การจัดอันดับบัญชีนวัตกรรมโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมาเพียง 1 ขั้นจากปีก่อนหน้า คือตัวเลขอย่างเป็นทางการของประเทศไทยในรายงาน Global Innovation Index (GII) ประจำปี 2026 โดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
มองผิวเผิน การขยับขึ้นหนึ่งอันดับอาจฟังดูเป็นสัญญาณที่ดี แต่เมื่อกางโครงสร้างคะแนนออกดู จะพบภาพความจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับเครื่องยนต์นวัตกรรมของไทย
ฝั่งที่เป็นแรงดันสำคัญรอบนี้คือ ผลผลิตทางนวัตกรรม ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 41 โดยเฉพาะหมวดผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยีที่พุ่งจากอันดับ 44 ขึ้นมาอยู่อันดับ 38 สะท้อนว่าภาคเอกชนไทยค่อนข้างเก่งในการเค้นเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาแปลงเป็นมูลค่า สอดคล้องกับจุดแข็งเดิมในเรื่องระบบตลาด (อันดับ 27) และระบบธุรกิจ (อันดับ 41) ที่ยังคงทำหน้าที่ได้ดี
ทว่าปัญหายังอยู่ที่ ปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม ที่ยังติดหล่มอยู่อันดับ 46 โดยเฉพาะปัจจัยด้านสถาบัน ที่ถอยหลังลงไปอยู่อันดับ 80 จากเดิม 76 ขณะที่ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ ก็ร่วงลงไปอยู่อันดับ 44
ความเหลื่อมล้ำระหว่างความพยายามของฝั่งตลาดกับแรงส่งจากภาครัฐ กำลังชี้ให้เห็นว่าระบบนวัตกรรมไทยวิ่งไปได้ไม่ไกลเกินกว่าฐานเดิม หากปราศจากการปรับรุกในเชิงโครงสร้างทุนและการสนับสนุนที่ตรงจุด
"นวัตกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคิดค้นสิ่งใหม่ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นมูลค่า"

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ย้ำถึงหัวใจของการขยับบทบาทครั้งใหญ่ หลัง NIA ประกาศปรับบทบาทจากการเป็นเพียง "ผู้ให้ทุน" มาสู่ "ผู้ร่วมลงทุน" (NIA Venture) ผ่านกลไกอย่าง Corporate Co-funding, PE Trust และ Holding Company
ขณะเดียวกัน ดีเดย์ 1 ตุลาคม 2569 นี้ NIA ยังเข้ามารับไม้ต่อในการคัดกรอง "บัญชีนวัตกรรมไทย" เต็มตัว ตามมติ ครม. เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมรื้อเกณฑ์ใหญ่ที่เคยเป็นจุดโหว่ หั่นกรอบคุ้มครองสิทธิจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี (ต่ออายุได้ไม่เกิน 3 ปี) เพื่อบีบให้ผลิตภัณฑ์สอดรับกับรอบเทคโนโลยีที่หมุนไวขึ้น พร้อมกลไกคัดออกจากบัญชีหากสินค้านั้นมีผู้ผลิตแพร่หลายในตลาดแล้ว เพื่อลดการผูกขาดและแก้ข้อครหาเรื่องนวัตกรรมเทียม
"เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ในบัญชี แต่ต้องทำให้บัญชีนวัตกรรมไทยสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการ ภาครัฐ และระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการทำให้นวัตกรรมของไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เติบโต และแข่งขันได้ในตลาดจริง"
การปรับใหญ่ครั้งนี้คือการลองเครื่องเพื่อเปลี่ยน "บัญชีนวัตกรรมไทย" จากเดิมที่เป็นเพียงบัญชีจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้กลายเป็นตราประทับสร้างความน่าเชื่อถือที่พาผู้ประกอบการต่อยอดสู่ตลาดเอกชน (B2B/B2C)
ทั้งหมดนี้คือเดิมพันครั้งสำคัญ หากไทยต้องการหลุดออกจากกับดักการเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี แล้วขยับขึ้นไปยืนบนพรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าอย่างแท้จริง