28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เปิดบ้านแมวนักชิม i-Cattery อาวุธลับของกลุ่มไทยยูเนี่ยน

เปิดบ้านแมวนักชิม i-Cattery อาวุธลับของกลุ่มไทยยูเนี่ยน

p20-21-weekly-iCattery-01.jpg

กลุ่มไทยยูเนี่ยนถือเป็นผู้เล่นระดับโลกในธุรกิจอาหารทะเล ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ที่ส่งออกไปทั่วโลก ส่วนในไทยมีแบรนด์ดังอย่าง ‘ซีเล็ค ทูน่า’ ในการทำการตลาด นอกจากนั้น ยังมีการขยายพอร์ตโฟลิโอไปยังสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง รวมถึงกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง

ปี 2567 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 โดยเน้นเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก สร้างคลื่นลูกใหม่ของการเติบโต และเปิดน่านน้ำใหม่ ผ่านกลยุทธ์ Transformation Program 2 โปรเจกต์ ได้แก่ โปรเจกต์โซนาร์ (Sonar) ที่มุ่งสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตของทั้งกลุ่มบริษัท และโปรเจกต์เทลวินด์ (Tailwind) ที่มุ่งเร่งการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 นี้ ไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าเพิ่มยอดขายสุทธิเป็น 2.45 แสนล้านบาทภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจาก 1.36 แสนล้านบาทในปี 2567

สำหรับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงนั้น กลุ่มไทยยูเนี่ยนมีบริษัทในเครืออย่าง บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) – ITC หรือ i-Tail เป็นทัพหน้า ในฐานะผู้ผลิตอาหารและขนมสัตว์เลี้ยง โดยได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 หลังสั่งสมประสบการณ์ด้านการผลิตมายาวนานกว่า 40 ปี โดยมีแนวคิด ‘Pet Centric’ หรือการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความสุข และอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ

ธุรกิจหลักของ ไอ-เทล คือการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบ OEM ให้กับแบรนด์ทั่วโลก ซึ่งคิดเป็น 98% ของพอร์ตฯ ส่วนอีก 2% เป็นการจำหน่ายภายในประเทศผ่านแบรนด์ของตัวเองอย่าง Bellotta, Marvo, ChangeTer, Calico Bay และ Paramount โดยเชี่ยวชาญการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (wet pet food) สำหรับสุนัขและแมว และโดดเด่นในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนกลุ่มลูกค้าของ ไอ-เทล มีทั้งค้าปลีกเจ้าใหญ่และแบรนด์ชั้นนำ โดยตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงยุโรป เอเชียและโอเชียเนีย

ในส่วนของยอดขาย 9 เดือนแรกของปี 2568 ไอ-เทล สามารถกวาดยอดขายไปได้ราวๆ 13,433 ล้านบาท แบ่งเป็นอาหารแมว 68% อาหารสุนัข 17% และขนมสัตว์เลี้ยง 15% ด้านสัดส่วนยอดขายแบ่งเป็นอเมริกา 57% เอเชียและโอเชียเนีย 29% โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ญี่ปุ่นและไต้หวันที่สร้างยอดขายเกินครึ่งในเอเชียและโอเชียเนีย และยอดขายอีก 14% มาจากฝั่งยุโรป

p20-21-weekly-iCattery-02.jpg

i-Cattery บ้านแมวนักชิม

ปัจจุบัน ไอ-เทล มีสำนักงานอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์, จีน, ญี่ปุ่น และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศไทย โดยมีโรงงานผลิต 2 แห่ง คือที่จังหวัดสงขลาและสมุทรสาคร ที่สำคัญ ไอ-เทล ยังมี ‘ศูนย์วิจัยอาหารแมว i-Cattery’ หรือ ‘บ้านแมวนักชิม’ ที่เป็นดั่งอาวุธลับในการสร้างความได้เปรียบในสมรภูมิธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงให้กับไอ-เทล อีกด้วย

i-Cattery ก่อตั้งขึ้นในปี 2566 โดยตั้งอยู่ในบริเวณคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นทั้งศูนย์นวัตกรรมและแล็บทดลอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสูตรอาหารแมวของไอ-เทล ให้มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์สุขภาพ และพฤติกรรมการกินของแมว และที่สำคัญคือเพื่อลดเวลานำผลิตภัณฑ์จากไอเดียสู่ตลาด และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ

สัตวแพทย์หญิงศรีสุภา พงศ์ศรีวัฒน์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “การพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงนอกจากคุณภาพและโภชนาการแล้ว ไอ-เทล ยังให้ความสำคัญกับรสชาติและหน้าตาของอาหารที่ต้องน่ากิน ถูกใจสัตว์เลี้ยง แต่เดิมทางไอ-เทล ต้องส่งตัวอย่างอาหารสัตว์เลี้ยงที่พัฒนาแล้วไปทดสอบที่ต่างประเทศอย่างอเมริกา ซึ่งใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงมานั่งคิดว่า ในบ้านเราเองก็มีนักวิจัยที่เก่งระดับโลก และมหาวิทยาลัยมหิดลเองก็เป็นอันดับหนึ่งในด้านการวิจัย อีกทั้งทำเลที่ตั้งยังอยู่ไม่ไกลจากโรงงานของเราที่สมุทรสาครทำให้การส่งตัวอย่างมาทดสอบและปรับปรุงพัฒนาเป็นไปได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน เราจึงตัดสินใจมาตั้งศูนย์วิจัย i-Cattery ที่มหิดล”

p20-21-weekly-iCattery-03.jpg

สำหรับ i-Cattery เป็นศูนย์วิจัยที่เน้นศึกษาใน 3 ด้านหลัก คือ โภชนาการอาหารสัตว์เลี้ยง (Nutrition), การยอมรับอาหาร (Food Acceptance) และความน่ากินของอาหาร (Palatability) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสูตรอาหารแมวของ ไอ-เทล ผ่าน ‘แมวนักชิม’ (Cat Foodie Crew)’ มากกว่า 50 ตัว จากหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไทย, โคราช, วิเชียรมาศ, บริติชชอร์ตแฮร์, อเมริกันชอร์ตแฮร์, สก๊อตติชโฟลด์ และเปอร์เซีย ซึ่งกระบวนการกว่าจะได้แมวนักชิมเข้ามาใน i-Cattery นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการคัดสรรและทดสอบอย่างละเอียดกว่าจะมาเป็น ‘แมวนักชิม’ แห่งบ้าน i-Cattery ได้

โดยแมวนักชิมจะเป็นผู้ทดสอบความน่ากินของอาหาร (Palatability) ผ่านการทำ Single-Bowl Test และ Two-Bowl Test เพื่อศึกษารสชาติ กลิ่น และสัมผัสที่แมวชื่นชอบมากที่สุด รวมถึงมีการทำ Health Tracking อย่างเป็นระบบ มีการบันทึกข้อมูลสุขภาพรายวัน เช่น ปริมาณการกิน การขับถ่าย และพฤติกรรม เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงสูตรอาหารให้เหมาะสมกับสุขภาพและอายุที่ยืนยาวของแมว โดยในแต่ละวันโปรแกรมที่ i-Cattery วางไว้สำหรับเหล่าน้องแมวนักชิมจะมีทั้งช่วงเวลาให้แมวได้เล่นกับเพื่อนๆ เวลาพักผ่อน และเวลาเทสต์อาหาร โดยคำนึงถึงธรรมชาติของแมวเป็นหลัก

นอกจากนั้น ภายใน i-Cattery ยังมีระบบควบคุมอาคารเทียบเท่ามาตรฐานโรงพยาบาล มีแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง, ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตลอด 24 ชม. และมีการควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานโดยสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์วิจัยฯ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสนามแมวเล่น (Cat Playground) ที่ถูกออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวาง มีของเล่น มีการบริหารจัดการที่เน้นความสุขของแมวเป็นหลัก ไม่มีการบังคับหรือทำให้แมวเกิดความเครียด ตามหลักการ Zero-Stress Environment

p20-21-weekly-iCattery-04.jpg

ที่น่าสนใจคือ i-Cattery แห่งนี้ ช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของไอ-เทล ทำได้เร็วขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับการส่งทดสอบในต่างประเทศ และทำให้ไอ-เทล เป็นบริษัทเอกชนรายแรกในไทย และผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายเดียวของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Assessment and Accreditation of Laboratory Animal Care หรือ AAALAC International ระดับสูงสุด

ล่าสุด ไอ-เทล อาศัยความแข็งแกร่งของ i-Cattery ประกาศเดินหน้าสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของโลก ด้วยกลยุทธ์นวัตกรรม หรือ ‘Innovation Strategy 2026’ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Collaboration, Longevity และ Palatability

ภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2569 เราเห็นกระแสการเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารและขนมสัตว์เลี้ยง ผู้บริโภคจำนวนมากมองหาผลิตภัณฑ์ที่มอบประโยชน์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน วัดผลได้จริง และเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไอ-เทลมองว่านวัตกรรมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นวัตกรรมของเราให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ (science-led nutrition) เพื่อช่วยส่งเสริมสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว พร้อมทั้งออกแบบให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และมอบความสุขให้กับสัตว์เลี้ยง”

p20-21-weekly-iCattery-05.jpg

โดย 3 เสาหลักของกลยุทธ์นวัตกรรมไอ-เทล ประกอบด้วย 1. Collaboration การผลักดันนวัตกรรมผ่านความร่วมมือ ซึ่งไอ-เทล มีการทำงานร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาคอนเซ็ปต์สินค้าต้นแบบ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่บูรณาการข้อมูลเชิงลึกของตลาดเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัท และยังได้รับการสนับสนุนจากอีโคซิสเต็มนวัตกรรมของไอ-เทลและกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน อย่างศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ศูนย์นวัตกรรม Global PetCare Innovation Center และศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Center ในการพัฒนา ทดสอบ และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

2. Longevity การยกระดับโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ความคาดหวังของเจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงเปลี่ยนจากการเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐานด้านโภชนาการ สู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยงในระยะยาว ไอ-เทล จะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน (Functional Food) โดยตั้งเป้าขยายนวัตกรรมให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Supplement) โภชนบำบัด (Nutraceuticals) และ Personalized Diets ภายในปี 2573

3. Palatability นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยหลักวิทยาศาสตร์ พร้อมความอร่อยที่พิสูจน์ได้ ภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ย้ำว่า ที่ไอ-เทล โภชนาการตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องมาควบคู่กับความอร่อยเสมอ โดยมีการกำหนดให้ ‘ความน่ากิน’ (Palatability) เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ซึ่งการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ช่วยให้ ไอ-เทล สามารถทดสอบผลิตภัณฑ์จริงผ่านการทำงานร่วมกับบรรดา ‘แมวนักชิม’ เพื่อถอดรหัสข้อมูลเชิงลึกและทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยง จนมั่นใจว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจาก i-Cattery จะเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งกระบวนการคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น 3 เท่า โดยระหว่างปี 2566-2568 i-Cattery ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กว่า 795 รายการให้กับแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์

p20-21-weekly-iCattery-06.jpg

ทั้งนี้ ไอ-เทล ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 15% ของรายได้รวมในปี 2569 นับเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คิดเป็น 11% ของมูลค่ายอดขายสุทธิของบริษัท โดยในช่วงปี 2567-2568 ไอ-เทลเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ไปแล้วรวมกว่า 548 รายการ และหลังจากนี้จะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเข้าไปทำการตลาดในเซกเมนต์ที่ยังไม่เคยเข้าไป และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อทำให้กลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้.