28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

PASAYA พลิกโฉมโรงงานสิ่งทอ ถักทอพลังงานสะอาด เร่ง Zero Emission Factory

PASAYA พลิกโฉมโรงงานสิ่งทอ ถักทอพลังงานสะอาด เร่ง Zero Emission Factory

p12-daily-zeroemission-01.jpg

อย่างที่ทราบกันดีว่าวิกฤตโลกร้อนกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกขณะ จากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) และ UN Environment Programmed (UNEP) ระบุว่า โลกอยู่ในช่วง The Critical Decade และสิ่งที่ต้องทำคือเร่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้เกือบครึ่งหนึ่ง ก่อนที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงจนถึงระดับวิกฤตที่จะส่งผลให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและกระทบต่อความอยู่รอดของทุกชีวิตอย่างที่ไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้ ซึ่งเหลือเวลาดำเนินการจริงอีกไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น

ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นความเคลื่อนไหวของหลายๆ ฝ่าย ที่ต่างเดินหน้าลดการปลดปล่อยคาร์บอนฯ เพื่อร่วมกันแก้วิกฤตโลกร้อนออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึง ‘PASAYA’ แบรนด์สิ่งทอของไทย ที่ล่าสุดออกมาประกาศยกระดับพันธกิจรักษ์โลก หรือ ‘Mission for the World’ ด้วยการทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท พลิกโฉมโรงงาน PASAYA จังหวัดราชบุรี สู่การเป็น Zero Emission Factory โรงงานที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2573 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ถึง 5 ปี เพราะ ‘ชเล วุทธานันท์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA บอกว่า วิกฤตโลกร้อนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้

PASAYA (พาซาญ่า) เป็นแบรนด์สิ่งทอสัญชาติไทย ที่เริ่มต้นมาจากโรงงานสิ่งทอเล็กๆ ในย่านพระประแดง ในชื่อบริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด ก่อนจะขยายธุรกิจและสร้างโรงงานแห่งใหม่ ณ จังหวัดราชบุรี ในปี 2538 ในฐานะโรงงานสีเขียวบนพื้นที่ 400 ไร่ โดยออกแบบพื้นที่ในการทํางานที่เอื้อต่อสุขภาพกายและใจของพนักงาน งดใช้สารเคมีอันตราย และมีการบําบัดนํ้าเสียอย่างครบวงจร เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมไม่น้อยเลยทีเดียว

นอกจากการสร้างโรงงานสีเขียวแล้ว ในปี 2564 โรงงานสิ่งทอ PASAYA ยังเดินหน้าพันธกิจเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปอีกขั้น ด้วยการริเริ่มการทำ Carbon Footprint หรือการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากโรงงาน และตามมาด้วยโครงการลดการปล่อยคาร์บอนฯ อย่างจริงจังในหลายๆ โครงการ ทั้ง ‘Solar Energy Project’ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเริ่มลงทุนเฟสแรกในช่วงปลายปี 2564 ก่อนจะเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2565 ตามมาด้วยเฟส 2 ที่เปิดใช้ในปี 2567

รวมถึงโครงการ ‘Energy Efficiency Upgrade’ เป็นการเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำที่ใช้ในโรงงาน จากเดิมที่ใช้ถ่านหินมาเป็น Once Through Boiler (LPG) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความร้อนและลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเริ่มใช้งานครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2565 ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง PASAYA ยังได้ประกาศพันธกิจสำคัญอย่าง ‘Mission for the World’ พันธกิจเพื่อโลกที่มุ่งพัฒนากระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าสู่การเป็น ‘Zero Emission Factory’ โรงงานที่ปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และใช้พลังงานสะอาด 100% ให้ได้ภายในปี 2578

โดยที่ผ่านมา PASAYA มีความคืบหน้าของพันธกิจ ‘Mission for the World’ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ รวมถึงการใช้พื้นที่โรงงานประมาณ 100 ไร่ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการปลูกป่าที่พร้อมขยายโครงการสู่พื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในเชิงรูปธรรมและวัดผลได้

แต่เมื่อวิกฤตโลกร้อนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ และอุณหภูมิโลกก็เพิ่มสูงขึ้นในทุกขณะ ทำให้ ‘ชเล วุทธานันท์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA ตัดสินใจยกระดับพันธกิจรักษ์โลกครั้งสำคัญ สู่ ‘Mission for the World: Toward Zero Emission by 2030’ ด้วยการผนึกกำลังกับ Haier Energy พลิกโฉมโรงงาน PASAYA จังหวัดราชบุรี สู่ Zero Emission Factory เต็มรูปแบบ ภายในปี 2573 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 5 ปี พร้อมทุ่มงบประมาณถึง 150 ล้านบาท

p12-daily-zeroemission-02.jpg

ภาพจากเว็ปไซต์ PASAYA

โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA ได้กล่าวว่า การตัดสินใจเร่งเป้าหมาย Zero Emission Factory ให้เร็วขึ้น เกิดจากการตระหนักถึงวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งครั้งนี้ PASAYA ทุ่มงบเพื่อลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยจับมือกับ Haier Energy เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop System) กำลังผลิต 3.3 เมกะวัตต์ ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System-ESS) ขนาดความจุ 10 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารจัดการพลังงาน และรองรับการบริหารจัดการไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง ซึ่งถือเป็นเฟสที่ 3 ของโรงงาน

“ทำไมต้องยุติการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนก่อนปี 2573 เหตุผลคือโลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่รณรงค์มากว่า 30 ปีแล้ว โดยสหประชาชาติได้เริ่มจัดการประชุมเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2538 กระทั่งในปี 2558 ได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญ ณ การประชุมที่ปารีส คือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในชั้นบรรยากาศให้ไม่เกิน 2 องศา หรือให้ดีอยู่ที่ 1.5 องศาจากยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ความเป็นจริงเราได้ข้ามระดับอุณหภูมิเฉลี่ย 1.5 องศามาแล้วในปี 2567 ซึ่งน่ากังวลมาก ดังนั้น การยุติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คือทางรอดแต่เพียงทางเดียว และต้องรีบทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอไปอีก 3 ปี 5 ปี”

ไม่เพียงเท่านั้น ชเลยังได้เผยถึงแนวทางในการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนด้านพลังงานได้จริง ไว้ว่า ประการแรก ควรใช้พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์มาทดแทนการใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าในช่วงกลางวัน เพราะจะทำให้จ่ายค่าไฟถูกลง ทั้งนี้ค่าไฟต่อ 1 kWh หรือ 1 หน่วย โซลาร์เซลล์มีต้นทุนเพียงประมาณ 1 บาท ในขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าจากการไฟฟ้าช่วงกลางคืน 2.50 บาท และช่วงกลางวันประมาณ 5 บาท+

ประการที่ 2 หากต้องการเก็บประจุไฟไว้ใช้ในเวลาแสงแดดอ่อนหรือหัวค่ำจนถึง 4 ทุ่ม ต้องมีแบตเตอรี่  ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อ 1 kWh อีกประมาณ 2 บาท รวมเป็น 3 บาท แต่ก็ถูกกว่าค่าไฟในช่วงพีคก่อน 4 ทุ่ม ที่ราคาหน่วยละ 5 บาท หลัง 4 ทุ่มจนถึง 9 โมงเช้า ให้ใช้ไฟจากการไฟฟ้าได้ เพราะค่าไฟ off peak ราคาอยู่ที่ 2.50 บาท

ประการที่ 3 หากต้องการใช้ความร้อนจากไฟฟ้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ในกรณีนี้สามารถใช้แทนได้เฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น เพราะราคาต่างกันไม่มาก เช่น ค่าน้ำมันเตา ค่าก๊าซ คือ 1.5-2.0 บาท/kWh  ยกเว้นถ่านหินซึ่งยังคงถูกกว่าครึ่งต่อครึ่งคือราว 50 สตางค์/kWh. แต่กำลังจะถูกยกเลิกการใช้ในทุกอุตสาหกรรมภายในปี 2573 ตามข้อตกลงปารีส ดังนั้น การใช้ไฟฟ้ามาทำความร้อนทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลเต็มรูปแบบอาจต้องรออีกสัก 3-4 ปี

ความเคลื่อนไหวของ PASAYA ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสามารถปรับตัวเพื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียวได้เช่นกัน โดยชเลหวังว่าการเป็น Zero Emission Factory จะเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคส่วนอื่นๆ ร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนต่อไป.