ภาพจำของกลุ่ม BRICS ที่หลายคนเข้าใจคือการรวมกลุ่มของ จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2006 มีหมุดหมายที่จะถ่วงดุลการค้าต่อกลุ่มชาติตะวันตก ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และสร้างระเบียบโลกการค้าใหม่ สนับสนุนการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก หลังจากนั้น แอฟริกาใต้เข้าร่วม และกลุ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นตั้งแต่ปี 2024 โดยมี อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังมีประเทศพันธมิตรอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป ยูเรเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา
ผ่านไป 20 ปี จังหวะก้าวของกลุ่ม BRICS ไม่ใช่เพื่อทำลายอำนาจของเงินดอลลาร์อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การขับเคลื่อนระบบการเงินแบบหลายขั้วอำนาจ
ความพยายามหลักของ BRICS มี 3 แนวทาง ได้แก่ การขยายการค้าทวิภาคีในสกุลเงินของตนเอง, BRICS Cross-border Payments Initiative ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างระบบทางเลือกแทน SWIFT, และ BRICS Grain Exchange ที่จะให้ซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในสกุลเงินท้องถิ่นแทนดอลลาร์

และการใช้สกุลเงินท้องถิ่นใน BRICS เป็นกลไกที่กำลังเกิดขึ้นจริง แต่มี 3 รูปแบบหลัก คือ 1. ทวิภาคี นี่คือรูปแบบที่เกิดขึ้นจริงมากที่สุดในปัจจุบัน เช่น การค้าระหว่างรัสเซียและจีน ที่ชำระด้วยเงินรูเบิลและหยวนโดยไม่ผ่านสกุลดอลลาร์หรือยูโร สินค้าหลักที่ซื้อขายกันคือ รัสเซียส่งออกน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน โลหะ ไม้ ขณะที่จีนส่งออกรถยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ กลไกรองรับคือธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดสัญญา Currency Swap กับรัสเซียวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านหยวน (20.86 พันล้านดอลลาร์) พร้อมเชื่อมระบบ interbank ของสองประเทศเข้าหากัน
รูปแบบที่ 2 คือ ระบบชำระเงิน CIPS แทน SWIFT โดยจีนขยาย CIPS (Cross-Border Interbank Payment System) ซึ่งเป็นคู่แข่ง SWIFT ไปแล้วถึง 193 ผู้เข้าร่วมโดยตรง และ 1,573 ผู้เข้าร่วมทางอ้อม โดยยอดธุรกรรมสะสมของ mBridge แตะ 55.49 พันล้านดอลลาร์ในปลายปี 2025
และรูปแบบที่ 3 คือ The Unit สกุลเงินกลาง The Unit คือเครื่องมือการชำระเงินดิจิทัลที่มีทองคำค้ำประกัน 40% และตะกร้าสกุลเงิน BRICS อีก 60% โดยเริ่ม pilot program เมื่อ 31 ตุลาคม 2025 บน blockchain Cardano เป้าหมายไม่ใช่แทนสกุลเงินในประเทศ แต่เพื่อใช้ชำระระหว่างประเทศระดับ B2B

การซื้อขายระหว่างประเทศสมาชิกของกลุ่ม BRICS ที่มีการใช้เงินท้องถิ่นมากที่สุด ได้แก่ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถั่วเหลือง แร่เหล็ก เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยา และสารเคมี
จากข้อมูลนี้น่าจะเป็นหลักฐานที่ลบความเข้าใจผิดส่วนใหญ่ในหน้าข่าวคือ BRICS กำลังจะสร้างสกุลเงินร่วมมาทำลายดอลลาร์ทันที แต่ในความเป็นจริง ยุทธศาสตร์ของ BRICS คือ “Practical Gradualism” โดยเน้นไปที่การลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
แรงผลักดันนี้ถูกเร่งสปีดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ขู่จะใช้มาตรการกำแพงภาษี 100% กับประเทศกลุ่ม BRICS หากพยายามเลิกใช้ดอลลาร์ ทำให้บราซิลและสมาชิกสายกลางเลือกที่จะชะลอแผน “สกุลเงินร่วม” ออกไป แล้วหันมาซุ่มพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการค้าสกุลเงินท้องถิ่น” ที่บล็อกการแทรกแซงได้ดีกว่าแทน
รูปแบบการค้าและอุตสาหกรรมของกลุ่ม BRICS มุ่งเน้นไปที่การคุมห่วงโซ่อุปทานและ “ทรัพยากรโลก”

มิติของการเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจที่แท้จริง อยู่ที่การที่กลุ่ม BRICS+ กลายสภาพเป็น “ผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตขั้นปฐมภูมิของโลก” โครงสร้างเมทริกซ์การค้าภายในกลุ่มเน้นหนักใน 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
1. พลังงานและปิโตรเคมี การเข้าเป็นสมาชิกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), อิหร่าน และอียิปต์ รวมถึงการเจรจาอย่างใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย ทำให้ BRICS ครองสัดส่วนกำลังการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกเกินครึ่ง การซื้อขายพลังงานด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์จึงกำลังเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
2. สินค้าโภคภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทานสีเขียว บราซิลและรัสเซียคืออู่ข้าวอู่น้ำด้านเกษตรกรรมและปุ๋ยเคมีของโลก ขณะที่จีน แอฟริกาใต้ และสมาชิกใหม่อย่างเอธิโอเปีย เป็นแหล่งแร่หายาก และแร่ธาตุสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (เช่น ลิเทียม, โคบอลต์) ส่งผลให้เกิดโครงสร้างการค้าแบบ “พึ่งพากันเอง” ชัดเจน เช่น จีนนำเข้าวัตถุดิบและพลังงาน แปรรูปเป็นสินค้าเทคโนโลยีและส่งออกกลับไปยังกลุ่ม Global South
3. ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ ทำหน้าที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของ IMF และWorld Bank โดย NDB เน้นปล่อยกู้เพื่อโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาดแก่ประเทศกำลังพัฒนาด้วย “สกุลเงินท้องถิ่น” เพื่อไม่ให้ประเทศเหล่านั้นต้องติดกับดักหนี้สินในรูปดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่า BRICS จะเติบโตจนคิดเป็นสัดส่วนเศรษฐกิจเกือบ 40% ของ GDP โลก แต่การขับเคลื่อนไปสู่ “ขั้วอำนาจเบ็ดเสร็จ” ยังมีอุปสรรคสำคัญ อย่างความต่างด้านระบบการเมืองและผลประโยชน์ มีทั้งระบอบประชาธิปไตยขนาดใหญ่ (อินเดีย, บราซิล) และระบอบอำนาจนิยมหรือการปกครองแบบรวมศูนย์ (จีน, รัสเซีย, อิหร่าน) ทำให้นโยบายบางอย่างขับเคลื่อนได้ช้าเพราะยึดหลักฉันทามติ
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กันเอง โดยเฉพาะปัญหาระหว่างอินเดียกับจีนเรื่องพรมแดนและการแข่งขันในภูมิภาค ทำให้อินเดียมักจะพยายามเบรกนโยบายบางอย่างของจีนเพื่อไม่ให้ BRICS กลายเป็นเวทีโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านตะวันตกของจีนและรัสเซียเพียงฝ่ายเดียว แต่มุ่งเน้นให้เป็นเวทีเพื่อผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนามากกว่า

ปัญหาสภาพคล่องของเงินท้องถิ่น เงินหยวนยังมีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สกุลเงินอื่นอย่างรูเบิลหรือรูปีก็มีความผันผวนสูง ทำให้ภาคเอกชนทั่วโลกยังคงเลือกใช้ดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในการซื้อขายทั่วไป
BRICS ในปัจจุบันไม่ใช่กลุ่มก้อนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อ ‘ทำลายล้าง’ ระบบเดิมในชั่วข้ามคืน แต่พวกเขากำลังสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน’ ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ท่าเรือ ท่อส่งน้ำมัน ระบบดาวเทียม ไปจนถึงเครือข่ายบล็อกเชนสำหรับโอนเงินดิจิทัล สิ่งนี้ทำให้ประเทศในกลุ่ม Global South มี ‘ทางเลือก’ ที่จะแยกตัวเป็นอิสระจากอิทธิพลของระบบเบรตตันวูดส์และเงินดอลลาร์สหรัฐได้ทุกเมื่อที่ต้องการ.