มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพไทยกำลังแตะระดับ 5 แสนล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6–8% ต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่เคาน์เตอร์แบรนด์ สกินแคร์ อาหารเสริม ไปจนถึงคลินิกหัตถการและการส่งออก
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขอบเขตของธุรกิจกำลังขยายจากความงามหรือ “Beauty” ไปสู่สุขภาพ หรือ “Wellness” และผู้เล่นต่างชาติเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตและการค้าในไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่หลากหลายกว่าเดิม
ข้อมูลจาก บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้า COSMEX ฉายภาพว่า หากแยกโครงร่างตลาดปี 2568 ตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายของไทยมีมูลค่าราว 2.7 แสนล้านบาท (เติบโต 6%) ตลาดอาหารเสริม 4.2 หมื่นล้านบาท (เติบโต 7.7%) และเมื่อบวกคลินิกหัตถการความงามอีก 7.5 หมื่นล้านบาท รวมกับมูลค่าส่งออกราว 1.17 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างสม่ำเสมอ

“โควิดก็ทำอะไรอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ โตมาตลอด 10% บ้าง 8% บ้าง ทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก” วราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ ไบเทค กล่าวถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าความงามอันดับต้นๆ ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์
จากความงามสู่เวลเนส
วราภรณ์ระบุว่า ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คำว่า “Beauty and Wellness Market” หรือ “Beauty and Wellness Economy” จะถูกใช้ควบคู่กับ Beauty Market มากขึ้น เพราะขอบเขตของธุรกิจครอบคลุมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย และเวลเนสไม่ได้หมายถึงการรับประทานเพียงอย่างเดียว
“ความงามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่รวมถึงสุขภาพ การดูแลเชิงป้องกัน และคุณภาพชีวิตโดยรวม”
ซึ่งแน่นอนว่าแนวโน้มนี้สะท้อนไปยังภาคการผลิตอย่างเห็นได้ชัด ผู้รับจ้างผลิต (OEM/ODM) รายเดียวกันมักรับงานได้ตั้งแต่เครื่องสำอางสี สกินแคร์ ครีมกันแดด มาสก์แผ่น ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ผลิตภัณฑ์สปา ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตลาดสองกลุ่มนี้จึงถูกมองรวมกันมากขึ้น
ความท้าทาย 3 มิติ: ต่างชาติทะลัก, สารสกัดต้องมาตรฐาน, กำแพงฮาลาล
แม้เค้กของธุรกิจจะก้อนใหญ่ขึ้น แต่โจทย์ในการทำธุรกิจกลับซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผ่าน 3 สัญญาณสำคัญ:

1. การหลั่งไหลของซัพพลายเออร์ต่างชาติ
จากสถิติผู้แสดงสินค้าความงามล่าสุด สัดส่วนผู้ประกอบการต่างชาติขยับขึ้นมาสูงถึง 65% โดยมีผู้เล่นจากจีนถือครองสัดส่วน 60% ซึ่งโดดเด่นด้านบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักร ขณะที่เกาหลีใต้ตามมาด้วยสัดส่วน 22% ซึ่งขยายตัวขึ้นถึง 20% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปและงานรับจ้างผลิต (OEM/ODM) จากโรงงานในประเทศเกาหลีโดยตรง
เมื่อห่วงโซ่การผลิตและการค้าเปิดกว้างขึ้น แบรนด์ไทยจึงไม่ได้แข่งกับผู้เล่นในประเทศเท่านั้น แต่ต้องแข่งกับความเร็วและมาตรฐานของต่างชาติ
“วงการนี้โตก็จริง การแข่งขันก็เยอะขึ้นตาม” วราภรณ์ระบุ พร้อมชี้ว่า เจ้าของแบรนด์ยุคนี้ต้องตอบให้ชัดถึงความต่าง ความน่าเชื่อถือของส่วนผสม และความเร็วในการนำสินค้าลงสู่ตลาด

2. T-Beauty กับดักมาตรฐานสารสกัด
จุดแข็งของไทยคือวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน ใบบัวบก และดอกบัวขาว ตลอดจนความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร แต่สิ่งที่เป็นคอขวดของการพา T-Beauty ไปสู่ระดับสากล คือความสม่ำเสมอของสารสกัดในเชิงอุตสาหกรรม
“ปัญหาคือสกัดยังไงให้มันคงที่ สินค้าทุกแบทช์ต้องเหมือนกัน ไม่ใช่แบทช์นี้อย่างหนึ่ง อีกแบทช์อีกแบบหนึ่ง”
แบรนด์ระดับโลกที่ต้องการซื้อสารสกัดไทยไปเป็นวัตถุดิบต้องการเอกสารรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งอุดช่องว่าง รวมถึงการสื่อสารทิศทางแบรนด์ที่ไม่ให้ภาพของ T-Beauty กระจัดกระจายจนขาดพลัง

3. ตลาดฮาลาล: กำแพงสูงที่คุ้มค่า
กลุ่มสินค้าความงามฮาลาล โดยเฉพาะสกินแคร์เนื้อบางเบาสำหรับผู้บริโภคมุสลิม เป็นอีกหนึ่งนิชมาร์เก็ตที่มีโอกาสเติบโตสูง แม้มาตรการรับรองมาตรฐานจะเข้มงวดและต้องใช้เงินลงทุน แต่ก็นับเป็นข้อได้เปรียบเชิงการค้า
“เหนื่อยกว่าจะได้เข้าไป แต่พอเข้าไปแล้ว คู่แข่งขันที่เข้าไม่ได้ก็จะโดนกีดกันออกไปโดยธรรมชาติ” วราภรณ์สะท้อนถึงโอกาสของแบรนด์ที่พร้อมปรับตัว

ตลาดความงามยุคใหม่จึงไม่ใช่เรื่องของความงามภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่คือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและคุณภาพชีวิตโดยรวม แบรนด์ที่จะรอดและเติบโตได้ในระยะยาว จำเป็นต้องเคลื่อนตัวให้อยู่บน 3 กลยุทธ์หลัก:
1. Speed & Differentiation: สร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์และเร่งความเร็วในการเปิดตัว
2. Standardization: ยกระดับมาตรฐานการวิจัยและสารสกัดเพื่อแทรกตัวเข้าสู่ Supply Chain ระดับโลก
3. Niche Compliance: ลงทุนในมาตรฐานเฉพาะกลุ่ม เช่น ตลาดฮาลาล
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะลึกเทรนด์และจับคู่ธุรกิจ งาน COSMEX 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2569 ณ ไบเทค บางนา โดยรวบรวมเวทีสัมมนาเชิงกลยุทธ์ เวิร์กช็อปการปรุงกลิ่นหอม และระบบจับคู่ธุรกิจ Meet My Match ด้วย AI ไว้ภายในงาน