“วันนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตที่ดี ไปสู่ผู้ผลิตที่โลกเลือก” ดร. องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA)
ตะวันออกกลาง ตลาดหลักและตลาดใหม่ของสินค้าเกษตรแปรรูปที่ผู้ประกอบการไทยแทบทุกรายให้ความสำคัญ หลังจากโลกต้องเผชิญกับภาวะภาษีการค้าจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การเบนเข็มการค้าไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และพื้นที่อื่น จึงเป็นทางออกที่ดีในเวลานั้น
แต่สิ่งที่เกินคาดหมายคือ ตะวันออกกลางถูกแปรสภาพให้เป็นพื้นที่แนวรบ ที่ผู้เปิดสงครามไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบในทุกมิติของการค้าโลก
จากสถานการณ์ปัจจุบันเครื่องจักรตัวสำคัญที่ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้คือ การส่งออก ข้อมูลจากปี 2568 ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมกัน 221,189 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 2.91 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.5% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,520,542.58 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทย แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน และมีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนรายได้เข้าสู่ประเทศ
ดร.องอาจ มองว่า แม้อุตสาหกรรมอาหารไทยจะมีจุดแข็งและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ โดยกลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงจากเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และใส่ใจสุขภาพ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก พร้อมกับการพัฒนาสินค้านวัตกรรม

ขณะที่สินค้าอาหารสำเร็จรูปที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งอย่างปลาทูน่าและอาหารทะเล ยังคงเผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และข้อกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งยกระดับ ESG และระบบ Traceability
แต่ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะค่าระวางเรือ เช่น เส้นทางไทย-จีน เพิ่มจาก 100 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ
กลุ่มผู้ผลิตผักและผลไม้แปรรูป เพื่อการส่งออก ต้องเผชิญกับอุปสรรครอบด้าน ทั้งการแข่งขันของตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ด้วยการยกระดับสินค้าไปสู่ตลาดพรีเมียม พัฒนาสินค้าออแกนิก และ Functional Food
นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่อาจลดลงตามสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ โดยเฉพาะหากปริมาณน้ำน้อยจะกระทบต่อผลผลิตการเกษตร เช่น สับปะรดที่อาจได้ผลที่เล็ก ไม่ได้น้ำหนัก หรือลิ้นจี่ ที่คาดว่าหากเกิดภัยธรรมชาติอาจเป็นเหตุให้ผลผลิตหายไปถึง 40%
เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ผลิตสับปะรด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจากความต้องการของตลาดโลก แต่ยังต้องเร่งบริการจัดการวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และการต่อยอดสินค้าในกลุ่มพรีเมียม นอกจากความกังวลต่อสภาพอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตแล้ว ภาวะสงครามยังทำให้ต้นทุนกระป๋องเหล็กเพิ่มสูงขึ้น 30-40% ของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสับปะรดกระป๋องที่ต้องยอมแบกภาระเพราะล็อกราคาขายล่วงหน้าไว้แล้ว
ข้าวโพดหวาน ยังถือเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดหวานอันดับหนึ่งของโลก ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพทำให้สินค้าของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่เป็นผู้นำเข้าข้าวโพดหวานอันดับ 1 ของไทย รองลงมาคือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป
แม้ว่าไทยจะเป็นอันดับ 1 ด้านปริมาณการส่งออก แต่ในแง่ของมูลค่าต่อหน่วยยังต่ำกว่าคู่แข่งจากฝั่งยุโรป เช่น ฮังการี เนื่องจากไทยเน้นการแข่งขันด้านราคาและผลิตภัณฑ์แปรรูปพื้นฐาน ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยพยายามจะยกระดับการผลิตด้วยนวัตกรรม Smart Farming เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น
แต่จากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว สมาคมฯ มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะส่งถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ภาครัฐให้การช่วยเหลือ 3 ด้าน คือ 1. ลดต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2. เร่งเจรจา FTA และเปิดตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ และ 3. สนับสนุนการพัฒนา Future Food, Sustainable Food และ ระบบมาตรฐานโลก รวมไปถึงการแข็งค่าของเงินบาทมาอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้กำไรของผู้ส่งออกหายไปทันที 8-9% ขณะที่กำไรปกติของบางกลุ่มสินค้ามีเพียง 3-5% เท่านั้น
ดร. องอาจทิ้งท้ายว่า “ผู้ประกอบการไทยผ่านวิกฤตมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ภาษีทรัมป์ และสงครามตะวันออกกลาง แต่ต้องยอมรับว่า ขีดความสามารถของผู้ประกอบการไม่เท่ากัน กลุ่ม SMEs ที่มีความบอบบาง วิกฤตนี้อาจถึงขั้นล้มหายตายจาก.”.