ปี 2569 เป็นปีที่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือที่หลายคนมักเรียกติดปากว่า “โอสถสภา เต๊กเฮงหยู” เดินทางบนโลกธุรกิจมาครบ 135 ปี จากร้านขายยาเล็กๆ ย่านสำเพ็ง สู่การเติบโตจนเป็นเจ้าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบรนด์ในเครือกว่า 20 แบรนด์ และขยายธุรกิจไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
“โอสถสภา” เริ่มต้นจากร้านขายยาในย่านสำเพ็ง ภายใต้ชื่อ “เต๊กเฮงหยู” ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2434 โดย นายแป๊ะ แซ่ลิ้ม (ต้นตระกูลโอสถานุเคราะห์) ที่ได้นำสูตรยาจีนโบราณที่มีชื่อว่า “ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน” ซึ่งมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการท้องเสียและปวดท้องต่างๆ มาวางจำหน่าย และด้วยประสิทธิผลของยาทำให้ยากฤษณากลั่นกลายเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันมาก รวมถึงมีการทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้ในการซ้อมรบของกิจการเสือป่า จนได้รับการแนะนำในพระราชนิพนธ์ “กันป่วย” ของพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และนำมาสู่การพระราชทานเข็มเสือป่า และทรงประทานนามสกุลให้แก่นายแป๊ะ อีกด้วยว่า “โอสถานุเคราะห์”
จากสำเพ็ง ร้านเต๊กเฮงหยูได้ย้ายไปยังถนนเจริญกรุง ในปี พ.ศ. 2475 และเปลี่ยนชื่อร้านเป็น “โอสถสภาเต๊กเฮงหยู” โดยมีการผลิตยาสามัญประจำบ้านอื่นๆ ออกสู่ตลาดอีกหลายชนิด เช่น ยาธาตุ, ยาแก้ไอ, ยาอมวัน-วัน, ยาอมโบตัน และยาทัมใจ ที่หลายๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดี

ภาพจาก www.osotspa.com
ปี 2492 โอสถสภาเต๊กเฮงหยูมีการขยายฝ่ายผลิตไปยังโรงงานย่านซอยหลังสวน พร้อมติดตั้งเครื่องจักรที่ทันสมัยเพื่อรองรับการผลิตที่กำลังเติบโต และได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ได้รับความนิยมและติดตลาดมากขึ้นเป็นลำดับ
ปี 2502 ถือเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์แห่งความสำเร็จของโอสถสภา เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานครุฑตราตั้งให้แก่ บริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) จำกัด ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2502
บริษัทได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในปี 2538 ภายใต้ชื่อ “บริษัท โอสถสภา จำกัด” และมีการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 และแปรสภาพเป็น บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ในที่สุด

จากยากฤษณากลั่นตรากิเลน สู่กว่า 20 แบรนด์ในเครือ
ตลอด 135 ปีที่ผ่านมา โอสถสภามีการขยายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จากยาแผนโบราณ สู่ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคและบริโภคอื่นๆ ตามมา อีกทั้งยังมีการปรับสูตรสินค้าอยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค รวมถึงเจาะตลาดพรีเมียมเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสินค้าเพียงกลุ่มเดียว โดยใช้เรื่องราวตั้งแต่ร้านเต๊กเฮงหยูซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์เป็นตัวตั้ง โดยมีเครื่องดื่มชูกำลังทั้ง M-150 และลิโพเป็นรายได้หลักของบริษัท
ปัจจุบัน บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคและบริโภคของไทย ดำเนินธุรกิจทั้งการเป็นผู้ผลิต การทำการตลาด และจัดจำหน่ายสินค้า รวมทั้งการให้บริการรับจ้างผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ (OEM) โดยแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม
ที่น่าสนใจคือ ภายใต้ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักข้างต้น ล้วนประกอบด้วยแบรนด์ที่เราคุ้นหูคุ้นตาในตลาดด้วยกันทั้งสิ้น มาดูที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักของโอสถสภา ซึ่งแบ่งออกเป็นเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มเกลือแร่ มีแบรนด์อย่าง M-150, ลิโพ เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าแรกของไทย, โสมอินซัม, ฉลามขาว, เอ็ม-สปอร์ต, Shark (ชาร์ค) สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ (Functional Drink) ได้แก่แบรนด์ ซี-วิท (C-vitt), วันเดย์ วิตามิน (One Day Vitamins), เปปทีน, คาลพิส แลคโตะ แบรนด์เครื่องดื่มชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มีมายาวนานกว่าร้อยปี และเครื่องดื่มแก้แฮงก์ อย่าง แฮงค์สเตอร์ (HANGster)
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล มีแบรนด์เบบี้มายด์ (Babi Mild, ทเวลฟ์ พลัส, เอ็กซิท (EXIT) ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม มีตรากิเลน, แบนเนอร์ และลูกอม โอเล่ ซึ่งภายใต้แบรนด์หลักยังมีการแตกแบรนด์ย่อยออกไปอีกหลากหลายแบรนด์ เพื่อสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์

นอกจากพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งแล้ว ในแง่ของผลประกอบการโอสถสภาก็มีการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ปี 2566 โอสถสภามีรายได้รวม 26,644 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,402 ล้านบาท, ปี 2567 รายได้ 27,527 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,638 ล้านบาท และปี 2568 รายได้ 26,100 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,667 ล้านบาท
มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโอสถสภา เผยภาพการเติบโตเอาไว้ว่า “โอสถสภาอยู่มา 135 ปีแล้ว เราครบวงจร ตั้งแต่ผลิตแก้วเอง บรรจุเอง มีระบบการกระจายสินค้าทั่วประเทศ ภายใต้เทคโนโลยีและความทันสมัย ตอนนี้โรงงานเราย้ายไปอยู่ที่อยุธยาและนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เพื่อที่จะกระจายสินค้าไปทั่วประเทศและ 40 ประเทศทั่วโลก เราแข็งแกร่งมากในกลุ่มเครื่องดื่ม สำหรับเครื่องดื่มให้พลังงานเราครองมาร์เกตแชร์ที่ 44.2% ส่วน functional drink 46.4% สบู่เหลวเด็กเราครองส่วนแบ่งที่ 36.2% และแป้งฝุ่นอยู่ที่ 32.7% ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของทั้งผู้ชายและผู้หญิงอยู่อันดับ 3 ของตลาดที่ราวๆ 12% แบรนด์ของเราที่แข็งแกร่งถ้าไม่อยู่อันดับ 1 ก็อยู่อันดับ 2 หรือ 3 ในตลาด เรียกว่า Top 3”
สำหรับตลาดต่างประเทศ มีการส่งออกไปขายใน 40 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดใหญ่ของโอสถสภาอยู่ที่เมียนมา ซึ่งมีแบรนด์ Shark เข้าไปทำการตลาด รวมถึง สปป.ลาว ที่ใช้ M-150 เข้าไปบุก
“เราพยายามเข้าใจอินไซต์และความต้องการของผู้บริโภค ณ ประเทศนั้นๆ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเขา อย่างที่เมียนมาเราไม่ได้ใช้ M-150 ในการบุกตลาด แต่ใช้ Shark กระป๋อง รสชาติโดนใจผู้บริโภคที่นั่นและราคาที่เหมาะสมเข้าไปบุกตลาด”

เดินหน้าต่อด้วยกลยุทธ์ “Executing Excellence and Empowering the Future” ผ่าน 3 Growth Engines
แล้วปี 2569 ที่มีความท้าทายอยู่รอบด้านเช่นนี้ โอสถสภาเตรียมแผนรองรับไว้อย่างไร?
“เราเชื่อมั่นในรากฐานที่แข็งแกร่งและการปรับตัวที่ฉับไว ปี 2569 โอสถสภาจะเดินหน้าต่อด้วยกลยุทธ์ Executing Excellence and Empowering the Future ผ่าน 3 พลังขับเคลื่อน เพื่อตอบรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตระดับ Mid-Single Digit และเดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศเพื่อยกระดับสู่การเป็น Regional Player” ซีอีโอแห่งโอสถสภาตอบข้อสงสัยนี้
โดย 3 เครื่องยนต์หลักที่จะมาขับเคลื่อนการเติบโตให้กับโอสถสภานั้น ประกอบด้วย “Domestic Beverage” เสริมความแข็งแกร่งแบรนด์หลักในพอร์ตฯ เครื่องดื่ม ด้วยการใช้นวัตกรรมและขยายฐานผู้บริโภค อย่าง M–150, ลิโพ, เปปทีน และ C-vitt โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารและกิจกรรมการตลาดในทุกจุดสัมผัส และเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียมเพื่อยกระดับคุณค่าและเพิ่มอัตราการทำกำไรของพอร์ตสินค้า ควบคู่กับการผลักดันแบรนด์ระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นโสมอินซัมในภาคอีสาน หรือฉลามในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในแต่ละพื้นที่
รวมถึงการยกระดับโครงสร้างการกระจายสินค้าให้ครอบคลุม Traditional Trade และพัฒนากลยุทธ์ใหม่เพื่อเข้าถึงร้านค้าในชุมชนที่มีดีมานด์สูงให้ทั่วถึง ในขณะเดียวกันก็เสริมความแข็งแกร่งในช่องทาง Modern Trade ทั้งซูเปอร์มาร์เกต ไฮเปอร์มาร์เกต และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่

“Personal Care” ต่อยอดผลิตภัณฑ์กลุ่มของใช้ส่วนบุคคลด้วยจุดแข็งความอ่อนโยนและความหอม พร้อมรุกตลาดใหม่ด้วยความพรีเมียม ซึ่งโอสถสภาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล โดยแบรนด์เบบี้มายด์สามารถสร้างสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปี ในกลุ่มสบู่เหลวเด็ก สำหรับอีกกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานจากกลุ่มแม่และเด็กสู่ Adult Segment อย่างเต็มตัว ผ่านแบรนด์อัลตร้า มายด์ (Ultra Mild) ซึ่งมีการเติบโต YoY อย่างแข็งแกร่ง ทั้งผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ Premiumization เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง เช่น การเปิดตัว Twelve Plus Eau De Parfum ในกลุ่มน้ำหอมระดับพรีเมียม และการส่ง XIT Pro Roll-on เข้าแข่งขันในตลาดระงับกลิ่นกายระดับบน และเตรียมรุกเข้าสู่ตลาดแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาทในปีนี้
“Grow beyond Thailand” ปักหมุดให้ธุรกิจต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ พร้อมตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit โดยใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) และนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงด้วยแบรนด์เบบี้มายด์
อีกทั้งได้เตรียมงบลงทุนจำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งเน้นการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจและบริหารความเสี่ยง
“โอสถสภามีประวัติยาวนานถึง 135 ปี มีทั้งขาขึ้นและขาลง เราอยู่ในช่วงที่ประสบความสำเร็จที่สุด และก็เคยอยู่ในช่วงที่ลำบากเช่นกัน ปีนี้ถามว่าท้าทายไหม ต้องตอบว่าท้าทาย แต่เราพร้อมที่จะเติบโตต่อไป ด้วยพอร์ตฯ ที่หลากหลายและด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง” ซีอีโอแห่งโอสถสภาทิ้งท้าย.