ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพและการเลือกรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนคุณภาพดี “ทูน่า” ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติที่รับประทานง่าย ไขมันต่ำ อุดมไปด้วยโปรตีนสูงและโอเมก้า 3 อีกทั้งยังตอบโจทย์มื้ออาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่มื้อหลักที่ต้องการความอิ่มท้อง ไปจนถึงของว่างที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว
ความนิยมดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านตัวเลขในตลาดโลก ปัจจุบันทูน่าแบบเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้อง (shelf-stable tuna) มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 11,000 ล้านหน่วยต่อปี และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปี ในช่วงปี 2568–2573 โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 100–200 มิลลิลิตร ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดทูน่ายังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาและสร้างโอกาสใหม่ ๆ อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาอาหารซึ่งให้ทั้งคุณค่าทางโภชนาการ ความอิ่มท้อง และความสะดวกในชีวิตประจำวัน
ศักยภาพแชมป์โลกของอุตสาหกรรมทูน่าไทย
แม้ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมทูน่าทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อ ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญและฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำการผลิตและส่งออกทูน่ากระป๋องอันดับหนึ่งของโลกไว้ได้อย่างมั่นคง
ในปี 2567 ไทยผลิตทูน่ากระป๋องกว่า 630,000 ตัน โดยกว่า 90% เป็นการผลิตเพื่อส่งออก คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองสัดส่วนสูงถึง 29.7% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยืนยันว่า ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตทูน่ากระป๋องที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ศักยภาพและกำลังการผลิตที่พร้อมมูลนี้ นำมาซึ่งโจทย์สำคัญสำหรับก้าวต่อไปว่า ประเทศไทยจะขยับจากการเน้น “ปริมาณการผลิต” ไปสู่ “การสร้างมูลค่าเพิ่ม” จากสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ทูน่ามีความโดดเด่นจากสินค้าหมวดเดียวกันในตลาดที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับรูปแบบเดิมมานาน การมองหานวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งในตัวผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย
จากต้นทุน สู่เครื่องมือสร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์
นอกจากหน้าที่ในการปกป้องและรักษาคุณภาพอาหารแล้ว “บรรจุภัณฑ์” ยังเปรียบเสมือนป้ายโฆษณาที่สื่อสารข้อมูลสินค้า และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคตั้งแต่การเลือกซื้อ การจัดเก็บ ไปจนถึงการเปิดรับประทาน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคมีความซับซ้อนขึ้น บรรจุภัณฑ์จึงต้องทำหน้าที่มากกว่าเดิม ทั้งการสร้างความแตกต่าง ตอบโจทย์โอกาสการบริโภคที่หลากหลาย และช่วยให้แบรนด์นำเสนอสินค้าได้ตรงความต้องการของตลาด
ทว่าเมื่อมองไปที่ชั้นวางสินค้าในปัจจุบัน ตลาดทูน่าส่วนใหญ่ยังคงคลุมด้วยบรรจุภัณฑ์รูปแบบดั้งเดิมที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกัน ส่งผลให้ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็นความโดดเด่นของสินค้าเท่าที่ควร ทั้งที่ผู้ผลิตแต่ละรายต่างพยายามนำเสนอจุดเด่นด้านชนิดปลา สูตรอาหาร หรือระดับราคาอย่างเต็มที่

สุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองต่อทิศทางบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ไว้ว่า
“โจทย์ของอุตสาหกรรมทูน่าไทยในตลาดโลกอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่โดนใจ ได้ใจผู้บริโภค และสร้างมูลค่าได้มากขึ้น การมองบรรจุภัณฑ์ในมุมมองใหม่ไม่ได้หมายถึงการเข้ามาแทนที่รูปแบบเดิมทั้งหมด แต่เป็นการเปิดรับทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อช่วยดึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้ออกมาชัดเจน และเข้าถึงความต้องการของตลาดแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม”
ตัวอย่างการปรับตัวที่น่าสนใจ คือความร่วมมือระหว่าง เต็ดตรา แพ้ค และ Jealsa ผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำจากสเปน ที่ร่วมกันเปิดตัวทูน่าพร้อมรับประทานในบรรจุภัณฑ์ “กล่องกระดาษ” เป็นครั้งแรกในประเทศสวีเดน ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของทูน่า พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสของผู้ประกอบการในการหันกลับมาทบทวนบรรจุภัณฑ์ของตนเองเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
ความยั่งยืน: ปัจจัยขนานคู่การเติบโต
นอกเหนือจากภาพลักษณ์ที่แตกต่างและความสะดวกในการรับประทาน ปัจจัยด้าน “ความยั่งยืน” กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้บรรจุภัณฑ์ยุคนี้ต้องทำหน้าที่รักษาคุณภาพอาหารควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
ผู้ประกอบการไทยจึงต้องมองให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ เพราะตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ ขนส่ง ไปจนถึงขั้นตอนหลังจากผู้บริโภครับประทานหมดแล้ว ล้วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น การตั้งคำถามว่าบรรจุภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษหรือกระป๋องโลหะถูกสร้างมาอย่างไร และจะถูกจัดการต่ออย่างไรหลังการใช้งาน จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
บรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษซึ่งใช้วัสดุหลักจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียนและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องพึ่งพาระบบรีไซเคิลที่เข้มแข็ง เพื่อให้วัสดุถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง
“ความยั่งยืนไม่ใช่โจทย์ที่ผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งจะขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า สำหรับอุตสาหกรรมทูน่า การสร้างความแตกต่างกับการสร้างความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ไม่ควรแยกออกจากกัน เพราะทั้งสองส่วนคือการสร้างคุณค่าร่วมกันให้แก่ผลิตภัณฑ์ในอนาคต” สุภนัฐ กล่าวเสริม
ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมทูน่าไทย
ด้วยความพร้อมด้านฐานการผลิต ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย เป้าหมายต่อไปของอุตสาหกรรมทูน่าไทย คือการนำความได้เปรียบเหล่านี้มาสร้างโอกาสใหม่ โดยเฉพาะการขยับเข้าสู่ตลาดพรีเมียมด้วยการมอบทางเลือกที่แปลกใหม่และสอดรับกับความต้องการของตลาด
การจะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ต้องอาศัยการประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตอาหาร ผู้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ผู้ค้าปลีก และพันธมิตรด้านการขนส่ง เพื่อร่วมกันพัฒนา ทดลอง และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดได้จริง
หากทุกฝ่ายร่วมกันนำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดผ่านนวัตกรรม ทั้งในด้านตัวสินค้า บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทูน่าไทยในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” ให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้นในระยะยาว