“ศูนย์การค้า เซ็นเตอร์วัน ช้อปปิ้ง พลาซ่า” หรือ “เซ็นเตอร์วัน” (Center One) เป็นช้อปปิ้ง มอลล์ในตำนานที่อยู่คู่กับย่านศูนย์กลางการเดินทางอย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมายาวถึง 31 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวและโจทย์ยากมาหลายต่อหลายครั้ง ล่าสุดเซ็นเตอร์วันกำลังจะสร้างตำนานบทใหม่ให้กับย่านนี้ ด้วยการเปิดตัวโครงการช้อปปิ้ง มอลล์ น้องใหม่ “ONN ANU” ที่กำลังจะเข้ามาเติมความมีชีวิตชีวาให้กับย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เซ็นเตอร์วัน เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2538 บริหารงานโดย บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 4 ไร่ พื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ของย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใจกลางกรุงเทพมหานคร
“เดิมทีที่ตรงนี้เป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์ชื่อ ‘พีเพิล พลาซ่า’ เป็นตึกเก่าควบคู่มากับโรบินสัน อนุสาวรีย์ชัยฯ เลย ซึ่งอยู่มาราวๆ 10 ปี ทางเจ้าของเดิมเขาประกาศขาย กลุ่มของเราซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน จึงรวมตัวกันมาเทกโอเวอร์บริษัทเดิม แล้วเปลี่ยนจากพีเพิล พลาซ่า มาเป็นเซ็นเตอร์วันในปี 2538 โดยใช้ชื่อบริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด ซึ่งที่ตรงนี้เป็นที่โฉนด ตอนมาครั้งแรกยังเป็นตึกร้างอยู่เลยเพราะตอนนั้นพีเพิล พลาซ่า ปิดตัวไปแล้ว” รัชพล ไกรจิรโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด กล่าวถึงที่มาของห้างเซ็นเตอร์วัน พร้อมขยายความต่อว่า
สาเหตุที่ทางกลุ่มตัดสินใจเข้ามาซื้อกิจการของพีเพิล พลาซ่า เพราะมองเห็นโอกาสด้านทำเลที่ตั้งของตัวตึกที่ตั้งอยู่ในย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งเป็นย่านที่คึกคักมาแต่ไหนแต่ไร โดย ณ เวลานั้นยังไม่มีร้านรวงอะไรมากนัก มีเพียงห้างโรบินสันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เดิมทีพีเพิล พลาซ่า เป็นรูปแบบของดีพาร์ตเมนต์สโตร์คือห้างขายของเอง แต่ผู้ถือหุ้นที่รวมตัวกันมาซื้อกิจการของพีเพิล พลาซ่า มองว่าไม่ใช่ทางที่กลุ่มถนัดเพราะล้วนมาจากสายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น ประกอบกับรัชพลมองว่าการเป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์ที่เป็นห้างเดี่ยวๆ ไม่ได้มีสาขาเยอะอาจไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ถ้าจะทำดีพาร์ตเมนต์สโตร์ต้องมีจำนวนสาขาที่มากพอ เพื่อที่จะมีอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์และดึงแบรนด์ที่น่าสนใจเข้ามา
หลังจากเข้าซื้อกิจการแล้วทางกลุ่มจึงตัดสินใจเปลี่ยนโมเดลจากดีพาร์ตเมนสโตร์เป็น “ช้อปปิ้งมอลล์” (shopping mall) ในชื่อ “เซ็นเตอร์วัน” เป็นห้างที่ให้ร้านค้าเช่าพื้นที่แทน โดยเน้นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และมีการนำร้านอาหารและแบรนด์ต่างๆ เข้ามาเสริม
“เรามาวิเคราะห์กันว่าย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นย่านที่จอแจ และโรบินสันก็เป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์อยู่แล้ว จึงคิดว่าน่าจะเป็นการหาอะไรที่มันมาเสริมกันดีกว่า และเป็นแนวคิดที่ผมยึดมาจนถึงปัจจุบันว่า การทำให้ย่านนี้น่าสนใจเราต้องอาศัยสิ่งที่มันเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในย่านนี้มาช่วยเสริมกัน เลยคิดว่าการเป็นช้อปปิ้งมอลล์ที่มีร้านค้าย่อยๆ น่าจะตอบโจทย์ และกลุ่มคนในย่านนี้ก็เป็นกลุ่มแมส เขาน่าจะสนุกกับการที่ได้มาจับจ่ายใช้สอยและต่อรองราคามากกว่า”

5 ปีแรกกระท่อนกระแท่น เจอโจทย์ยากแต่ก็ผ่านมาได้
ในช่วงต้นของการก่อตั้งเซ็นเตอร์วันถือเป็นการลองผิดลองถูกเพื่อหาจุดที่ลงตัว แต่ 5 ปีแรกก็เรียกว่าค่อนข้างกระท่อนกระแท่นไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะหลังจากเปิดตัวในปี 2538 ถัดมาเพียง 2 ปี ก็ต้องเผชิญกับโจทย์ยากอย่างวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่สั่นคลอนระบบเศรษฐกิจของไทยไปไม่น้อย แต่ยังโชคดีที่ลูกค้าของเซ็นเตอร์วันที่อยู่ระดับแมสยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
“วิกฤตต้มยำกุ้งเราก็กลืนเลือดฝ่าฟันมาได้ หลังจากนั้นก็พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายใน แก้ปัญหาทางการเงินจากภาวะต้มยำกุ้งมาเรื่อยๆ ก็ผ่านมาได้”
แต่พอเริ่มจะลงตัวหลังจากผ่านพ้นวิกฤตต้มยำกุ้ง เซ็นเตอร์วันก็ต้องเผชิญกับอีกหนึ่งโจทย์ยากกับเหตุการณ์ไฟไหม้จากเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553
“พอเริ่มจะตั้งหลักได้ก็มาเจอไฟไหม้ปี 2553 ไหม้หมดทั้งตึก ก็เซกันไปอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงขนาดหัวทิ่มอะไรขนาดนั้น เพราะฐานลูกค้าและร้านค้าเราค่อนข้างเหนียวแน่น ตอนนั้นเราให้เขามารับเงินประกัน แต่บรรดาร้านค้าเขาถามว่าเราจะซ่อมตึกไหม ถ้าซ่อมเขาจะรอ เขาก็รอให้เราปรับปรุงห้างประมาณหนึ่งปีก็สามารถกลับมาเปิดได้ใหม่ ซึ่งก็เปลี่ยนภาพจากเดิมไปพอควร จนเป็นภาพเซ็นเตอร์วันในปัจจุบัน”
หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ โจทย์ยากของเซ็นเตอร์วันก็ยังไม่จบ เพราะถัดมาก็เจอกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกหนึ่งระลอก ห้างต้องเปิดๆ ปิดๆ อยู่ประมาณปีครึ่ง นั่นทำให้เซ็นเตอร์วันประสบกับภาวะขาดทุน หลังจากที่กำไรมาตลอดกว่า 20 ปี
“ตัว เซ็นเตอร์วัน เริ่มด้วยการมีหนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะเราไปเทกโอเวอร์บริษัทเดิมมา จึงต้องค่อยๆ เคลียร์หนี้เก่าโดยใช้กำไรที่เราหยอดกระปุกมาเรื่อยๆ ค่อยๆ ล้างหนี้ไป ในช่วง 20 ปีหลังเราไม่เคยขาดทุน กำไรมาตลอด แต่โควิดปีนั้นขาดทุน เพราะช่วงนั้นมันปิดๆ เปิดๆ ประมาณปีครึ่ง เรารู้ว่าร้านค้าเขาเดือดร้อน เพราะร้านค้าที่นี่ส่วนมากเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายเอง เป็นอาชีพของครอบครัวเขา ช่วงไหนเขาให้เปิดห้างได้เราก็ให้เขามาขาย ไม่เก็บค่าเช่า ประคับประคองกันไป หลังโควิดห้างเราก็กลับมาเต็มเหมือนเดิม ทำให้หลังโควิดเราออกตัวได้ค่อนข้างดี เซ็นเตอร์วันเป็นห้างเล็กๆ แต่ที่ทำให้อยู่รอดมาได้ เพราะเราเข้าใจพื้นที่ เข้าใจลูกค้า และยืดหยุ่นสูง พ่อค้าแม่ค้าสามารถเดินมาคุยกับเราได้เลย” รัชพลเน้นย้ำ

ต่อยอดสู่ ONN ANU โดยมีเจนฯ 2 มาเป็นกำลังสำคัญ
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตามาอย่างต่อเนื่อง ที่ชัดเจนมากคือการเป็นฮับของการรักษาพยาบาล เพราะมีโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวกับการแพทย์หลายแห่งอยู่ในบริเวณนี้ ในขณะที่การคมนาคมก็เป็นชุมทางทั้งรถตู้ รถโดยสารประจำทาง และรถไฟฟ้า ที่สำคัญคือภาพของการเป็นย่านที่พักอาศัยที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นจากเมื่อก่อน
“เมื่อก่อนย่านนี้ยังไม่ใช่ภาพของการเป็นย่านที่พักอาศัยมากนัก ส่วนใหญ่เป็นจุด transit จนกระทั่ง 10 ปีหลังมานี้มีการพัฒนาเป็นที่พักอาศัยมากขึ้น มีคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ และหอพักเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้นทุกปี อีกทั้งยังมีโรงแรมขนาด city inn เพิ่มขึ้น ทำให้ย่านนี้เริ่มมีกลุ่มนักท่องเที่ยวหนาตาขึ้นด้วยเช่นกัน จากเดิมภาพในย่านนี้อาจจะดูเป็นแมสมากๆ แต่ตอนนี้เริ่มขยับอัปเกรดขึ้นมาแล้ว”
ในขณะที่ผู้คนที่มาใช้บริการย่านนี้ก็เปลี่ยนเจเนอเรชันไปเป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น นั่นทำให้ทางกลุ่มตัดสินใจลงทุนซื้อที่ดินและตึกที่เดิมเป็นร้านหนังสือดอกหญ้า สาขาอนุสาวรีย์ชัยฯ แต่ถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี 2553 เพื่อแปลงโฉมสู่ “ONN ANU” (ออน อนุ) โครงการรีเทลไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตคนเมือง ด้วยงบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท โดยมีผู้บริหารเจนฯ 2 อย่าง “นราชัย ไกรจิรโชติ” มาเป็นกำลังสำคัญ ในฐานะผู้จัดการโครงการและผู้จัดการฝ่ายการตลาด
นราชัยเล่าถึงอินไซต์ที่น่าสนใจไว้ว่า “คนที่ผ่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เขาจะไม่ใช่คนกลุ่มเดิม เป็นไม้ผลัดใบไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนตอนเรียนเคยผ่านแต่ตอนนี้ไม่ได้ผ่านแล้ว แต่ก็จะมีกลุ่มใหม่เข้ามาเติมอยู่เรื่อยๆ ช่วงอายุเดิม แต่เจนฯ เปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนตาม เราจะทำยังไงให้ตึกใหม่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ให้ดีมากขึ้น เรามีการสำรวจพบว่าคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้ย่านนี้ จะเป็นกลุ่มที่อายุไม่เยอะหรืออยู่ในช่วงวัยเริ่มต้นทำงาน อายุประมาณ 25-30 ต้นๆ สิ่งที่เห็นชัดคือ รูปแบบของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ที่เขาจะใช้ชีวิตดึกลง เราจึงเอาคอนเซ็ปต์ Day to Night เป็นตัวตั้ง และเอาสิ่งที่ลูกค้าต้องการมาผนวกเข้าด้วยกัน ภาพที่เรามองคืออยากให้ ONN ANU เป็นความสดใสและเป็นจุดรีชาร์จพลังให้คนเมือง อยากให้เขาสามารถเติมพลังในจุดเปลี่ยนผ่านตรงนี้ได้ดีที่สุด จะมาตอนไหนก็ได้เช้าจรดค่ำ”

สำหรับ ONN ANU เป็นโครงการรีเทลไลฟ์สไตล์ ที่ชูคอนเซ็ปต์ “Onn To Recharge, Off to the City” ยกระดับคุณภาพชีวิต (Uplift Wellbeing) เพิ่มจุดเติมพลังใหม่ของเมืองใหญ่ ให้ชาวอนุสาวรีย์ชัยฯ ได้สตาร์ทมื้อเช้าจนถึงมื้อดึก โดยจะมีการเพิ่มในส่วนของร้านอาหาร เครื่องดื่ม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ รวมถึงร้านค้าในมิติใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา มีการออกแบบตัวตึกให้มีสีสันสว่างสดใส โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 7 โมงเช้า-ตี 2 รองรับทราฟฟิกรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ กว่า 200,000 คนต่อวัน ทั้งจากพนักงานออฟฟิศ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้พักอาศัย นักเรียน-นักศึกษา และผู้สัญจรผ่านจุดอินเตอร์เชนจ์ โดยจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ของปี 2569
“เซ็นเตอร์วันมีภาพลักษณ์ที่ลูกค้ารับทราบอยู่แล้ว เราจึงอยากให้ ONN ANU เป็นเหมือนห้องรับแขกที่ สนุกสนานกว่า แอ็กทีฟกว่า มาเสริมความสนุกและความมีชีวิตชีวาให้กับที่นี่ สร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถแวะพัก และเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของเขาเองได้ในทุกวัน โดยไม่ต้องเดินทางเข้าไปยังย่าน CBD ส่วนชื่อเราอยากได้ชื่อที่บ่งบอกบริบทของพื้นที่ แต่ก็ต้องฟังดูแล้วทันสมัยมากขึ้น สุดท้ายมาจบที่ชื่อ ONN ANU เป็นคำที่มีพลังในตัวเองเหมือน turn on ขึ้นมา สว่างวาบขึ้นมา แต่ที่เป็น Onn ที่เล่นคำ การใช้ชื่อที่มีความสามัญเราต้องทำให้คำนั้นมันแตกต่าง ส่วน Anu หรือ อนุ ก็มาจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ที่คนรุ่นใหม่เขาเรียกกัน ผมคิดว่าในอนาคตหลังจากตึก ONN ANU เปิด มันจะมีการปรับเปลี่ยนอื่นๆ ตามมาในย่านนี้อย่างแน่นอน”

นอกจากการเปิดตัว ONN ANU แล้ว ทางกลุ่มยังมีแผนปรับเปลี่ยนห้างเดิมอย่างเซ็นเตอร์วันด้วยเช่นกัน โดยจะเติมสิ่งที่คนรุ่นใหม่อยากได้เข้ามาเสริม ทั้งการตกแต่งและร้านค้าที่จะปรับให้ทันสมัยขึ้น
และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเข้ามาของเครือโรงแรมใบหยกที่ทุ่มเม็ดเงิน 500 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่ริมถนนราชวิถี ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ตรงข้ามกับโรงพยาบาลราชวิถี โดยทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวจากสำนักงานพระคลังข้างที่ (สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เดิม) เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการศูนย์รวมร้านยา เวชภัณฑ์และโรงแรม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2570 ในขณะที่ภาครัฐก็มีแผนพัฒนาพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสกายวอล์กที่จะทำให้การสัญจรสะดวกขึ้น
นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ย่านที่ไม่เคยหลับใหลของกรุงเทพมหานคร.