ประเทศไทยกำลังเนื้อหอมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งการขึ้นแท่นประเทศยอดฮิตที่กองถ่ายทำจากต่างประเทศ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และโฆษณา ลงทุนยกกองมาปักหลักถ่ายทำ รวมถึงคอนเทนต์ไทยที่ประสบความสำเร็จและสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ‘หลานม่า’ จากค่าย GDH ที่ออกไปสร้างชื่อเสียงและทำเงินมาแล้วทั่วโลก จนทำให้วงการภาพยนตร์ไทยคึกคักเป็นอย่างมากเมื่อปีที่ผ่านมา หรือ ‘Mad Unicorn สงครามส่งด่วน’ ที่สร้างทอล์กออฟเดอะทาวน์ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง รวมถึง ‘A Useful Ghost - ผีใช้ได้ค่ะ’ ที่ไปคว้ารางวัล Grand Prix Ami Paris จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2025 มาได้ ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก แต่ยังสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เออร์มิลา เวนูโกปาลัน ประธานและกรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (Motion Picture Association – Asia Pacific หรือ MPA) ฉายภาพว่า ประเทศไทยกำลังมีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ระดับโลก ในการเป็นหมุดหมายของสถานที่ถ่ายทำทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ โฆษณา สารคดี โดยตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา มีคอนเทนต์กว่า 353 เรื่องมาถ่ายทำในไทย และคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 จะทะลุไปถึง 500 เรื่อง
ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจ ระบุว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2565-2567 เฉพาะสตูดิโอที่เป็นสมาชิกของ MPA มีการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 395 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 13,000 ล้านบาท ในผลงานทั้งระดับนานาชาติและผลงานในภาษาท้องถิ่นจำนวน 17 เรื่อง โดยผลงานที่ถ่ายทำในประเทศไทยและใช้ทีมงานคนไทย ประกอบด้วย Love Stuck รักวนลูป (Prime Video), Mad Unicorn สงครามส่งด่วน (GDH/Netflix), Jurassic World: Rebirth จูราสสิก เวิลด์ กำเนิดชีวิตใหม่ (Universal), Alien: Earth (FX/Hulu) และ 50 First Dates (Sony/GDH) เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย ธุรกิจในท้องถิ่น และการจ้างงาน
ซึ่งสิ่งที่ทำให้กองถ่ายจากต่างประเทศเลือกเมืองไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำมาจาก 1. ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและทีมงานคนไทย 2. สถานที่ต่างๆ ที่ถือเป็นโลเคชันชั้นดีในการถ่ายทำ และ 3. นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ โดยรัฐบาลไทยได้ประกาศเพิ่มมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) เป็น 30% และได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา ซึ่งพบว่า ในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2568) มีภาพยนตร์ต่างประเทศได้เข้าร่วมมาตรการ Cash Rebate แล้วกว่า 13 เรื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศไทยสูงถึง 1,934 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดและสามารถทำลายสถิติปี 2567 ที่มีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าร่วมมาตรการ Cash Rebate (เดิม 15-20%) ทั้งปี จำนวน 11 เรื่อง

คอนเทนต์ไทย ที่คนทั่วโลกดู
นอกจากการเป็นหมุดหมายในการถ่ายทำของกองถ่ายทั่วโลกแล้ว ในส่วนของคอนเทนต์ไทยก็ยังเป็นที่สนใจบนเวทีระดับโลกเช่นกัน
แชงการี กิรุปปาลินี ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เน็ตฟลิกซ์ กล่าวว่า เน็ตฟลิกซ์เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเกือบ 10 ปี โดยมีหลักการทำงานเดียวกันทั้งโลกที่มุ่งเน้นการลงทุนในคอนเทนต์ท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ
โดยเน็ตฟลิกซ์ได้เผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า ระหว่างปี 2564-2567 เน็ตฟลิกซ์ได้ลงทุนในคอนเทนต์ไทยรวมกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกิดผลงานซีรีส์และภาพยนตร์ออริจินัลของไทยมากกว่า 20 เรื่อง พร้อมสร้างงานกว่า 13,500 ตำแหน่ง ครอบคลุมหลากหลายบทบาทในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
ซึ่งคอนเทนต์ไทยบนเน็ตฟลิกซ์ได้รับความนิยมทั้งจากผู้ชมในประเทศและเป็นที่ชื่นชอบจากผู้ชมทั่วโลก โดยมีผลงานออริจินัลของไทยกว่า 15 เรื่องที่ติดอันดับ Global Top 10 สำหรับคอนเทนต์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ และมียอดชั่วโมงการรับชมรวมสูงถึง 750 ล้านชั่วโมงบนเน็ตฟลิกซ์
นอกจากการลงทุนด้านคอนเทนต์แล้ว เน็ตฟลิกซ์ยังสนับสนุนผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ในประเทศไทย และยกระดับทักษะของทีมงานเบื้องหลัง โดยในปี 2566 เน็ตฟลิกซ์ได้เปิดตัวโครงการ Reel Life Camp ซึ่งเป็นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์และสื่อโทรทัศน์รุ่นใหม่กว่า 145 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในวงการบันเทิง
ทั้งนี้ทีมงานโปรดักชันในประเทศไทยของเน็ตฟลิกซ์ยังได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิคของบุคลากรด้านโปรดักชันมากกว่า 500 คน ครอบคลุมทั้งผู้ลำดับภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอฟเฟ็กต์ภาพ (VFX) และผู้จัดการข้อมูลในกองถ่ายอีกด้วย
ที่มากไปกว่านั้นคือ ภาพยนตร์และซีรีส์ไทยไม่ได้เป็นเพียงสื่อเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับประเทศไทยยังมีส่วนกระตุ้นการท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เช่น ซีรีส์เรื่อง ‘สืบสันดาน’ ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชม Chateau De Khaoyai ในจังหวัดนครราชสีมา และมีการจัดแพ็กเกจใช้ชีวิตแบบเศรษฐีตามรอยซีรีส์, ‘สาธุ’ กระตุ้นความสนใจในวัดสำปะซิว จังหวัดสุพรรณบุรี และ ‘ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง’ ทำให้ถ้ำหลวงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
คอนเทนต์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวท้องถิ่นเหล่านี้ช่วยให้สถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักของไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลก พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบาย Amazing Thailand Grand Tourism and Sports 2025 ของรัฐบาลไทย ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนจุดหมายปลายทางในไทยที่น้อยคนนักจะรู้จัก และสร้างเม็ดเงินให้กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศด้วยเช่นกัน
แม้ไทยขึ้นแท่นประเทศยอดฮิตที่กองถ่ายทำคอนเทนต์ยกกองมาปักหลักถ่ายทำด้วยตัวเลขการลงทุนแตะระดับหมื่นล้าน และคอนเทนต์ไทยกำลังฉายแสงในเวทีระดับโลก แต่การที่จะทำให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้นแค่ตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียวคงยังไม่พอ
โดยเวนูโกปาลันย้ำเพิ่มเติมว่า การสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ต้องอาศัยมากกว่าเม็ดเงินลงทุน แต่การเติบโตระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการพัฒนาทักษะของทีมงานในประเทศ การสร้างแรงจูงใจผ่านนโยบายจากภาครัฐ และกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อการถ่ายทำ รวมถึงกฎหมายที่เอื้อต่อการต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทั้งภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องเก็บไปคิดต่อ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทยที่ยั่งยืนต่อไป.