28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ทีปกร โลจนะโกสินทร์ เจนฯ 2 เครื่องนอน Lotus กับการพลิกโฉมธุรกิจครอบครัว

ทีปกร โลจนะโกสินทร์ เจนฯ 2 เครื่องนอน Lotus กับการพลิกโฉมธุรกิจครอบครัว

p12-daily-tepakorn-01.jpg

หากเอ่ยชื่อแบรนด์เครื่องนอน “Lotus” (โลตัส) หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นแบรนด์เครื่องนอนที่อยู่คู่คนไทยมานานถึง 4 ทศวรรษ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ Lotus ต้องเจอกับมรสุมครั้งใหญ่จนธุรกิจเกือบไปต่อไม่รอด ก่อนที่ “ทีปกร โลจนะโกสินทร์” ในฐานะทายาทรุ่น 2 จะเข้ามากอบกู้และพลิกโฉมธุรกิจครอบครัวให้เติบโตสู่การเป็นกลุ่มบริษัท Lotus Bedding Group ที่ครอบคลุมหลากหลายธุรกิจอย่างในปัจจุบัน

แบรนด์เครื่องนอน Lotus ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ 2523 โดย 2 สามีภรรยา กำธรและลีหนา โลจนะโกสินทร์ เป็นธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นจากการทำมุ้งขายก่อนขยายสู่ผ้าปูและเครื่องนอนอื่นๆ ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีและ Lotus ก็เป็นแบรนด์เครื่องนอนที่ติดตลาดอยู่ในช่วงนั้น กระทั่งปี พ.ศ. 2545 เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานที่พุทธมณฑลสาย 5 ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบริษัท ทำให้ “ทีปกร โลจนะโกสินทร์” บุตรชายคนโตที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการตลาด ที่ University of Illinois Chicago (UIC) สหรัฐอเมริกา ต้องกลับมาช่วยกู้สถานการณ์ธุรกิจของครอบครัว

การกลับมาครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เป็นการพลิกโฉมธุรกิจครอบครัวแบบเดิม โดยทีปกรได้ปรับกลยุทธ์การบริหารใหม่ จากวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นแบบครอบครัวและมีระบบบริหารที่ไม่ชัดเจน สู่ระบบบริหารสมัยใหม่ เปลี่ยนภาพลักษณ์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยมากขึ้น มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด โดยวางตำแหน่งของ Lotus ให้เป็นแบรนด์เครื่องนอนคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เน้นผลิตสินค้าตามความต้องการของคนทุกช่วงอายุ มีดีไซน์ที่หลากหลาย และวางขายในทำเลที่สะดุดตามากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้ Lotus กลับมายืนหยัดในตลาดได้อีกครั้ง

นอกจากสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ Lotus แล้ว ทีปกรยังเดินหน้าขยายธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท Lotus Bedding Group เพิ่มเติม ครอบคลุมทั้งธุรกิจเครื่องนอน, เฟอร์นิเจอร์, คลินิกและโรงพยาบาลดูแลสุขภาพและเสริมความงาม รวมถึงธุรกิจให้บริการดูแลและฟื้นฟูสุขอนามัยภายในบ้านแบบครบวงจร อีกทั้งยังมีการปั้นแบรนด์เครื่องนอนขึ้นใหม่เพื่อเจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะ ในชื่อ “Omazz” เครื่องนอนคุณภาพสูงจากวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นที่นอนทรง “เต้าหู้” ที่ไม่มีขอบกุ๊นเป็นรายแรก

จุดเด่นของที่นอน Omazz อยู่ที่นวัตกรรมการผลิต ที่มีคุณสมบัติช่วยกระจายแรงกดขณะนอน ป้องกันไรฝุ่น ลดการเกิดภูมิแพ้ วางจำหน่ายครั้งแรกที่ห้างเอ็มโพเรียม ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ก่อนที่จะขยายไปยังห้างชั้นนำอื่นๆ พร้อมเปิดโชว์รูมในทำเลต่างๆ ตามมา โดยปัจจุบัน Omazz มีสาขาอยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่าง จีน และ สปป.ลาว ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สร้างการเติบโตให้กับกลุ่ม Lotus

p12-daily-tepakorn-02.jpg

ทีปกรยังได้ขยายอิทธิพลของกลุ่มด้วยกลยุทธ์การซื้อกิจการ โดยการเข้าซื้อแบรนด์ชั้นนำจากอังกฤษอย่าง Dunlopillo ซึ่งเป็นการยกระดับ brand portfolio และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเดินหน้าขยายแบรนด์อื่นๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Lotus Mattress, Bedgear, Elle Decor, Midas, Restonic, Lotus Attitude และ Mattress City ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตเทคโนโลยีการนอน การออกแบบสินค้า ไปจนถึงช่องทางจำหน่ายครบวงจร ส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดรวมกว่า 60% และก้าวสู่การเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยในส่วนของ Mattress City ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์รวมที่นอนครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยในรูปแบบ one-stop shop ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อที่นอน เครื่องนอน และอุปกรณ์เสริมได้ครบในที่เดียว ปัจจุบัน Mattress City มีสาขากว่า 43 แห่งทั่วประเทศ และอยู่ในแผนขยายกว่า 200 สาขาทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน พร้อมเตรียมเปิดสาขาแรกใน สปป.ลาว ในต้นปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด

ไม่เพียงธุรกิจเครื่องนอน แต่ทีปกรยังก่อตั้งแบรนด์ De Hygienique ภายใต้บริษัท ดีไฮจีนิค (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรุกธุรกิจให้บริการดูแลและฟื้นฟูสุขอนามัยภายในบ้านแบบครบวงจร โดยให้บริการด้าน Sanitation & Hygienique ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่นอน เฟอร์นิเจอร์บุผ้า พรม ผ้าม่าน และภายในรถยนต์ รวมถึงบริการพ่นฆ่าเชื้อไวรัสด้วยระบบ Fogging ภายในบ้าน โดยใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อเติมเต็มอิโคซิสเต็มด้านการนอนตั้งแต่การใช้งานไปจนถึงสุขอนามัย

อีกทั้งยังได้ก่อตั้ง Season of Living ศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านระดับไฮเอนด์จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อย่าง Baxter, Rimadesio, Barovier & Toso และ Fornasetti เพื่อเสริมความต่อเนื่องกับแบรนด์ที่นอนและบริการด้านสุขอนามัยในเครือ

และเพื่อเสริมการเข้าถึงสินค้าในเครือ เขายังได้ก่อตั้งบริษัท Bedway จำกัด ในฐานะ Smart Payment Lifestyle Brand ที่นำเสนอรูปแบบการซื้อที่นอนแบบ Subscription ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนหรือชำระเต็มจำนวนล่วงหน้าอีกด้วย

ในส่วนของธุรกิจ Wellness & Medical Services ทีปกรได้ก่อตั้งคลินิกศัลยกรรมความงามในชื่อ “Dermaster” (เดอมาสเตอร์) ขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อน โดยปักหมุดสาขาแรกที่เอกมัยด้วยงบลงทุน 300 ล้านบาท ให้บริการทั้งด้านศัลยกรรมความงาม ผิวพรรณ และรูปร่าง ก่อนจะขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งสาขาชิดลมและพระราม 9

ล่าสุดเขายังทุ่มงบอีกกว่า 350 ล้านบาท เปิดตัวโรงพยาบาลเดอมาสเตอร์ ราชพฤกษ์ โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามและสุขภาพแบบองค์รวมระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเดอมาสเตอร์คลินิก โดยให้บริการครบตั้งแต่ศัลยกรรม ผิวพรรณ รูปร่าง ไปจนถึงโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพและชะลอวัย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในปัจจุบันที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นับเป็นการพลิกโฉมธุรกิจครอบครัวที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จากธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในภาวะโคม่าสู่การสร้างอีโคซิสเต็มของธุรกิจเครื่องนอน การอยู่อาศัย และสุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งน่าติดตามต่อว่า ภายใต้การนำของ “ทีปกร โลจนะโกสินทร์” กลุ่มบริษัท Lotus Bedding Group จะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้เราได้เห็นกันอีกในอนาคต.