28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เดินหน้ากลยุทธ์ Must Win ทุ่ม 2 พันล้านบาท เสริมแกร่งพอร์ตฯ เครื่องดื่ม

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เดินหน้ากลยุทธ์ Must Win ทุ่ม 2 พันล้านบาท เสริมแกร่งพอร์ตฯ เครื่องดื่ม

p12-daily-suntory-01.jpg

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด มีเป้าหมายสูงสุดในการเป็น “บริษัทเครื่องดื่มที่ผู้บริโภครักมากที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง” (The Most Beloved Beverage Company in Thailand with True Gemba Centricity) โดยมีการกำหนดกลยุทธ์ “Must Win” เพื่อเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในสนามของธุรกิจเครื่องดื่ม

กลยุทธ์ Must Win ที่ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคกำหนดขึ้นมานั้น ถือเป็นกรอบกลยุทธ์เชิงรุกที่ครอบคลุมทั้งตัวผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภค และองค์กร โดยประกอบด้วย 1. เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลัก โดยการส่งผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ออกสู่ตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาล 2. สร้างการเติบโตผ่านการขยายกลุ่มนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 3. สร้างความสำเร็จร่วมกับคู่ค้า (Win With Customers) ขยายฐานคู่ค้าทั่วประเทศ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละช่องทางการจำหน่าย 4. ส่งเสริมการเติบโตระยะยาวด้วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมุ่งสู่ความยั่งยืน (Insulated Long Term) และ 5. พัฒนาองค์กรด้วยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและสร้างคน

ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ภายหลังการควบรวมบริษัท “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ได้เดินหน้ากลยุทธ์ Must Win มาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยปัจจุบัน ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) มีพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มในเครือครอบคลุมทั้งน้ำอัดลม เครื่องดื่มเกลือแร่ เครื่องดื่มให้พลังงาน น้ำดื่ม ชาและกาแฟพร้อมดื่ม ประกอบด้วยแบรนด์ เป๊ปซี่, มิรินด้า, เซเว่นอัพ, ลิปตัน, เกเตอเรด, ทีพลัส, บอส คอฟฟี่, อควาฟีน่า และน้องใหม่อย่าง สติงค์

ล่าสุด ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค อาศัยช่วงตลาดชาและกาแฟพร้อมดื่มเติบโต ต่อยอดกลยุทธ์ Must Win เดินเกมรุกด้วยการเพิ่ม 2 สายการผลิตใหม่ ณ โรงงานจังหวัดสระบุรี ภายใต้เงินลงทุนครั้งใหญ่กว่า 2,000 ล้านบาท

ซึ่งการก่อสร้างส่วนต่อขยายโรงงานสระบุรีในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในการเสริมความพร้อมด้านการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้สอดรับกับการเติบโตระยะยาวของตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการเติบโต 3% ภายใน 3 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังเป็นการเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่หลากหลาย (Portfolio Transformation) ในอนาคต

ภายใต้การลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทนั้น ประกอบไปด้วยการติดตั้งสายการผลิตใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงจำนวน 2 สาย ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ชาและกาแฟพร้อมดื่ม ได้แก่ ทีพลัส และบอส คอฟฟี่ ซึ่งได้ย้ายฐานการผลิตมาผลิตเองที่โรงงานสระบุรี (In-house production) จากเดิมที่เป็นการผลิตแบบ OEM ควบคู่ไปกับการเพิ่มกำลังการผลิตของเป๊ปซี่ในขนาดบรรจุใหญ่ และผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมอื่นๆ เพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ๆ

p12-daily-suntory-02.jpg

มาทิแอส วอลลิน รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายซัปพลายเชน บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) มีโรงงานผลิตจำนวนทั้งสิ้น 2 แห่ง คือที่จังหวัดระยอง และจังหวัดสระบุรี มีกำลังการผลิตรวมสูงสุดประมาณ 2 พันล้านลิตรต่อปี

สำหรับโรงงานสระบุรีเริ่มดำเนินกิจการในปี 2559 และปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของการดำเนินงาน ตัวโรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 102 ไร่ มีกำลังการผลิตประมาณ 800 ล้านลิตรต่อปี โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของซันโทรี่ทั่วโลก การลงทุนในครั้งนี้เป็นการขยายโรงงานครั้งที่ 2 นับจากการก่อตั้งโรงงานสระบุรี โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 และแล้วเสร็จตามแผน

“การขยาย 2 สายการผลิตใหม่ที่โรงงานสระบุรี ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งของระบบซัปพลายเชนในระยะยาว มีการนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเข้ามาใช้ โดย 2 สายการผลิตใหม่นี้มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,500 ขวดต่อนาที ส่งผลให้โรงงานสระบุรีมีขีดความสามารถในการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 800 ล้านลิตรต่อปี”

ในขณะที่ นายจูนิชิโร ทาคาตะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์ซันโทรี่ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ทีพลัส (TEA+) เติบโตสะสมประมาณ 18% ในขณะที่ บอส คอฟฟี่ (BOSS Coffee) กาแฟพร้อมดื่มขายดีอันดับ 1 ในญี่ปุ่น เติบโตสะสมประมาณ 48% ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการผลักดันการเติบโตของสินค้าเซกเมนต์นี้มากยิ่งขึ้น จากที่เคยผลิตแบบ OEM มาสู่กลยุทธ์การผลิตสินค้าเอง (In-house production) ที่โรงงานสระบุรี

การขยายสายการผลิตเพื่อผลิตชาและกาแฟพร้อมดื่มที่โรงงานสระบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงทำให้โรงงานแห่งนี้พร้อมสำหรับการรองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต การผลิตสินค้าเองยังทำให้เราสามารถควบคุมคุณภาพได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับพนักงาน”

โดยสายการผลิตที่ 5 และ 6 ของโรงงานสระบุรี ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ มีการนำเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นรูปขวด PET การผสมเครื่องดื่ม การบรรจุขวด ปิดฝา ติดฉลาก ไปจนถึงกระบวนการบรรจุและจัดเรียงผลิตภัณฑ์ปลายสายการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขนส่ง

สำหรับสายการผลิตที่ 5 จะรองรับผลิตภัณฑ์ชาและกาแฟพร้อมดื่ม มีการนำเทคโนโลยีระบบปิดและกระบวนการฆ่าเชื้อแบบปลอดเชื้อ (Aseptic) มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การสกัดใบชาและเมล็ดกาแฟคั่วบดด้วยกระบวนการสกัดแบบชงร้อนและล็อกเย็น เพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่น และรสชาติของเครื่องดื่มให้ใกล้เคียงกับการชงสดมากที่สุด โดยสายการผลิตใหม่เริ่มมีการเดินเครื่องผลิตชาแบรนด์ทีพลัสที่มีการปรับสูตรเปลี่ยนโฉมใหม่เมื่อเดือนมกราคม 2569 และออกสู่ตลาดในเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่ บอส คอฟฟี่ เริ่มผลิตในเดือนกุมภาพันธ์และจะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม ซึ่งมีการปรับโฉมให้ทันสมัยและปรับสูตรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในตัวบอส คอฟฟี่ แบล็ค ส่วนสายการผลิตที่ 6 จะเน้นการผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมไซซ์ใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 สายการผลิตยังมีความยืดหยุ่นสามารถผลิตได้หลากหลายและรวดเร็ว

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) ถึงกล้าลงทุนครั้งใหญ่ถึง 2,000 ล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่หลายธุรกิจชะลอการลงทุน

ซึ่ง มาทิแอส วอลลิน ได้ตอบข้อสงสัยนี้ไว้ว่า “เราไม่ได้มองการลงทุนในไทยแค่ระยะสั้น แต่มองระยะยาว ตลาดไทยมีแนวโน้มที่ดีและมีศักยภาพในการเติบโต การลงทุนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้เรามีโอกาสได้พักหายใจเพื่อรอการทะยานขึ้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว”.