7 ก.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

รัฐโต เอกชนแผ่ว "รีโนเวต" คือพระเอกตัวจริง เจาะทิศทางตลาดก่อสร้างไทย กับกลยุทธ์ของผู้เล่นรายใหญ่

รัฐโต เอกชนแผ่ว "รีโนเวต" คือพระเอกตัวจริง เจาะทิศทางตลาดก่อสร้างไทย กับกลยุทธ์ของผู้เล่นรายใหญ่

Workers_renovating_commercial_bu…_202609032135.jpeg

ตลาดก่อสร้างไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังเผชิญกับความผันผวนทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนวัตถุดิบที่แกว่งตัวตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านล้านบาท ถือว่าทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ตัวเลขรวมที่ดูนิ่งนี้กลับซ่อนความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเอาไว้ภายใน

หากแยกดูรายละเอียด การก่อสร้างของภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ด้วยมูลค่าราว 860,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 1% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาเมืองที่ทยอยเดินหน้าต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเอกชนกลับหดตัวลงเล็กน้อยราว 1% เหลือมูลค่าประมาณ 551,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากสต็อกที่อยู่อาศัยที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด และการชะลอตัวของโครงการที่พักอาศัยระดับกลางถึงล่างที่ได้รับผลกระทบจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

แต่ในภาพรวมที่ดูซบเซาในบางเซกเมนต์นี้ กลับมีอีกกลุ่มที่เติบโตได้อย่างชัดเจน นั่นคือกลุ่มงานรีโนเวต ซ่อมแซม และบำรุงรักษา ไม่ว่าจะเป็นงานกันซึม งานปูกระเบื้อง หรืองานซ่อมแซมพื้นและถนน ซึ่งได้อานิสงส์จากทั้งโครงการภาครัฐ ธุรกิจโรงแรม อาคารพาณิชย์ และพื้นที่ค้าปลีกที่ต้องการปรับปรุงอาคารเก่าให้ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานยุคใหม่ และรับกับภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคและเจ้าของอาคารเริ่มมองหาการ "ต่อยอด" มากกว่า "เริ่มต้นใหม่" ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

อีกแนวโน้มหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในวงการวัสดุก่อสร้าง คือวัสดุก่อสร้างที่รองรับแนวคิด Green Building, Healthy Living และ Climate Resilience ซึ่งกำลังขยับจากการเป็น "ทางเลือก" ไปสู่การเป็น "มาตรฐานพื้นฐาน" ของตลาด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพราะวัสดุกลุ่มนี้มักมีต้นทุนสูงกว่าวัสดุทั่วไป ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (3) - Copy.jpg

เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอ่านเกม

ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตกาวซีเมนต์ ยาแนว และเคมีภัณฑ์ก่อสร้างรายใหญ่ของไทย ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 ของการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ให้มุมมองต่อสถานการณ์ตลาดว่า

"ตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 แม้ว่าจะทรงตัวและชะลอเล็กน้อยในภาพรวม แต่ยังมีบางเซกเมนต์ที่เติบโตได้ ผู้เล่นที่เล็งเห็นทิศทางใหม่ของตลาดและพร้อมปรับตัว เร่งพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้ จะเติบโตได้อย่างมั่นคงและฝ่าความท้าทายไปได้"

เมื่อตลาดเปลี่ยนผู้เล่นในตลาดต้องปรับ สำหรับ จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ได้แปลงแนวคิดนี้ออกมาเป็นกรอบการทำงานที่เรียกว่า 5 Business Execution Priorities ได้แก่

  • Expert Innovation พัฒนานวัตกรรมจาก Pain Point ของผู้ใช้งานและผู้อยู่อาศัย
  • International Standard ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และ ESG สู่ระดับสากล
  • Thailand Market Leader รักษาความเป็นผู้นำในตลาดไทยและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
  • Global Expansion ขยายสู่ตลาด LMV (สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
  • Future Potential สร้าง Growth Engine ใหม่เพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจในระยะยาว

ในแง่กลยุทธ์การเติบโต บริษัทวางไว้บน 3 ขาหลัก คือการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักในกลุ่มกาวซีเมนต์และยาแนว การขยายรายได้จากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับหลักสิบเปอร์เซ็นต์ และตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ 15-20% และการมองหาโอกาสร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มเคมีภัณฑ์สำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นรูปแบบที่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่หลายรายในตลาดใช้เช่นกัน คำถามที่ยังต้องติดตามคือบริษัทจะทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่งในสนามเดียวกันหรือไม่

04_Jorakay Green Pack_0 - Copy.jpg

พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมหลายระดับราคา

ด้านพอร์ตโฟลิโอ จระเข้ คอร์ปอเรชั่น วางพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมผู้บริโภคหลายกลุ่มผ่าน 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ “จระเข้ USA” (Jorakay USA) เจาะกลุ่มมาตรฐานถึงพรีเมียม, “ชาละวัน” เจาะกลุ่ม Economy และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน, “เกเตอร์” (Gator) กลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง, “สีจระเข้” (SEE Jorakay) กลุ่มสีที่ชูจุดขายด้านความปลอดภัยและสูตร Zero VOCs และ “จระเข้ อีซี่” (Jorakay Easy) สำหรับกลุ่ม DIY

การมีหลายแบรนด์ในระดับราคาต่างกันช่วยให้เข้าถึงช่องทางจำหน่ายได้ทั้ง Traditional Trade และ Modern Trade เป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการพึ่งพากลุ่มลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป

สำหรับแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดร. จิรัฏฐ์ ระบุว่า จระเข้ มุ่งพัฒนาโซลูชันงานก่อสร้างครบวงจรจาก Pain Point จริงในวงการ ทั้งของช่าง ผู้บริโภค ตลอดจนนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นซีเมนต์สำหรับซ่อมแซมพื้นหลุดร่อน ที่ฉาบได้บางเพียง 2-3 มิลลิเมตร แต่ยังรับน้ำหนักระดับ Heavy Duty ได้ โดยไม่ต้องทุบรื้อพื้นเดิม

Flooring Campaign - Copy.JPG

เป้าหมายด้านความยั่งยืน

แน่นอนว่า “ความยั่งยืน” คือภาคบังคับของทุกธุรกิจ สำหรับจระเข้วางกรอบความยั่งยืนผ่านโมเดล 3P คือ Green Process, Green People และ Green Planet โดยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม JORAKAY Green Products อยู่ที่ 63% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และ Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2050

บริษัทยังให้น้ำหนักกับแนวคิด Circular Economy ผ่านมุมความคงทนของผลิตภัณฑ์ เพื่อยืดอายุการใช้งาน แทนที่จะเน้นเฉพาะการใช้วัสดุรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว ดร. จิรัฏฐ์ อธิบายว่า

"จระเข้ มองว่าตลาด Green Construction เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของทิศทางการเติบโตระยะยาวในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยและภูมิภาค"

Jorakay Academy_3 - Copy.jpg

แข่งกับของถูกและของก๊อบปี้ด้วยการให้ความรู้

ความท้าทายที่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างระดับพรีเมียมเผชิญคือแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกและสินค้าลอกเลียนแบบในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว จระเข้ยอมรับว่าเคยสูญเสียลูกค้าบางส่วนให้กับสินค้าราคาถูกกว่าในบางช่วงเวลา และเลือกไม่ลดคุณภาพสินค้าเพื่อแข่งขันด้านราคา แต่หันมาเน้นสื่อสารเรื่องความคุ้มค่าระยะยาวแทน บริษัทระบุว่าลูกค้าส่วนหนึ่งกลับมาใช้แบรนด์ในภายหลัง แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขสัดส่วนที่ชัดเจนว่ากลับมามากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งตลาดที่เสียไปให้สินค้าราคาถูกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยังประเมินได้ยากว่ากลยุทธ์นี้ชดเชยแรงกดดันด้านราคาได้มากน้อยแค่ไหนในภาพรวม

จระเข้ ปฏิวัติวงการก่อสร้างด้วย Dustless Technology - Copy.jpg

ขยายตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลที่ต่างกันในแต่ละประเทศ

ในการขยายตลาดต่างประเทศ จระเข้ให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศ LMV เป็นหลัก โดยเวียดนามเป็นตลาดที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ผ่านฐานที่มั่นใน JORAKAY Vietnam Co., Ltd. ด้าน สปป.ลาว เติบโตดีในโครงการเชิงพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนเมียนมายังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทต้องบริหารจัดการต่อเนื่อง แม้จะมองว่ามีศักยภาพในระยะยาวก็ตาม

ถ้ามาโฟกัสที่กลยุทธ์ในการบุกตลาดต่างประเทศ จระเข้เลือกไม่ใช้โมเดลเดียวกันในทุกประเทศ แต่ปรับตามบริบทของแต่ละตลาด ทั้งผ่านพันธมิตรท้องถิ่น การตั้งบริษัทลูก และการทำ Joint Venture ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาความซับซ้อนด้านกฎระเบียบและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ก็หมายความว่าบริษัทต้องแบกรับต้นทุนการบริหารจัดการที่หลากหลายรูปแบบไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นความท้าทายด้านปฏิบัติการเช่นกัน

ภาพรวมของตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 อาจไม่ได้หวือหวาด้วยตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่น แต่เป็นภาพของตลาดที่กำลังจัดวางความต้องการใหม่ จากบ้านใหม่สู่การรีโนเวต จากราคาถูกสู่ความคุ้มค่าระยะยาว และจากวัสดุทั่วไปสู่วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนจระเข้ คอร์ปอเรชั่นจะสามารถแปลงเป้าหมายและกรอบกลยุทธ์ที่วางไว้ให้กลายเป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริงในอีก 3-5 ปีข้างหน้าหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป