สงครามเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2569 เริ่มต้นระอุอีกครั้ง เมื่อแต่ละแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์ขึ้นมาเพื่อช่วงชิงตลาด ทั้งโตชิบาที่ตั้งเป้าโตแรงและขึ้นเป็นเบอร์ 1 ทั้งในไทยและระดับอาเซียนด้วยพอร์ตโฟลิโอของผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ด้านไมเดียยักษ์ใหญ่จากจีนก็เดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ เจาะกลุ่มคนเมืองด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮมพร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ ในขณะที่แอลจีตอบโต้ด้วยกลยุทธ์ด้าน AI และเสริมแกร่งด้วยการบุกตลาด B2B
โดยภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของประเทศไทยปี 2568 (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน) ซึ่งรวมสินค้ากลุ่มตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดเล็ก (ไม่รวมทีวี) มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ประมาณ 7.1% โดยมีผลกระทบส่วนใหญ่จากยอดจำหน่ายของเครื่องปรับอากาศซึ่งไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากจากสภาพอากาศไม่ร้อนนานเท่าที่ควร ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง สำหรับปี 2569 แต่ละแบรนด์จึงต่างงัดกลยุทธ์ขึ้นมาสู้ศึก เพื่อรักษาอัตราการเติบโตในสภาวะกำลังซื้ออ่อนตัว และเพื่อชิงความเป็นเจ้าตลาด

โตชิบาสู้ด้วยไลน์อัปของผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าเก็บทุกหย่อมหญ้า
ประเดิมกันที่ ‘โตชิบา’ ที่มีสโลแกนติดหูอย่าง “โตชิบานำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” และมีคำว่า ‘Japan Quality’ เป็นตัวการันตีคุณภาพ ในปีที่ผ่านมาแม้ว่าต้องเผชิญกับความท้าทายแต่โตชิบากลับโตแบบสวนกระแส โดยได้มือดีอย่าง ‘เสาวณีย์ สิราริยกุล’ มาเสริมทัพ
“ต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมา เราเจอความท้าทายอย่างมากทั้งเรื่องของตลาด ดีมานด์ ปัจจัยภายนอก สภาพอากาศ จะเห็นว่าปีที่แล้วเราไม่มีหน้าร้อน กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ที่ไม่โตและติดลบนิดหน่อย เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านติดลบ 7-8% แต่โตชิบาเราไม่ย่อท้อ เรามองเห็นถึงโอกาส สู้และปรับตัว ใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ทำให้ปีที่ผ่านมาโตชิบาสามารถสร้างการเติบโตโดดเด่นเหนืออุตสาหกรรมถึง 22% ตู้เย็นที่โตชิบาเคยอยู่อันดับ 2 แต่ปี 2568 เราก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 1 เช่นเดียวกับไมโครเวฟที่เราเขยิบขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 เช่นกัน” เสาวณีย์ สิราริยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าว พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
สิ่งที่ทำให้โตชิบาเติบโตถึง 22% เกิดจากการที่ผู้บริโภคตอบรับสินค้าโตชิบาในกลุ่มที่พรีเมียมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตู้เย็นมัลติดอร์ ซึ่งมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 60% เครื่องซักผ้าฝาหน้าเพิ่มขึ้น 61% หม้อหุงข้าว เพิ่มขึ้น 11% ไมโครเวฟ เพิ่มขึ้น 17% พัดลม เพิ่มขึ้น 166% และเครื่องทำน้ำอุ่น เพิ่มขึ้น 60% เรียกได้ว่าเก็บทุกเซกเมนต์ นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่โตชิบาสามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 2.4 ล้านเครื่องต่อปี นอกจากยอดขายที่เติบโตถึง 22% แล้ว โตชิบายังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% ซึ่งสูงกว่าตลาดมาก
สำหรับปี 2569 โตชิบา ไทยแลนด์ ตั้งเป้าขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและเพิ่มสัดส่วนการตลาดมากขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตขึ้นกว่า 30% และก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนภายใน 3 ปี โดยมีแผนขยายทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะเติบโตทั้งในเชิงกว้าง (เพิ่มกลุ่มประเภทสินค้า) และเชิงลึก (ขยายไลน์อัปในกลุ่มสินค้าเดิม) โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ดีไซน์ ขนาด และความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย รวมถึงเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า เพิ่มพนักงานขายหน้าร้านค้า รวมไปถึงการปรับโฉมหน้าร้านค้าใหม่ให้ดูทันสมัย เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
โดยมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 60 รุ่น ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักคือกลุ่มตู้เย็น ตั้งเป้าเติบโต 25% สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องซักผ้าตั้งเป้าเติบโต 30% โดยเน้นที่เครื่องซักผ้าและอบผ้าฝาหน้าซีรีส์ใหม่ที่มาด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องครัว ตั้งเป้าโตกว่า 30% โดยไฮไลต์ที่สินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และหม้อทอดไร้น้ำมัน ด้านผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน ตั้งเป้าโต 30% โดยสินค้าไฮไลต์ได้แก่ พัดลม ที่ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัว
ด้านกลยุทธ์การตลาดทุ่มงบสูงถึง 12.5% เพื่อขยายฐานผู้ลูกค้ากลุ่มเดิมสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยแคมเปญ #GoodforBetterLife ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากกว่าเทคโนโลยีที่เกินจำเป็น โดยเน้นหนักที่สื่อบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงในออฟฟิศกว่า 5,000 สกรีน พร้อมทั้งสื่อทางดิจิทัล โซเชียลมาร์เกตติ้ง และเสริมทัพด้วย KOLs เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าถึงผลิตภัณฑ์โตชิบามากยิ่งขึ้น
“เราตั้งใจสร้างแบรนด์ให้เด็กลง เจาะกลุ่มตลาดพรีเมียมมากขึ้น และเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริการ โดยเพิ่มบริการหลังการขายที่บ้านสำหรับสินค้ากลุ่มพรีเมียม การการันตีงานซ่อมภายใน 24 ชั่วโมง การเพิ่มช่องทางในการติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ เราตั้งใจเก็บทุกหย่อมหญ้า และจะก้าวเข้าสู่ความเป็นที่ 1” เสาวณีย์ทิ้งท้าย

Midea จากกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง สู่การปรับภาพลักษณ์แบรนด์
ด้านยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนอย่าง ‘Midea’ (ไมเดีย) ที่เข้ามาทำการตลาดในเมืองไทยกว่า 10 ปี แต่เพิ่งมาทำการตลาดจริงจังและสร้างแบรนด์เมื่อ 2-3 ปีให้หลังมานี้เอง โดยปีที่ผ่านมาไมเดียบุกตลาดด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ดึงนักมวยไทยชื่อดังอย่าง ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ มาเป็นพรีเซนเตอร์ เน้นเจาะตลาดต่างจังหวัด โดยมีเครื่องปรับอากาศเป็นสินค้าเรือธง ซึ่งสามารถตอบโจทย์และสร้างการรับรู้ในแบรนด์ได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับปี 2569 ไมเดียจะยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยทุ่มงบลงทุนด้านการตลาดและการขายกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากเดิมที่ทำการตลาดโดยเน้นเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก แต่ปีนี้ไมเดียจะเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮมและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้นกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งเครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์กลุ่ม AI Smart Master เช่น ตู้เย็นและตู้แช่ เครื่องซักผ้า เตาทำอาหารและเตาไมโครเวฟ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องดูดควัน เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก และที่สำคัญคือการเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ ‘อิ้งค์ – วรันธร เปานิล’ ซึ่งสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย

“ในปีนี้ไมเดียเดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เติบโตพร้อมเทคโนโลยี ซึ่งเริ่มมีบทบาทในการตัดสินใจและมีกำลังซื้ออย่างกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ด้วยการสร้างการรับรู้ของแบรนด์แก่คนรุ่นใหม่ โดยสื่อสารผ่าน ‘อิ้งค์ – วรันธร’ พรีเซนเตอร์คนล่าสุด” ธนวัฒน์ วงศ์ชาญวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ไมเดีย ประเทศไทย กล่าว
นอกจากนั้น ไมเดียยังมีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะในกลุ่มโมเดิร์นเทรด ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ขยายช่องทางการจำหน่ายเข้าไปในเครือบริษัท CP Axtra อย่างแม็คโครและโลตัส 187 สาขาทั่วไทย ปีนี้มีแผนจับมือพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มและขยายช่องทางการจำหน่ายกับโมเดิร์นเทรดรายใหญ่อีกหลายราย และเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีการพัฒนาสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับช่องทางอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ รวมถึงเพิ่มสาขา Midea Pro Shop หรือศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของไมเดียจากเดิมที่มีอยู่ 29 แห่ง ให้ครบ 130 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้
ที่ผ่านมาสัดส่วนยอดขายของไมเดียนั้น 70% มาจากต่างจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่ที่ 30% หลังจากปรับภาพลักษณ์แบรนด์แล้วคาดว่าสัดส่วนยอดขายของกรุงเทพฯ จะขยับมาอยู่ที่ 40% โดยวางเป้าการเติบโตของปี 2569 ที่ 60% จากปี 2568 จากยอดขาย 2,100 ล้านบาทในปี 2568 สู่ยอดขาย 3,500 ล้านบาทในปี 2569

แอลจี สู้ศึกด้วย AI in Action และบุกตลาด B2B
ด้านแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติเกาหลีอย่าง ‘แอลจี’ นั้น ในปี 2568 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ 37 ของแอลจีในประเทศไทย บริษัทมีผลประกอบการเติบโตขึ้นกว่า 7% สำหรับปี 2569 บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะเน้นการขยายสู่ธุรกิจ B2B เสริมความแกร่งของช่องทางการขายออนไลน์ และผลักดันบริการ Subscription อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านกลยุทธ์ ‘Dual Transformation’ ที่ประกอบด้วย 2 มิติสำคัญ ได้แก่
1. การปรับโมเดลธุรกิจโดยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ B2B และ D2C ขึ้นเป็น 35% และสร้างความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจแบบ B2C ผ่านช่องทางขายทั้งโมเดิร์นเทรดและดีลเลอร์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัท
สำหรับตลาด B2B เน้นเจาะตลาดด้วยเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และกลุ่มจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเป้าหมายสัดส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 15% โดยมีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันยังเร่งขยายธุรกิจ D2C ซึ่งมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% ผ่านการพัฒนาบริการ LG Subscribe อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้บริการดังกล่าวเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 25% ในปี 2569 นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายช่องทาง Online Brand Shop (OBS) ทั้งบน LG.com และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งตั้งเป้าอัตราการเติบโตไว้ที่ 20% ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ควบคู่กับบริการที่เชื่อถือได้
2. การปฏิรูปผลิตภัณฑ์ด้วย ‘AI in Action’ ก้าวข้ามบทบาทของ AI ที่เป็นเพียงผู้ช่วยคิด ไปสู่การเป็นผู้ลงมือทำที่สามารถปฏิบัติงานได้จริง ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับนวัตกรรมหลักของแอลจีในผลิตภัณฑ์กลุ่มต่างๆ ทั้ง AI Core-Tech, AI Feature และ ThinQ AI แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์อัจฉริยะของแอลจีในการเชื่อมต่อและบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ
ทั้งนี้ แอลจีตั้งเป้าการเติบโตของปี 2569 อยู่ที่ 18,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10%
จากความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าปีนี้สมรภูมิเครื่องใช้ไฟฟ้าน่าจับตาไม่น้อยเลยทีเดียว.