28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

15 ปี ชานม Kamu Kamu สู้ตลาดด้วยความสดใหม่

15 ปี ชานม Kamu Kamu สู้ตลาดด้วยความสดใหม่

p24-weekly-kamu-01.jpg

เหตุผลที่ชานมกลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของคนไทยอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นส่วนผสมของปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิทยาที่ลงตัวอย่างพอดี ชานมในไทยไม่ได้ทำหน้าที่แค่เครื่องดื่มแก้กระหาย แต่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือบำบัดความเครียด” และสัญลักษณ์ทางสังคม ที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับคนทุกเพศทุกวัย

ปัจจุบันตลาดร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มชาประเภทชงสด ถือเป็น Red Ocean ที่มีผู้เล่นหนาแน่นมาก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เชนยักษ์ใหญ่จากจีน โดยในปี 2025-2026 เราจะได้เห็นการรุกหนักของแบรนด์จีนที่เน้นที่ราคาประหยัดและเทคโนโลยีทันสมัย เช่น Mixue, Chagee, Auntea Jenny และ Nayuki

กลุ่ม Local Heroes & Established Brands แบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งอย่าง Kamu Kamu, Bearhouse หรือ Fire Tiger ต้องปรับตัวด้วยการออกเมนู Seasonal และขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มขนมหวานหรือ Ready to Drink และกลุ่ม Global Artisans เชนจากไต้หวันและญี่ปุ่นที่ยังคงเน้นจุดขายเรื่องต้นตำรับ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

การเติบโตของตลาดชาชงเสิร์ฟในไทยถูกประเมินว่าอาจพุ่งแตะ 11,698 ล้านบาทภายในปีนี้ และหากเจาะลึกลงไปที่ตลาดชานมไข่มุกปัจจุบันสูงถึง 7,285 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปิดกว้างทางการแข่งขันของตลาด และเทรนด์สุขภาพไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายเลยแม้แต่น้อย ทว่า กลับเป็นการบังคับให้แบรนด์ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ของผู้บริโภค

p24-weekly-kamu-02.jpg

ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดชานมไข่มุกที่ดุเดือดด้วยการเข้ามาของแบรนด์จากต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่แบรนด์ไทยที่เติบโตมากว่า 15 ปีอย่าง Kamu Kamu ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2011 สามารถยืนหยัดและครองใจผู้บริโภคไว้ได้ ดูจากจำนวนสาขาที่มีมากกว่า 200 แห่งครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ที่สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง

“การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เป็นการประกาศจุดยืนในการยกระดับแบรนด์อย่างจริงจัง โดยมีชาเป็นแกนหลักของการเติบโต ผ่านการพัฒนาคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ผู้บริโภคในทุกมิติ” ทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าว

คามุตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท รวมถึงการขยาย 300 สาขาให้ได้ภายใน 3 ปี โดยใช้ “ชา” เป็นแกนหลักของการเติบโต ทั้งยังปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์จากร้านขายชานมให้กลายเป็น Lifestyle Brand ที่เข้าถึงง่ายแต่มีความพรีเมียม

แม้ว่าตลาดชานมจะมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดต่อเนื่อง แต่คามุใช้กลยุทธ์ความเร็วและความสดใหม่ ด้วยการออกเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 8 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเบื่อ ซึ่งเป็นพฤติกรรมหลักของคนไทยที่ชอบลองของใหม่ โดยเมนูใหม่อย่าง  Oolong Peach เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด The Harmony of Oolong Peach ที่เพิ่มความพรีเมียมให้เครื่องดื่มชานม

p24-weekly-kamu-03.jpg

แนวทางการขยายสาขาของคามุจำนวน 300 สาขาภายใน 3 ปี จะเริ่มจากการขยายในพื้นที่กรุงเทพฯ ออกไปสู่หัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี การขยายออกไปยังต่างจังหวัดโดยมุ่งเน้นที่เมืองท่องเที่ยว เหตุผลหลักน่าจะมาจากต้องการหลีกหนีสภาวะตลาดอิ่มตัวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้างสรรพสินค้า แต่มองไปยังทำเลของ Office Platform และ Transit Nodes บริเวณสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน ด้วยขนาดร้านที่กะทัดรัดเฉลี่ย 23 ตร.ม. ซึ่งจะสามารถทำให้คืนทุนได้ไว และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในชีวิตประจำวันได้จริง

การขยายสาขาจะเป็นในลักษณะของ Hybrid Ownership ผสมผสานระหว่างสาขาที่บริษัทลงทุนเองเพื่อรักษามาตรฐาน และระบบแฟรนไชส์เพื่อการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

คามุให้ความสำคัญกับระบบหลังบ้านอย่างมาก มีการนำซอฟต์แวร์เข้ามาใช้บริหารจัดการงานในองค์กร เพื่อให้การสื่อสารระหว่างสาขาและสำนักงานใหญ่แบบไร้รอยต่อ ยังใช้ฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อวิเคราะห์ความพรีเมียมและพฤติกรรมการสั่งซื้อแบบ Made to Order ซึ่งพบว่าลูกค้ากว่า 80% เป็นกลุ่มคนทำงานที่พร้อมจ่ายเพื่อรางวัลเล็กๆ ในระหว่างวัน

การปรับแผนการดำเนินธุรกิจของคามุในปี 2026 คือการเป็นแบรนด์ไทยที่สู้ด้วยคุณภาพแบบญี่ปุ่น ในขณะที่คู่แข่งรายใหญ่จากต่างประเทศสู้ด้วยราคา แต่คามุกลับเลือกที่จะยกระดับตัวเองขึ้นไปในกลุ่ม Masstige (Mass+Prestige) โดยชูจุดแข็งเรื่องความสดใหม่และการเป็นเครื่องมือที่ช่วยฮีลใจมากกว่าแค่การดับกระหาย.