กล่าวว่า “ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวนสูง การปรับตัวถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ SME เพราะหากยึดติดกับวิธีการแบบเดิมๆ อาจทำให้ธุรกิจหยุดนิ่งและไม่สามารถแข่งขันได้ ผู้ประกอบการต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลและบริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ มาช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากในการขนส่งสินค้า ทำให้ SME มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการออเดอร์ และสามารถโฟกัสกับการพัฒนาสินค้าและบริการหลักได้อย่างเต็มที่”
ด้าน อิทธิกร เทพมณี เล่าถึงเส้นทางธุรกิจ JAIKLA ว่า “หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจ SME คือการบริหารจัดการทั้งด้านวัตถุดิบและด้านการขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อมีความต้องการสินค้าไม่สม่ำเสมอทำให้บริหารจัดการได้ยาก การมีพาร์ตเนอร์ด้านการขนส่งมืออาชีพอย่างลาลามูฟ ช่วยให้เราสามารถควบคุมต้นทุนและรักษาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้ แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด และช่วยให้เราสามารถส่งวัตถุดิบและสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ JAIKLA เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันในตลาดได้”
ขณะที่ เบน ลิน ทิ้งท้ายไว้ว่า หลังจากนี้ลาลามูฟจะเดินหน้าพัฒนาโซลูชันและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของ SME มากขึ้น โดยตั้งเป้าสร้างการเติบโตของลูกค้าธุรกิจไว้ที่ 50% เลยทีเดียว.