ท่ามกลางอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ทว่าบนท้องถนนและในคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง กลับเต็มไปด้วยรถเข็นสัตว์เลี้ยงราคาหลักหมื่น นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นชั่วคราว หากแต่เป็นคลื่นใต้น้ำทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Pet Humanization” หรือปรากฏการณ์ที่ผู้คนหันมาเลี้ยงสัตว์เป็นสมาชิกในครอบครัวและปฏิบัติต่อพวกเขาประดุจ “ลูก” แท้ๆ ส่งผลให้อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทยทะยานสู่หมุดหมาย “แสนล้านบาท” อย่างรวดเร็ว
เมื่อโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุ ความหลากหลายทางเพศที่เบ่งบาน และวิถีชีวิตคนโสดที่เลือกจะไม่มีทายาท ความต้องการความรัก ความผูกพัน และการเติมเต็มทางอารมณ์จึงถูกโอนย้ายไปที่สิ่งมีชีวิตสี่ขา สัตว์เลี้ยงในวันนี้จึงไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงผู้เฝ้าบ้านหรือสัตว์เลี้ยงคลายเหงาอีกต่อไป แต่คือ “Pet Parents” ที่พร้อมจะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกของพวกเขา พฤติกรรมเหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ท้าทายกรอบความคิดแบบเดิม
ในสมรภูมิที่ดูเหมือนจะหอมหวาน ทว่าคลาคล่ำไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่และแบรนด์ข้ามชาติ “Pawdy” (พอดี้) แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงสไตล์ Holistic สัญชาติไทย ภายใต้การนำของ คุณพรพรรณ ประเพณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยปรัชญาธุรกิจที่กลั่นออกมาจากอินไซต์ที่แท้จริงของผู้บริโภค นั่นคือการทำอาหารสัตว์เลี้ยงด้วยแนวคิด “อาหารหมาจากใจแม่หมา” ที่สามารถบาลานซ์ระหว่าง “คุณภาพระดับพรีเมียม” กับ “ราคาที่เข้าถึงได้” ได้อย่างลงตัว
หากพลิกดูตัวเลขทางสถิติ จะพบว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ข้อมูลระบุว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงรวมของประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มพุ่งสูงทะลุ 80,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปแตะระดับ 123,916 ล้านบาท ภายในปี 2573 โดยมีจำนวนประชากรสัตว์เลี้ยง (เฉพาะสุนัขและแมว) ในประเทศสูงกว่า 21 ล้านตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ “อาหารสัตว์เลี้ยง” เป็นเซกเมนต์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุด โดยในประเทศมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังรั้งตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับสองของโลก ด้วยมูลค่าการส่งออกที่คาดว่าจะทะลุ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการผลิต ประเทศไทยมีศักยภาพที่สูงมาก ทว่าในตลาดยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างอาหารเกรดแมสราคาประหยัด กับอาหารนำเข้าราคาแพงระยับ

จาก “แม่หมา” สู่นวัตกรรมและทางรอดที่ยั่งยืน
“เริ่มต้นจากความเป็นแม่หมาตัวยง เลี้ยงเขาเป็นลูก กินนอนด้วยกัน” คุณพรพรรณเริ่มต้นเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ จากเดิมที่เคยทำธุรกิจอาหารเสริมของคนมาก่อน เมื่อต้องผันตัวมาดูแลสุนัขของตนเอง เธอจึงเริ่มศึกษาลึกไปถึงเรื่องโภชนาการ และสั่งซื้ออาหารเกรดพรีเมียมนำเข้ามาราคาแพง จนกระทั่งเมื่อได้ลงไปศึกษาโครงสร้างตลาดจริงเมื่อ 4 ปีก่อน จึงพบว่าตลาดมีข้อบกพร่องบางประการ
คุณพรพรรณค้นพบว่า ผู้บริโภคมักถูกสร้างค่านิยมว่า อาหารที่ดีและพรีเมียมจะต้องเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริง ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับสองของโลก มีเทคโนโลยีและวัตถุดิบที่ดีเยี่ยม “ความพรีเมียมไม่ได้หมายความว่าต้องนำเข้าอย่างเดียว แต่คือคุณภาพที่ดีในราคาที่เหมาะสม และต้องเข้าถึงได้สำหรับพ่อแม่สัตว์เลี้ยงทั่วไป”
นี่คือที่มาของคำจำกัดความสั้นๆ แต่ทว่าทรงพลังของแบรนด์ Pawdy นั่นคือ “โภชนาการที่พอดีและดีพอสำหรับลูกของคุณ” เธอย้ำว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอาหารที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงทุกตัวอย่างครอบจักรวาล แต่หัวใจสำคัญคือความเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย แต่ละสายพันธุ์ และแต่ละสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันต่างหาก
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Pawdy ในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองด้าน ด้านแรกคือ “การให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค” เพื่อปรับพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมามองลึกถึง “ฉลากโภชนาการ” มากกว่าภาพลักษณ์การโฆษณาชวนเชื่อบนหน้าซอง ด้านที่สองคือ “อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดที่ต่ำลง” จากการที่โรงงาน OEM ลดขั้นต่ำในการผลิตลง ทำให้มีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาจำนวนมาก แต่ในมุมมองของ Pawdy การแข่งขันนี้คือตัวคัดกรองชั้นดี เพราะแบรนด์ที่มีความจริงใจและเน้นคุณภาพที่แท้จริงเท่านั้นที่จะยืนระยะได้ยาวนานที่สุด
ในด้านกลยุทธ์ช่องทางและการตลาด Pawdy เลือกเดินเกมบนออนไลน์ถึง 80% เพื่อแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านน้ำหนักของอาหารสัตว์เลี้ยง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน “การตลาดแห่งความจริงใจ” ผ่านกองทัพคนตัวเล็ก หรือผู้ใช้จริงที่มาบอกต่อและป้ายยากันเอง ซึ่งมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่าโฆษณาทั่วไปในปัจจุบัน

สู่อนาคต 3 ปี: ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมระดับอนุสิทธิบัตร
เป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าของ Pawdy คือการปักหมุดในฐานะ “ผู้นำด้านนวัตกรรม” ในการเบลนด์ส่วนประกอบอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสุนัขและแมว ก้าวสำคัญที่ตอกย้ำทิศทางดังกล่าวคือ การที่ Pawdy ได้จับมือทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาอาหารสำหรับ “สุนัขสูงวัย” (Senior Dogs) โดยเฉพาะ สอดรับกับเทรนด์ Longevity Care และงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายการันตีทางวิทยาศาสตร์และสร้างความน่าเชื่อถือขั้นสูงสุดให้กับแบรนด์ในการก้าวสู่เวทีระดับโลกในอนาคตต่อไป.