หากย้อนเวลาไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน การพูดเรื่องความตาย วางแผนการตาย หรือความปรารถนาสุดท้ายของชีวิต คงเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าไม่เป็นมงคล แต่ไม่มีใครเคยหลีกหนีมันได้ การยอมรับ ทำความเข้าใจ และเตรียมพร้อม เนื้อหายากๆ เหล่านี้ ถูกเปลี่ยนให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนสามารถสัมผัส และเรียนรู้มันง่ายขึ้น
Death Fest 2026 งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมาย และวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด คำนิยามของงานนิทรรศการที่รวบรวมทุกโซลูชันเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม ที่ไม่ได้ถูกครอบและจำกัดความแค่ “ความตาย” ตามชื่องาน แต่ผนวกรวมการใช้ชีวิตให้ดี เพื่อให้สามารถรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ความชรา ความเจ็บป่วย กระทั่งถึงห้วงสุดท้ายของลมหายใจ
ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร The Cloud ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการ Death Fest 2026 เล่าถึงการทำเรื่องยาก เรื่องที่ใครก็ไม่อยากพูดคุยด้วย และพร้อมใจกันเบือนหน้าหนี เปลี่ยนเนื้อหาเกี่ยวกับความตาย ชีวิต ให้เป็นประสบการณ์ที่พร้อมนำเสนอแก่ผู้คน

“เราเป็นสื่อ มีหน้าที่เล่าเรื่อง แต่โลกยุคนี้ คนไม่ได้อ่านหนังสือ หรือดูคลิปวิดิโออย่างเดียว แต่คนต้องการประสบการณ์ การสื่อสารที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนเนื้อหาให้เป็นประสบการณ์ ยิ่งเรื่องที่มันยาก เรื่องที่คนต้องการหนีห่าง ถ้าเราสามารถเปลี่ยนให้เป็นประสบการณ์ที่น่าสัมผัสง่าย คนจะเข้าใกล้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของความตาย มองเผินๆ อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวทุกคน แต่ผมเชื่อว่า ถึงวันหนึ่ง ถึงวัยหนึ่ง เมื่อคนที่เรารักจากไปมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เราจึงอยากจะเล่าเรื่องนี้ เนื้อหาที่ดียังมีอยู่ แล้วสามารถแปลงเรื่องนี้ให้สามารถอยู่ในใจผู้คนได้”
Death Fest เป็นงานนิทรรศการที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ทรงกลดเล่าให้ฟังว่า ปีแรกของการจัดงานยากมาก แม้ว่างานนี้จะสร้างให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนในสังคม “สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือ ปีแรกที่เราเขียน proposal ขึ้นมา ภาพในหัวเราชัดมาก ก็คือว่า จะต้องเกิดประโยชน์กับคน และมัน mass เกี่ยวกับทุกคน เราก็ถือสิ่งนี้ไปคุยกับผู้สนับสนุน ทั้งภาครัฐ เอกชน และผมว่า 70% ไม่คุยด้วย เพราะ proposal ที่ชื่อ Death Fest บางส่วนให้เหตุผลว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา บางโรงพยาบาลให้คำตอบว่า “ไม่” เพราะหน้าที่ของ รพ. คือทำให้คนรอดตาย แต่งานของคุณคือ “ตายดี” แต่โรงพยาบาล คงไม่ใช่หรอก ปีที่แล้วคนปิดประตูใส่เราเยอะ

แต่ปีนี้ผู้สนับสนุนจำนวนมากมาดูงานเราปีที่แล้ว เกิดความเข้าใจ และอยากมีส่วนร่วม อยากเข้ามาทำอะไรในพื้นที่ของเราเยอะขึ้น ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า มีคนเข้าใจงานเราว่าไม่ได้พูดแค่เรื่องความตายเพียงอย่างเดียว” นี่เป็นความสำเร็จที่ทรงกลดมองในฐานะผู้จัดงาน
Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นความร่วมมือระหว่างพันธมิตร 3 ฝ่าย คือ Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรมการแพทย์, สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมือง ฟูกูโอกะ, ชีวามิตร,The Active Thai PBS และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ)
การพูดคุยเรื่องความตาย สำหรับบางคนแล้วอาจมองว่านี่เป็นหัวข้อสนทนาที่ไม่ต่างอะไรกับการแช่ง แม้ว่าความตายจะเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่ได้ แต่การพูดถึงความตายทั้งในแง่การเตรียมพร้อม ความปรารถนา การจัดการมรดก ที่ควรมีการทำความเข้าใจ และบอกกล่าวระหว่างคนในครอบครัวกลายเป็นเรื่องที่หลายคนละเลย ไม่ให้ความสำคัญ
วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death มองว่า การคุยเรื่องความตายล่วงหน้าไม่ใช่การแช่ง แต่คือการแสดงความรัก ลดภาระทางใจให้คนข้างหลังไม่ต้องแบกรับการตัดสินใจที่ยากลำบากในวินาทีวิกฤต และงาน Death Fest จะเป็นงานที่ผู้เข้าชมงานจะได้เปิดใจเรียนรู้ ทำความเข้าใจ รวมไปถึงการแนะนำกระบวนการคิด

“แนวคิด re-member ของงาน Death Fest 2026 เพราะเชื่อว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่มีผลกระทบวงกว้างกับทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงสังคมระดับประเทศ ดังนั้น หัวใจสำคัญของงานคือการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การคุยเรื่องความตายล่วงหน้าไม่ใช่การแช่ง แต่คือการแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันช่วยลด “ภาระใจ” ให้คนข้างหลังไม่ต้องแบกรับการตัดสินใจที่ยากลำบากในวินาทีวิกฤต และยังช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวมเมื่อเราเลือกวิถีการจากไปอย่างสงบตามความปรารถนาของตนเองได้จริง งานนี้จึงเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีครอบครัวใหญ่ อยู่เป็นคู่ หรือใช้ชีวิตเพียงลำพัง เพราะเราเชื่อว่าความเข้าใจและการดูแลใจกันจนถึงวินาทีสุดท้าย คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน”
อีกหนึ่งพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานอย่าง ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร อธิบายว่า Death Fest ปีนี้ ออกแบบเพื่อให้คนในครอบครัว สังคม ชุมชน สร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนบรรยากาศงานแฟร์ที่คุ้นเคย ให้กลายเป็นเส้นทางสำรวจความต้องการภายในจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง จึงตั้งใจออกแบบกิจกรรมภายในงานให้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่พร็อปถ่ายภาพสวยๆ ลงโซเชียลมีเดีย

“เช่น กิจกรรม Test Die & Funeral Design Center ที่ใช้โลงศพมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ เราไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องบรรจุศพ แต่ออกมาให้เป็นเครื่องมือสื่อสาร เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมในวาระสุดท้าย และการตระหนักถึงคุณค่าของลมหายใจที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ทุกรายละเอียดตั้งแต่วัสดุไปจนถึงการจัดวาง มีจุดประสงค์เพื่อให้คนได้หยุดคิด เรียนรู้ และตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตผ่านมุมมองที่เข้าถึงง่าย”
งาน Death Fest 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2569 ที่ อิมแพ็ก เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี งานที่สร้างการตระหนักรู้ ให้อะไรแก่สังคม น่าเสียดายที่จำนวนวันจัดงานสั้นไปสักนิด เพราะแม้ความตายจะเป็นเรื่องที่สุดท้ายแล้วทุกคนต้องยอมรับ แต่การทำความเข้าใจ ทั้งตัวเองและคนในครอบครัวอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทรงกลดบอกว่า แม้อยากจะจัดงานหลายวัน แต่เป็นเรื่องยาก และมองว่าการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปสร้างความมั่นคงให้มากกว่า
“ระยะเวลาการจัดงานที่สั้นเพียง 3 วัน จริงๆ เราอยากจัดงานสัก 1 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาการจัดงานที่นานขึ้น จะต้องขอความร่วมมือกับผู้ที่มาออกบูธ และยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ค่าสถานที่ เรามองว่าในช่วงปีแรกๆ ที่มีคนไม่เข้าใจงานนี้มากนัก มีผู้สนับสนุนไม่มากนัก เราทำให้ระยะเวลาสั้น งานขนาดเล็ก ทำให้คนเข้าใจเพื่อที่จะอยู่รอดในเชิงธุรกิจ
คิดว่าถ้าเราค่อยๆ เติบโตจากทีละเล็กทีละน้อยขึ้นไปเรื่อยๆ งานนี้จะมั่นคง อยากทำให้งานมีคนมาจนแน่นทุกวัน คนมางานแล้วมีความสุขในทุกวัน ดีกว่าที่จะทำงานหลายๆ วันแล้วโปรแกรมมันเบาๆ เราจึงอยากทำงานขนาดเล็กแต่สร้างอิมแพคมากกว่า”

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย มีกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป บูทที่รวบรวมบริการตามเส้นทางชีวิต และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ทั้ง 5 โซน ประกอบด้วย
1. Old School ห้องเรียนทฤษฎีและปฏิบัติ รวบรวมวิชาสำหรับการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง จะเรียนรู้คนเดียวก็ได้ หรือเรียนรู้ไปกับคนใกล้ชิดเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง
2. Before I Die นิทรรศการและกิจกรรมที่อยากให้คุณชวนคนที่รักมาทำก่อนวันสุดท้ายจะมาถึง เพื่อคลี่คลายทุก (ข์) เรื่องราวทางกายและใจ ไม่เพียงแค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนรอบตัวด้วย
3. Human Life-brary Cafe ห้องสมุดมนุษย์ ตั้งวงคุยถึงการใช้ชีวิตเพื่อการ ‘อยู่ดี-ตายดี’ กับผู้คนจากแวดวงต่างๆ
4. Life Journey บูทให้บริการตามเส้นทางชีวิต แก่ เจ็บ ระยะท้าย และตายดี
5. Friends Eat รวบรวมร้านอาหารที่อยากให้คุณชวนเพื่อน คนรัก หรือญาติสนิทมากินก่อนตาย
ทรงกลดทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “สังคมเรากำลังก้าวเดินไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อนใครมาพูดเรื่องความตายคงจะเบือนหน้านี้ แต่วันนี้คนเปิดใจเรื่องความตายมากขึ้น เปิดใจเรื่องการเตรียมตัวตายมากขึ้น รวมถึงการรักษาอย่างประคับประคองมากขึ้น เพราะฉะนั้นคิดว่างานนี้อาจจะเป็นหมุดหมายที่ว่า การพูดคุยเรื่องความตายเป็นเรื่องที่คุยกันได้ และงานนี้ไม่ใช่งานที่ดูเคร่งเครียด เชิงปรัชญา ชวนให้เศร้า เหมือนเราคุยเรื่องจะแต่งงานเมื่อไหร่ มีลูกเมื่อไหร่ ความตายก็น่าจะคุยกันได้แบบนั้น”.