ปลายปี 2566 กลุ่มอนุรักษ์ ThaiWhales ได้เผยแพร่ภาพยนตร์สารคดี “The Last 14: วิกฤตโลมา วิกฤตทะเลสาบ” สารคดีที่ถ่ายทอดภารกิจอนุรักษ์โลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายในทะเลสาบสงขลา และถือเป็นโลมาอิรวดีน้ำจืด 14 ตัวสุดท้ายของไทย เพื่อกระตุ้นความร่วมมือและการดูแลระบบนิเวศท้องถิ่น และเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับสัตว์ทะเลหายากของไทย ซึ่งเป็นการจุดประกายให้คนหันมาสนใจโลมาอิรวดีที่อยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต
“โลมาอิรวดี” ถือเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลหายาก และเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ ปัจจุบันมีแหล่งที่อยู่อาศัยเพียง 5 แห่งในโลกเท่านั้น ได้แก่ ทะเลสาบชิลิกา (อินเดีย), แม่น้ำเอยาวดี (เมียนมา), แม่น้ำโขง (กัมพูชา/ลาว), แม่น้ำมหาคาบ (อินโดนีเซีย) และทะเลสาบสงขลา ประเทศไทย โดยโลมาอิรวดีถูกจัดเป็นสัตว์น้ำคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลากำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากหลายปัจจัย ทั้งจากการตื้นเขินของทะเลสาบ, การผสมเลือดชิดที่ทำให้ประชากรอ่อนแอ, มลพิษและสัตว์น้ำที่เป็นอาหารลดลง และที่สำคัญคือการติดเครื่องมือประมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งอวนจับปลาบึกที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปลาโลมาอิรวดีเกยตื้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนโลมาอิรวดีมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์ ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า จำนวนโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา เหลือไม่ถึง 14 ตัวเท่านั้น และเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ถาวรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรเลย

ในขณะที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแหล่งถิ่นอาศัยสุดท้ายของโลมาอิรวดีในไทย ถือเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยและของโลก เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ทะเลน้อย (จังหวัดพัทลุง) ทะเลหลวง (จังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา) และทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชุมชนรอบลุ่มน้ำมาอย่างยาวนาน
ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยงานสำคัญในการนำงานวิจัยมาใช้ในการขับเคลื่อนประเทศเปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์โลมาอิรวดีควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลาอย่างจริงจัง โดยมีการจัดทำแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา 10 ปี (พ.ศ. 2567-2576) มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) และกรมประมง (กปม.) โดยวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบค่าใช้จ่ายสำหรับแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา (พ.ศ. 2567 - 2571) ระยะ 5 ปีแรก วงเงิน 402.818 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินงานอนุรักษ์โลมาอิรวดีได้เดินหน้า

โดยแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาประกอบไปด้วย 6 แผนงาน 15 โครงการ และ 36 กิจกรรม ซึ่ง 6 แผนงาน ได้แก่ 1. การลดภัยคุกคามที่เป็นอันตรายต่อโลมาอิรวดีและแหล่งที่อยู่อาศัย 2. การฟื้นฟูความสมบูรณ์ของทะเลสาบสงขลา 3. การศึกษาวิจัยนิเวศวิทยาและชีววิทยา 4. การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มประชากร 5. การอนุรักษ์และเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน และ 6. การบริหารจัดการแผนอนุรักษ์
ภายใต้แผนการดังกล่าวจะมีการจัดทำแนวเขตพื้นที่คุ้มครองโลมาอิรวดีที่ชัดเจน การประกาศเขตพื้นที่ห้ามทำการประมงด้วยเครื่องมือประมงที่เป็นอันตราย การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมในทะเลสาบสงขลา ทั้งการฟื้นฟูความสมบูรณ์และการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ การจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำชายฝั่งบริเวณที่รับผิดชอบของชุมชน ประมงท้องถิ่น การศึกษาวิจัยนิเวศวิทยาและชีววิทยาของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา การสำรวจการแพร่กระจาย และจำนวนประชากรโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา

ในการนี้ กองทุน ววน. โดย สกสว. ได้สนับสนุนงบประมาณวิจัยภายใต้แผนงาน P24 แก้ปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการภายในระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2568 – 2569) งบประมาณรวมทั้งสิ้น 89.3 ล้านบาท ควบคู่กับการสนับสนุนจากกองทุน PROBLUE ของธนาคารโลก เพื่อยับยั้งการลดลงของประชากรโลมาอิรวดี และฟื้นฟูระบบนิเวศของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนโดยรอบอย่างสมดุลและยั่งยืน
โดย สกสว. จะใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ามาช่วย ทั้งการศึกษาพันธุกรรมเพื่อป้องกันเลือดชิด การใช้โดรนตรวจจับเสียงเพื่อติดตามพฤติกรรม การบริหารจัดการพื้นที่ (safe zone) โดยติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือน (Pinger) บนอวนเพื่อลดการตายจากเครื่องมือประมง และที่สำคัญคือการใช้โมเดล “คนอยู่ได้ โลมาอยู่รอด” เปลี่ยนชาวประมงให้เป็นอาสาสมัครและผู้นำเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยจะดำเนินการไปทีละขั้นตอน

“สเต็ปแรกเราต้องเอาชีวิตโลมาอิรวดีเขากลับมาก่อน ตอนนี้เรารู้แค่ว่าเขามีอยู่ประมาณ 14 ตัว แต่ยังไม่รู้ว่าเพศอะไร อายุเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง ให้เขามีชีวิตและสามารถแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนได้ก่อน ด้วยแผนและงานวิจัยต่างๆ ที่มี เราหวังว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาจะเพิ่มขึ้นอีกสัก 3 ตัว ส่วนการต่อยอดและสร้างเศรษฐกิจชุมชนจะเป็นสเต็ปต่อไป แต่แน่นอนว่าชุมชนต้องอยู่ได้ เพราะการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนคือ โลมาอยู่รอด คนก็ต้องอยู่ได้”
ในขณะที่ กิติพงศ์ สงนุ้ย หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มองว่า การสนับสนุนจากภาครัฐทั้งงบประมาณและองค์ความรู้ จะทำให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูปลาโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณในการติดตั้งเครื่องสำรวจอย่าง Passive Acoustic Monitoring (PAM) ที่ทำให้รู้จำนวนและการแพร่กระจายของปลาโลมาอิรวดีได้แม่นยำขึ้น ทำให้สามารถกำหนดพื้นที่ในการทำการประมงของชาวประมงได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงงบประมาณในการจ้างงานเพื่อให้ชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดพื้นที่ประมงมีแหล่งรายได้ทดแทน และถ้าสามารถฟื้นฟูจนจำนวนปลาโลมาอิรวดีเพิ่มมากขึ้นได้ อาจสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน

“ถามว่าทำไมเราต้องอนุรักษ์ปลาโลมาอิรวดี เขาตายไปจะเกิดอะไรขึ้น ผมมองว่าลมหายใจของโลมาอิรวดี คือลมหายใจของทะเลสาบสงขลา นี่คือเหตุผล” หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงกล่าวไว้อย่างน่าคิดตาม
ภารกิจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่ 14 ตัวสุดท้ายในไทย ย่อมเป็นโจทย์ใหญ่และยากที่สุดในการแก้ปัญหาสัตว์ทะเลหายากของไทย แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย และรอให้จำนวนโลมาอิรวดีลดจำนวนไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าสิ่งที่หายไม่ใช่แค่เพียงปลาโลมาอิรวดี แต่มันคือระบบนิเวศที่กำลังหายไปเช่นกัน.