28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เปิดฉากใหม่เศรษฐกิจโลก เมื่อ AI ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนหลัก

เปิดฉากใหม่เศรษฐกิจโลก เมื่อ AI ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนหลัก

p12-daily-UOB-01.jpg

“เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’ มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก ขณะที่เศรษฐกิจประเทศไทย พลังขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากภาคบริการ ส่วนภาคการผลิตต้องเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่อุตสาหกรรมใหม่” นี่คือภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่ธนาคารระดับโลกอย่าง ยูโอบี (UOB) ประเมินเอาไว้

นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยภาพรวมเศรษฐกิจไว้อย่างน่าสนใจว่า ปี 2568 เราได้เห็น ‘การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง’ ใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1. การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ ‘วันปลดปล่อย’ (Liberation Day) หรือวันที่ทำเนียบขาวจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกในระดับสูงประมาณ 20% ขึ้นไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งถือเป็นวันที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ให้กับการค้าโลก 2. เห็นการเกินดุลการค้าของจีนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 3. การปรับขึ้นของราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดไปถึง 50 ครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา

สำหรับปี 2569 ยูโอบีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในทิศทางที่น่าสดใส โดยจะเติบโตได้กว่า 3% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจาก 2 ประเทศเศรษฐกิจหลัก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน

ทางฝั่งสหรัฐอเมริกา ยูโอบีมองว่าเศรษฐกิจอเมริกายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยจะมีการเติบโตอยู่ที่ 1.7% ซึ่งปัจจัยการเติบโตมาจากการหั่นภาษีจากโครงการ One Big Beautiful Bill ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการลดกฎระเบียบต่างๆ ที่เคยสร้างความท้าทายในการดำเนินธุรกิจลง

โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก คาดว่าหลังจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคของสหรัฐอเมริกา จะมุ่งตรงไปที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงเป็นหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ ‘K-shaped’ ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น

p12-daily-UOB-02.jpg

ในขณะเดียวกัน AI ก็กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ ทำให้การลงทุนเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่ ถึงแม้อเมริกาจะยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ แต่การสนับสนุนเชิงนโยบายของจีนในอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนไหลมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้นเช่นกัน

ในส่วนของประเทศจีน ยูโอบีคาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนจะโตได้ถึง 4.7% แม้จะมีความท้าทายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ก็ตาม ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ รวมถึงการผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีทั้ง AI และยานยนต์ไฟฟ้า จะเป็น 2 ปัจจัยขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจจีน และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนระดับโลก ด้วยบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีนในดัชนี CSI 300 ก็มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 11 ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

กลับมาโฟกัสที่ประเทศไทย ยูโอบีมองว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตที่น้อยกว่าศักยภาพ โดยคาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้ที่ 1.8% ซึ่งศักยภาพในการเติบโตในมุมของยูโอบีมองว่าน่าจะโตได้ถึง 2.7% นั่นแปลว่า เรากำลังโตต่ำกว่าศักยภาพอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อตามที่ยูโอบีคาดไว้จะติดลบอยู่ที่ -0.3% ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้กรอบเอาไว้ แน่นอนว่าเงินเฟ้อที่ต่ำมาเจอกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำเช่นกัน นั่นย่อมเป็นภาพที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเศรษฐกิจไทย

UOB-5-Copy.jpg

“เงินเฟ้อต่ำ การเติบโตต่ำ เป็นมิติที่ไม่ค่อยดีนักทางเศรษฐกิจ เพราะนั่นแปลว่าคนไม่บริโภค หยุดบริโภค หรือเลื่อนการบริโภคออกไป ทำให้บรรดาร้านค้า คนขายของต้องลดราคา พอลดราคาแล้วเกิดอะไรขึ้น กำไรก็ลดลง ส่งผลให้บริษัทไม่ลงทุน ไม่จ้างงาน เศรษฐกิจก็ไม่โต กลายเป็นวงจรเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก”

ส่วนเครื่องจักรที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นั้น ยูโอบีมองว่ายังคงมาจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการผลิตต้องเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ ‘อุตสาหกรรมใหม่’ หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

ด้านการส่งออกอาจชะลอตัวลงหลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า ความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด ภัยธรรมชาติ และปัจจัยทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงพยุงสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

ในแง่ของการลงทุนโลกในปี 2569 ยูโอบีระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในปี 2569 จะปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากผลประกอบการภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกจากนั้น อุตสาหกรรมต่างๆ ยังเริ่มนำ AI มาใช้จริงมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการทดลอง ทำให้ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลิตภาพ การลงทุน และการเติบโตของผลประกอบการ ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง

ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนของปีนี้ ยูโอบีแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบมากขึ้น ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายประเภทสินทรัพย์ เลือกลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและสร้างมูลค่าได้ชัดเจน พร้อมเสริมพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพและหุ้นปันผล เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

“ปีนี้ AI เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา เพราะ AI กลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น”

ทั้งนี้ เอเบล ลิม ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่ยูโอบีมองเห็นคือ ไทยมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอย่างภาคบริการกับภาคการท่องเที่ยว ถ้าได้รับแรงหนุนจากภาครัฐในแง่การผลักดันการท่องเที่ยวที่ไม่กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ขยายไปยังรอบนอกด้วย ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกสำหรับเศรษฐกิจไทย

โดยนโยบายที่อยากได้จากรัฐบาลชุดใหม่ คือการเพิ่มศักยภาพในการผลิตของไทย เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายใน ที่สำคัญถ้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น ดำเนินนโยบายได้อย่างชัดเจน และสามารถส่งผ่านนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่คาดไว้ที่ 1.8% อาจจะดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน.