28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ชเล วุทธานันท์ ผู้ก่อตั้ง PASAYA จากโรงงานสิ่งทอสู่การสร้างแบรนด์

ชเล วุทธานันท์ ผู้ก่อตั้ง PASAYA จากโรงงานสิ่งทอสู่การสร้างแบรนด์

p20-21-weekly-pasaya-01.jpg

“PASAYA หรือ พาซาญ่า มาจากคำไทยว่า แพศยา ซึ่งผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระนางคลีโอพัตราที่ถูกศัตรูเรียกว่าแพศยา แต่จริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงที่สวย เก่ง มีอำนาจ และยอมเสียสละเพื่อชนชาติของตัวเอง เพราะผมต้องการสร้างแบรนด์ที่สื่อถึงผู้หญิงที่สวย ฉลาด เก่ง สง่างาม คิดนอกกรอบ และมีอำนาจในตัวเอง ที่สำคัญยังเป็นคำไทยที่จำง่ายและทุกชาติออกเสียงตามได้”

ข้อความข้างต้น คือสิ่งที่ ‘ชเล วุทธานันท์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA กล่าวถึงที่มาของชื่อ PASAYA แบรนด์สิ่งทอที่มีต้นกำเนิดมาจากโรงงานสิ่งทอเล็กๆ ก่อนที่จะผงาดขึ้นมาเป็นแบรนด์สิ่งทอที่มีชื่อเสียงทั้งในไทยและต่างประเทศ

ชเล วุทธานันท์ เติบโตมาท่ามกลางธุรกิจสิ่งทอของครอบครัวในชื่อ บริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด เป็นโรงงานสิ่งทอเล็กๆ ที่เปิดดำเนินกิจการทอผ้าสำหรับใช้ตกแต่งภายในบ้าน ในย่านอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีเครื่องจักรทอผ้ามือสอง 20 เครื่อง และคนงานทอผ้าเพียง 50 คน และเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก

pasaya_05-Copy.jpg

ภาพจากเว็ปไซต์ PASAYA

โดยหลังจากเรียนจบ ชเลยังไม่ได้เข้าไปช่วยธุรกิจครอบครัวในทันที ด้วยความที่มีความรู้ด้านภาษาจีน จึงมีโอกาสได้สอนภาษาจีนและทำสื่อหนังสือพิมพ์อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่ทางบ้านจะเรียกตัวกลับมาให้ช่วยดูแลโรงงานทอผ้า แต่เพื่อให้รู้จริงในสิ่งที่ทำ เขาจึงขอทางบ้านไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมสิ่งทอโดยตรงที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) สหรัฐอเมริกา ซึ่งในยุคสมัยนั้นถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมสิ่งทออันดับต้นๆ ของโลก

กระทั่งปี 2529 เขาจึงได้กลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างจริงจัง โดยนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ ทั้งเทคนิคที่ทันสมัย วัสดุ และงานดีไซน์รูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างงานสิ่งทอที่แตกต่างจากที่อื่น พร้อมทั้งมีการตั้งหน่วยงานออกแบบและฝ่ายไอทีขึ้นมาโดยเฉพาะ รวมถึงเริ่มพัฒนาสินค้าและระบบงานให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสวยแปลกตาไม่ซ้ำใคร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในเชิงองค์ความรู้และสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจให้กับบริษัทจนสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ปี 2531 สิ่งทอซาตินเริ่มทำการขยายตลาดออกไปต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาผ้าตกแต่งดีไซน์ใหม่ๆ ออกมานำเสนอให้กับผู้ขายส่งและแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก แม้ขณะนั้นสิ่งทอซาตินยังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเองก็ตามที แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในระยะต่อมา

p20-21-weekly-pasaya-02.jpg

โรงงานสีเขียว ก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

ปี 2538  บริษัทมีการขยายการผลิตให้ครบวงจรมากกว่าเดิม และตัดสินใจสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘คุณภาพของผลิตภัณฑ์จะดีได้ คุณภาพชีวิตของผู้สร้างงานต้องดีก่อน’ ด้วยการสร้างโรงงานสีเขียวบนพื้นที่ 400 ไร่ ที่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของพนักงานควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีการออกแบบพื้นที่ในการทํางานที่เอื้อต่อสุขภาพกายและใจของพนักงาน งดใช้สารเคมีอันตราย และมีการบําบัดนํ้าเสียอย่างครบวงจร

อาคารต่างๆ ภายในโรงงานมีการออกแบบโดยคำนึงถึงพนักงานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ‘โรงทอ’ ที่ชเล ตั้งชื่อให้ว่า ‘Casamatta’ แปลว่า บ้านคนบ้า เปรียบเปรยถึงความสามารถของพนักงานที่ต้องหยิบจับวัตถุดิบและเส้นด้ายหลายพันชนิด ที่ไม่สามารถจำแนกชนิดได้ด้วยตาเปล่า แต่กลับทำได้อย่างแม่นยำ และเครื่องทอทุกเครื่องในโรงงานยังเป็นเครื่องทอ Jacquard ที่สามารถทอผ้าได้ประณีต งดงาม ลงลายละเอียดได้ ไม่เหมือนกับเครื่องทอผ้าทั่วไป นอกจากนั้น บนหลังคาของอาคารยังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ให้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าลง 25% ต่อปี

Kampang (กำแพง) โรงย้อมที่เป็นอาคารที่ไม่มีกำแพง อาคารนี้จะมีการย้อมผ้าด้วยอุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส จึงออกแบบให้อาคารมีการถ่ายเทอากาศตามหลัก aero dynamic ทำให้ด้านในไม่ร้อนอบอ้าว

ZIG-ZAG โรงเย็บที่มีป่าสีเขียวไว้กลางอาคาร เพื่อให้พนักงานได้พักสายตาจากการเย็บผ้า รวมถึง OCTOSPIDER ที่ออกแบบมาเหมือนท่าเทียบเรือแต่ยกสูง ที่ทำเป็นร้านอาหารและสถานที่สำหรับรับประทานอาหารของพนักงานท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น

“ทุกอาคารในโรงงานเราออกแบบโดยคำนึงถึงคนทำงานเป็นหลัก ผมเคยไปโรงย้อมแห่งหนึ่ง อุณหภูมิข้างนอก 30 กว่าองศาแล้ว เข้าไปในโรงย้อมอีกเกือบ 50 องศา พนักงานตัวมัน ร้อน อบ เหงื่อไหลไคลย้อย เราเดินเข้าไปแป๊บเดียวยังเหงื่อออก ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะทำสินค้าที่มีคุณภาพได้ยังไง เมื่อพนักงานต้องทนความร้อนขนาดนั้น”

p20-21-weekly-pasaya-03.jpg

OCTOSPIDER

ชเลเล่าต่อว่า ก่อนที่จะสร้างโรงงานแห่งนี้ เขามีโอกาสไปชมโรงงานพิมพ์ผ้าชื่อ Rati ที่ประเทศอิตาลี แล้วประทับใจกับการออกแบบ จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโรงงานที่ราชบุรี

“ผมไปดูโมเดลจากต่างชาติมา ตอนนั้นไปอิตาลี โรงงานพิมพ์ผ้าชื่อ Rati ปรากฏว่าเดินเข้าไปในโรงงาน ด้านหนึ่งของกำแพงเป็นกระจกใส มองเห็นเทือกเขาแอลป์ บนยอดเทือกเขาเป็นหิมะ มีต้นไม้ มันสวยมาก พนักงานทำงานไปฮัมเพลงไปด้วย เวลาเขาพิมพ์ผ้าเหมือนเขากำลังเต้นรำเลย ถือเป็นโรงงานในอุดมคติ ผมเลยนำแนวคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และสร้างเป็นโรงงานแห่งนี้”

หลังจากสร้างโรงงานแห่งใหม่ บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสรรค์สร้างผ้าที่มีโครงสร้าง ดีไซน์และสีที่แปลกใหม่ สร้างความโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งหน้าใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น จนสามารถคว้ารางวัลจากการประกวดผ้าในงานแฟร์ระดับโลกที่เบลเยียมมาครองได้หลายครั้ง และทำให้สิ่งทอฝีมือคนไทยได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก

p20-21-weekly-pasaya-04.jpg

กำเนิดแบรนด์ PASAYA จากมุมมองสิทธิสตรีที่แตกต่าง

แม้ภาพรวมของธุรกิจครอบครัวที่เน้นสิ่งทอเพื่อการส่งออกเป็นหลักดูจะไปได้ดี แต่ชเลเล็งเห็นว่าสถานการณ์ส่งออกไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน เพราะ ณ ขณะนั้น ประเทศจีนกำลังเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยขีดความสามารถในการพัฒนาตัวเองที่เร็วมากและมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ย่อมกระทบต่อการส่งออกสิ่งทอของไทยอย่างแน่นอน ชเลมองว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อได้คือต้องผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ PASAYA ขึ้นมาในปี 2545

“พอปี 2545 เราเลยรีบก่อตั้งแบรนด์ PASAYA ขึ้นมา เพราะขืนทำแบบเดิมคือสิ่งทอส่งออก โรงงานต้องมอดม้วยมรณาแน่ๆ เพราะเมื่อก่อนเราทำสิ่งทอส่งออกทั่วโลก แต่พอจีนเขาโตขึ้นมาก็แย่งลูกค้าไปหมด แย่งด้วยราคาที่ถูกกว่า แย่งด้วยนโยบายของรัฐที่เขาสนับสนุนเต็มที่ จีนเขามีขีดความสามารถในการพัฒนาตัวเองที่เร็วมาก ต่างชาติที่เคยซื้อของเรา พอของจีนมาอาจจะสู้เราในแง่คุณภาพไม่ได้ แต่ราคาเขาถูกกว่าเยอะ ลูกค้าก็หายหมด ผมคิดว่าทางเดียวที่จะอยู่รอดได้คือ ต้องทำภายใต้แบรนด์ ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานทอผ้าเพื่อส่งออก ไม่อย่างนั้นเราจะไปไม่รอด”

p20-21-weekly-pasaya-06.jpg

แบรนด์ PASAYA ถูกก่อตั้งภายใต้ บริษัท เท็กซ์ไทล์ แกลลอรี่ จํากัด ซึ่งชื่อแบรนด์มาจากภาษาไทยว่า ‘แพศยา’ ที่นำมาตีความหมายในเชิงบวก โดยมีแรงบันดาลใจมาจากพระนางคลีโอพัตราที่ถูกศัตรูเรียกว่าแพศยา แต่จริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงที่สวย เก่ง มีอำนาจ และยอมเสียสละเพื่อชนชาติของตัวเอง โดยนำมาเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่สื่อถึงผู้หญิงที่สวย ฉลาด เก่ง สง่างาม คิดนอกกรอบ และมีอำนาจในตัวเอง

“ผมเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีความแข็งแกร่งในตัวเอง แต่ด้วยสังคมที่มันไม่เท่าเทียมกันทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่กล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเป็น ผมอยากให้แบรนด์ PASAYA สื่อถึงผู้หญิงที่มีทั้งความสวย เก่ง ฉลาด อิสระ และน่าชื่นชม คุณลองคิดดู แพศยาเป็นผู้หญิงที่เหมือนกับขุนแผน ต้องสวย เก่ง ฉลาด มีอำนาจ ทำไมขุนแผนถึงชื่นชมได้ แล้วทำไมเราจะชื่นชมแพศยาไม่ได้ เลยกลายเป็นที่มาของชื่อแบรนด์”

จากแนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PASAYA ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 2 กันยายน 2545 ณ PASAYA Flagship Store ที่ Gaysorn Shopping Mall และยังได้ปรากฏตัวในงาน ELLE Fashion Week ถึง 2 ปีติดต่อกัน

p20-21-weekly-pasaya-05.jpg

ไนล่อน - ปฏิกรณ์ วุทธานันท์

ไม่เพียงเท่านั้นชเลยังเดินหน้าแตกไลน์สินค้าประเภทอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งผ้าตกแต่งบ้าน ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ชุดเครื่องนอน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ สามารถสร้างการเติบโตให้กับบริษัทจากยอดขายต่อเดือนไม่กี่สิบล้านบาท ค่อยๆ ขยับขึ้นจนแตะหลักร้อยล้านบาทต่อเดือน และทำให้ PASAYA ขึ้นแท่นแบรนด์สิ่งทอเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในประเทศ แต่ยังสร้างชื่อระดับสากล ทั้งนี้ยังคงเน้นการจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก และส่งออกไปขายต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนเพียง 10%

“พอทำแบรนด์เราสามารถแก้เพนพอยต์ได้ เปลี่ยนจากการเป็นโรงงานสิ่งทอที่ทำเพื่อการส่งออก ค่อยๆ เกิดตลาดภายในประเทศขึ้นมา และเติบโตมาเป็นลำดับ ถ้าเราไม่เดินบนเส้นทางนี้มันก็จะเหมือนกับอีกหลายโรงงานที่สุดท้ายก็ปิดตัวลงไป”

ปัจจุบันชเลยังคงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก พร้อมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาต่อยอด โดยมี ‘ปฏิกรณ์ วุทธานันท์’ หรือ 'ไนล่อน' บุตรชายเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ ที่มาดูแลในส่วนของโรงงาน พร้อมตั้งเป้าสร้างยอดขายให้แตะหลักพันล้านบาทให้ได้ภายในปี 2569

แต่ในแง่ส่วนตัวแล้ว เป้าหมายต่อจากนี้ของชเลคือการเดินหน้าทำงานเพื่อสังคม ทั้งการสนับสนุนมูลนิธิต่างๆ รวมถึงมีแผนจัดตั้งบริษัทรับจ้างปลูกป่าในลักษณะของวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อช่วยเหลือสังคมและลดภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่โลกกำลังเผชิญ.