28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

นพ. วีรพล เขมะรังสรรค์ เร่งเครื่อง MEDEZE จากธนาคารสเต็มเซลล์สู่ Health Economy

นพ. วีรพล เขมะรังสรรค์ เร่งเครื่อง MEDEZE จากธนาคารสเต็มเซลล์สู่ Health Economy

IMG_7045-1.jpg
{"ARInfo":{"IsUseAR":false},"Version":"1.0.0","MakeupInfo":{"IsUseMakeup":false},"FaceliftInfo":{"IsChangeEyeLift":false,"IsChangeFacelift":false,"IsChangePostureLift":false,"IsChangeNose":false,"IsChangeFaceChin":false,"IsChangeMouth":false,"IsChangeThinFace":false},"BeautyInfo":{"SwitchMedicatedAcne":false,"IsAIBeauty":false,"IsBrightEyes":false,"IsSharpen":false,"IsOldBeauty":false,"IsReduceBlackEyes":true},"HandlerInfo":{"AppName":2},"FilterInfo":{"IsUseFilter":false}}

เศรษฐกิจสุขภาพของไทย (Health Economy) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตลาด Wellness และบริการเชิงป้องกันที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี อันสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น นั่นทำให้ ‘เมดีซ กรุ๊ป’ ประกาศเดินหน้ารุกธุรกิจด้าน Health Economy ยกระดับจากการเป็นผู้ให้บริการ Biobank สู่การเป็นผู้เล่น Biopharma อย่างเต็มรูปแบบ

บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ในชื่อบริษัท กรุงเทพสเต็มเซลล์ จำกัด โดยกลุ่มแพทย์ผู้มีประสบการณ์อย่าง นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์, รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย และ นพ.จำรัส สกุลไพศาล ในฐานะผู้ให้บริการตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และรับฝากเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cells) รวมถึงธุรกิจเซลล์รากผม (Hair Follicle Cell Bank) ซึ่งถือเป็นธนาคารฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและอาเซียน ครอบคลุมมากกว่า 200 แห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ก่อนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“SET”) และเริ่มทำการซื้อขายไปเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับขยายกิจการ และทำให้ เมดีซ กรุ๊ป เติบโตได้เกินความคาดหมาย ขึ้นแท่นธุรกิจไบโอเทคที่น่าจับตา เพราะเซลล์ต้นกำเนิดเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา การป้องกันโรคต่างๆ การฟื้นฟูร่างกาย หรือแม้แต่การชะลอวัย ซึ่งสอดรับกับเทรนด์การดูแลสุขภาพและการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของเมืองไทย

และถ้าดูที่ผลประกอบการก็พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 2565 เมดีซ กรุ๊ป มีรายได้รวม 591 ล้านบาท, ปี 2566 รายได้ 694 ล้านบาท, ปี 2567 มีรายได้ 824 ล้านบาท และ 9 เดือนแรกของปี 2568 สร้างรายได้ไป 565 ล้านบาท

p12-daily-medeze-01.jpg

แต่สำหรับปี 2569 เมดีซ กรุ๊ป ประกาศชัดว่าจะไม่หยุดแค่การเป็น Biobank แต่กำลังยกระดับเข้าสู่ Biopharma หรืออุตสาหกรรมชีวการแพทย์ เพื่อรุก Health Economy เต็มรูปแบบ พร้อมตั้งเป้าเติบโตที่ 25% โดยมี นพ. วีรพล เขมะรังสรรค์ เป็นแม่ทัพคนสำคัญ

“ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการยกระดับเชิงกลยุทธ์ของเมดีซ ด้วยการต่อยอดจากจุดแข็งด้าน Biobank ไปสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม Biopharma และ Advanced Therapy อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Health Economy ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค” นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว ก่อนจะเปิดเผยถึงกลยุทธ์ที่เมดีซจะนำมาขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 เพิ่มเติมว่า

การยกระดับธุรกิจของ เมดีซ กรุ๊ป จะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) 2. การขยายตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์ และ 3. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์

ในด้านการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) เมดีซจะเน้นการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อการรักษาในกลุ่มโรคเสื่อม โดยตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมและภาวะผิวเสื่อมเป็นกลุ่มแรก พร้อมวางแผนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2 กลุ่มโรค เพื่อรองรับความต้องการด้านการรักษา การฟื้นฟู และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

สำหรับกลยุทธ์การขยายตลาดนั้นจะเป็นการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์ อย่างการออกแบบและวางระบบในธุรกิจ Biobank ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาเมดีซได้ประเดิมเซ็นสัญญากับทางประเทศฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการสร้างห้องแล็บ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และปีที่ 3 จะเริ่มทำการตลาด ส่วนปีที่ 4 จะเริ่มดำเนินการผลิต

โดยเมดีซได้วางโรดแมปในการบุกตลาดต่างประเทศไว้ดังนี้ ปี 2569 ขยายแฟรนไชส์ในประเทศมองโกเลีย ซึ่งได้มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว, ปี 2570 ขยายไปยังอินโดนีเซีย, ปี 2571 เข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ปี 2572 ขยายตลาดสู่มาเลเซีย และปี 2573 ขยายไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย พร้อมตั้งเป้าขยายสัญญาเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1 ประเทศ เพื่อสร้างเครือข่าย Health Ecosystem ในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

ในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์นั้น นพ. วีรพล เผยว่า เมดีซได้ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์กับองค์การเภสัชกรรม (GPO) และบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสำหรับประกอบธุรกิจผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ (Culture Media) ภายในประเทศไทย โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเมดีซ และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2569

p12-daily-medeze-02.jpg

การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทางการแพทย์จากต่างประเทศ  และเพื่อสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ไทย และรองรับการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ATMPs, Biobank, การวิจัยทางคลินิก และห้องปฏิบัติการมาตรฐาน GMP ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาพ เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยรวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตด้าน ATMPs ในอนาคต

นอกจากนี้ เมดีซยังมีแผนลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติภายในห้องปฏิบัติการ ควบคู่กับการยกระดับห้องปฏิบัติการทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และรองรับการขยายตัวของธุรกิจอีกด้วย

ทั้งนี้ นพ. วีรพล เผยต่อว่า รายได้ของเมดีซ กรุ๊ป จะมาจาก 1. รายได้จาก Biobank ซึ่งเป็นรายได้จากการจัดเก็บ บริการรับฝาก และเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด 2. รายได้จากแฟรนไชส์ เป็นรายได้จากค่าบริการให้คำปรึกษาในการออกแบบและวางระบบ Biobank โดยคิดเป็นร้อยละ 2.5 ล้านดอลลาร์ต่อสถานที่ รวมถึงรายได้จากค่าสิทธิ์ในการใช้แบรนด์สินค้าตรา “MEDEZE” คิดเป็นร้อยละ 1 ของมูลค่าแบรนด์ต่อประเทศต่อการบริการ และยังมีรายได้จากค่าสิทธิบัตร (Patent Fee) ซึ่งเก็บจากตัวแทนที่มีการสร้างห้องปฏิบัติการ Biobank คิดเป็นร้อยละ 5 ของรายได้ค่าบริการ

3. รายได้จากผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ที่จำหน่ายให้โรงพยาบาลและคลินิก 4. รายได้จากน้ำยาเลี้ยงเซลล์ โดยเป็นรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์โดยตรงที่จำหน่ายให้ห้องปฏิบัติการและสถาบันวิจัย รวมถึงรายได้จากน้ำยาเลี้ยงเซลล์ที่จำหน่ายให้แฟรนไชส์

ในขณะเดียวกัน เมดีซยังวางแผนในการขยายธุรกิจระยะยาวในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) เพื่อรองรับการรักษา ฟื้นฟู และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในกลุ่มโรคเสื่อมและสังคมผู้สูงวัย, การขยายระบบนิเวศ Health Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาล คลินิก สถาบันวิจัย และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนั่นจะทำให้เมดีซขึ้นแท่นผู้เล่นคนสำคัญในตลาดการเก็บรักษาและบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิดของไทย และทำให้รายได้ของทั้งกรุ๊ปเข้าสู่หลักพันล้านบาทในที่สุด.