ตลาดความงามไทยในปี 2025 ถูกจัดให้เป็นธุรกิจดาวรุ่งอันดับ 1 จากการเติบโตอย่างสวนกระแสสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท ซึ่งนับรวมทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เครื่องสำอาง และบริการความงาม อัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 6.8-7.0% ต่อปี (CAGR 2025-2032)
ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ตลาดความงามยังคงหอมหวาน และเติบโตได้ดี มี 5 ด้านคือ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ Anti-aging และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Well-being) 2. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นอีกปัจจัยที่เกื้อหนุน โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ที่เข้ามาใช้บริการศัลยกรรมและหัตถการความงามในไทย ซึ่งกระตุ้นยอดขายผลิตภัณฑ์หลังการทำทรีตเมนต์ 3. กลุ่มผู้บริโภคชาย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว (มากกว่า 10% ต่อปี) ซึ่งผู้ชายไทยเริ่มเปิดกว้างในการใช้เครื่องสำอางและสกินแคร์เฉพาะทางมากขึ้น 4. การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์สภาพผิวและแนะนำผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มความแม่นยำและแรงจูงใจในการซื้อ และ 5. เทรนด์ผลิตภัณฑ์ออแกนิกและสินค้าที่เน้นความยั่งยืน เติบโตเฉลี่ยถึง 15% ต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกที่สร้างอัตราการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม กระนั้นตลาดนี้ยังมีความท้าทายและปัจจัยลบที่ผู้ประกอบการในตลาดต้องให้ความสำคัญ 1. การรุกคืบของแบรนด์จีนที่กำลังเข้าสู่ตลาดไทยอย่างหนักผ่านช่องทาง E-commerce เช่น TikTok Shop, Shopee ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่ถูกกว่ามาก จนทำให้เกิดสงครามราคา 2. ต้นทุนการผลิตสูง ราคาวัตถุดิบนำเข้าและค่าขนส่งที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อกำไรของแบรนด์ขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะแบรนด์ที่ต้องนำเข้าส่วนผสมหลักจากต่างประเทศ 3. กฎระเบียบที่ตามไม่ทันนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น สารสกัดจากพืชหายาก หรือเทคโนโลยีชีวภาพ มักติดขัดเรื่องการขึ้นทะเบียนกับ อย. ที่ใช้เวลานาน ทำให้แบรนด์เสียโอกาสทางการตลาด และ 4. ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค Gen z ที่มักลองของใหม่ตลอดเวลาและตัดสินใจซื้อตาม Influencer มากกว่าชื่อเสียงแบรนด์ในอดีต ทำให้แบรนด์ต้องใช้งบการตลาดสูงขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจ

นั่นคือภาพรวมของตลาดความงาม แต่หากจะเจาะลึกลงไปที่ตลาดบิวตี้รีเทล ต้องบอกว่าตั้งแต่ปี 2025 จนถึงปัจจุบันนี่เป็นตลาดที่มีความร้อนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีความเคลื่อนไหวของผู้เล่นรายใหม่ที่ตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้อย่างเต็มตัว
เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ขยายพอร์ตธุรกิจของ ท็อปส์ จากผู้เล่นสำคัญในตลาดฟู้ดรีเทล สู่ตลาด บิวตี้รีเทล อย่างเต็มตัวเนื่องจากตลาดบิวตี้รีเทลเป็นเซกเมนต์ที่มีศักยภาพและการเติบโตสูงมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดบิวตี้รีเทลมีมูลค่าประมาณ 180,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มขยายตัวไปสู่ 290,000 ล้านบาท ภายในปี 2034 จากการเติบโตเฉลี่ยที่ 5-7% ต่อปี ตัวเลขนี้รวมร้านค้าปลีกความงามแบบ Modern Trade (ร้าน Standalone), โซนสินค้าความงามในซูเปอร์มาร์เกต และร้านเฉพาะทาง (Multi-brand Beauty Stores) ไม่นับรวมถึงบริการในคลินิกหรือสปา

ปัจจุบันตลาดบิวตี้รีเทลไทยมีลักษณะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมีผู้เล่น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มเจ้าตลาดเดิม มี Watsons ผู้นำตลาดที่มีสาขามากกว่า 700 สาขา, Boots เน้นผลิตภัณฑ์จากประเทศอังกฤษและกลุ่มเวชสำอาง, Eveandboy ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม Multi-brand และ Beautrium
2. กลุ่มยักษ์ใหญ่รีเทลที่แตกไลน์บิวตี้รีเทล เช่น LOOKS จาก เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล และ CJ MORE ที่เจาะตลาดชุมชนและต่างจังหวัดด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย
3. กลุ่ม High-end ได้แก่ร้าน Sephora เน้นตลาดระดับพรีเมียมและแบรนด์ Global Exclusive และเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างสรรพสินค้า
4. กลุ่มแบรนด์จีน ที่เข้ามาเจาะตลาดด้วยการตั้ง Shop-in-shop หรือขายผ่านตัวแทน
การเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าบิวตี้ สกินแคร์ สินค้าในกลุ่ม personal care ในท็อปส์ รวมไปถึงการขยายตัวของตลาด ที่ยังได้เห็นพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าในเซกเมนต์นี้ของผู้บริโภคไทยยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
และแม้ว่าการเข้ามาร่วมชิงเค้กมูลค่า 1.8 แสนล้านของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ในตลาดบิวตี้รีเทล อาจจะช้าไป เมื่อผู้นำตลาดมีสาขาไปแล้วหลายร้อยสาขา แต่ต้องบอกว่าการขยายตัวของบิวตี้รีเทลคงไม่สามารถวัดกันได้ที่จำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ที่ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ใช้คือ การแยกตัวจากโซนบิวตี้สู่ Standalone จากเดิมที่เคยมีแค่โซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามในซูเปอร์มาร์เกต แต่จะแยกตัวออกมาเปิดร้านเดี่ยวมากขึ้นเพื่อหวังสร้าง Brand Identity และจะมีการเพิ่มรายการสินค้าจากเดิมที่มีไม่กี่พันรายการเป็นหลักหมื่นรายการ ประเด็นที่น่าสนใจคือ สินค้าสกินแคร์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จะวางจำหน่ายในราคาที่ไม่ต่างจากการซื้อเองจากต่างประเทศ เรียกว่าตัดวงจรร้านรับหิ้ว หรือร้านจำหน่ายสินค้าพรีออเดอร์
“ที่ผ่านมา LOOKS ทำหน้าที่เป็นโซนสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ของผู้บริโภคภายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตและท็อปส์ เดลี่ ทั่วประเทศ โดยมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับแต่ละฟอร์แมตของร้านอย่างเหมาะสม จากการวิเคราะห์อินไซต์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เราพบว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่อายุน้อยลง กลุ่มลูกค้าผู้หญิงมีการใช้จ่ายด้านความงามเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-1,500 บาทต่อเดือน นี่เป็นโอกาสในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งสินค้าและประสบการณ์ในรูปแบบที่ลึกขึ้น เราจึงพัฒนา LOOKS โฉมใหม่ให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็น Customer Journey ที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ โดยนำเข้าสินค้าแบรนด์ความงามและ Wellness จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งเกาหลี ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย และยกระดับประสบการณ์ในร้านสแตนด์อโลนด้วย Solution Bar ที่นำเสนอบริการ LOOKS Beauty Specialist ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการแบบเฉพาะบุคคล เพื่อทำให้การเลือกซื้อสินค้าเป็นเรื่องง่าย สนุก และตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

พร้อมกันนี้ LOOKS ยังสร้างความแตกต่างผ่านกลยุทธ์ Co-creation ภายใต้ Own Brand โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Cosmax จากประเทศเกาหลีใต้ ในการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์เอ็กซ์คลูซีฟ ที่เป็นทางเลือกใหม่และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด” พักร์วิมล สตะเวทิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีก LOOKS บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล อธิบาย
ตามแผนการดำเนินงานที่เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล วางไว้คือ การเปิดสาขาของ LOOKS ให้ได้ 100 สาขา ภายในปี 2028 โดยเบื้องต้นจะเปิด 10 สาขา ภายในปีนี้ และสาขาแรกคือที่ โรบินสัน ศรีสมาน
“การเปิดตัว LOOKS สแตนด์อโลนโฉมใหม่ในครั้งนี้ เราคาดหวังให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ LOOKS ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลสุขภาพครบวงจร และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าว การเปิดร้าน LOOKSสแตนด์อโลนในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางของตลาดบิวตี้รีเทลที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิม สู่การเป็น Curated และ Experience-led Retailมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าขยาย LOOKS ภายใต้โมเดลต่างๆ รวม 100 แห่ง ภายในปี 2571 พร้อมวางตำแหน่งให้ LOOKS เป็น New Growth Engine ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัท” พักร์วิมล ทิ้งท้าย
จากนี้คงต้องดูกันต่อไปว่า แผนการขยายสาขาของ LOOKS จะเป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ในกลุ่มค้าปลีก แต่ตลาดบิวตี้รีเทลคงไม่ง่ายที่จะแข่งขันกับเจ้าตลาดที่แข็งแกร่ง.