7 พ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

25 ปีแจ่มใส จากเรื่องรักบนหน้ากระดาษ สู่ธุรกิจคอนเทนต์หลายแพลตฟอร์ม

25 ปีแจ่มใส จากเรื่องรักบนหน้ากระดาษ สู่ธุรกิจคอนเทนต์หลายแพลตฟอร์ม

jamsai_01.jpg

กลุ่มสำนักพิมพ์กว่า 10 แบรนด์ ผลิตหนังสือราว 300 ปกต่อปี และเพิ่มพอดแคสต์ กิจกรรมพบนักอ่าน และงานขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ ในช่วงที่จำนวนพิมพ์ครั้งแรกต่อเล่มลดจากราว 10,000 เหลือราว 3,000 เล่ม

เมื่อพูดถึงสำนักพิมพ์แจ่มใส นักอ่านจำนวนไม่น้อยยังนึกถึงนิยายรักเบา ๆ ที่หยิบอ่านกันตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย ภาพจำนี้ยังเป็นรากฐานของแบรนด์ แต่เมื่อบริษัทเดินทางมาถึงปีที่ 25 พอร์ตคอนเทนต์กว้างกว่านั้นมาก ทั้งนิยายจีนแปล นิยายวายและยูริ แฟนตาซี นิยายสืบสวน หนังสือพัฒนาตนเอง หนังสือเด็ก พอดแคสต์ กิจกรรมพบปะนักอ่าน และการนำผลงานนักเขียนไทยไปเสนอในตลาดต่างประเทศ

สำหรับตัวเลขทางการเงินของบริษัท แจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด มีรายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ 151.97 ล้านบาท ลดลง 7.25% จากปีก่อน และขาดทุน 63.03 ล้านบาท เทียบกับกำไร 1.22 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งปีนั้นรายได้รวมอยู่ที่ 163.84 ล้านบาท ลดลง 10.6% และกำไรลดลง 76.5%

1787897737134_our_happiness_everY - Copy.jpg

เรื่องเล่าออนไลน์เป็นจุดตั้งต้น

สำนักพิมพ์แจ่มใสก่อตั้งในเดือนตุลาคม 2544 รวิวรรณ มฤคพิทักษ์ Managing Director บริษัท แจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด เล่าว่า เจ้าของกิจการในขณะนั้นเข้าไปอ่านเรื่องเล่าบนเว็บบอร์ดพันทิป เห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มเขียนและอ่านงานของกันและกันมากขึ้น จึงติดต่อผู้เขียนเพื่อรวมเรื่องเหล่านั้นเป็นเล่ม โดยช่วงแรกถือเป็นการทดลอง

หนังสือชุดแรกที่ผู้อ่านจดจำคือ "ความรู้สึกดี...ที่เรียกว่ารัก" ซึ่งรวมเรื่องสั้นที่ได้รับความนิยมบนอินเทอร์เน็ต ออกเป็นเล่มเรียงตามลำดับเลข จนนักอ่านเรียกว่า "นิยายติดเลข" เมื่อมีฐานนักเขียนไทยแล้ว บริษัทมองหาผู้อ่านเพิ่มด้วยการนำงานแปลจากเกาหลีเข้ามา หนึ่งในชื่อแรก ๆ คือ "หนุ่มฮอตสาวเฮี้ยว รักเปรี้ยวอมหวาน" ซึ่งช่วยสร้างกระแสให้แบรนด์ในช่วงนั้น จากนั้นนักเขียนไทยที่จับเทรนด์นิยายรักได้ เช่น สแตมป์เบอร์รี่ ก็มีผลงานออกมาต่อเนื่อง และมีนักอ่านติดตามผลงานเป็นกลุ่ม

DSC05764 - Copy.JPG

แตกแบรนด์ตามกลุ่มผู้อ่าน

ขั้นถัดมาคือการแยกสำนักพิมพ์ตามรสนิยมผู้อ่าน ปัจจุบันกลุ่มแจ่มใสมีสำนักพิมพ์เกิน 10 แบรนด์ ฝั่งนิยายมี "มากกว่ารัก" ซึ่งเปิดมาราว 16-17 ปี เน้นนิยายรักแนวจีนโบราณที่แปลจากงานของนักเขียนจีนและไต้หวัน มีหลายเรื่องถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ผู้อ่านหลักคือวัยทำงานและผู้ติดตามซีรีส์จีน เช่นเรื่องลำนำทะเลทราย, หงส์ขังรัก, บุปผาสีชาด เป็นต้น ส่วน Enter Books รวมนิยายแปลจากทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก แนวแฟนตาซี สยองขวัญ สืบสวนสอบสวน และกำลังภายใน

สำนักพิมพ์ everY เปิดตัวในปี 2558 สำหรับนิยายวายและยูริ มีผลงานที่ผู้จัดละครนำไปสร้างเป็นซีรีส์ อย่างนิยายเรื่อง “เพราะเรา…คู่กัน” นิยายของ JittiRain ดัดแปลงเป็นซีรีส์โดย GMMTV ในชื่อเรื่อง “2gether The Series” หรือ “ทฤษฎีจีบเธอ” นิยายของ JittiRain ที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ Theory of Love ขณะที่ Jamsai Love Series เป็นนิยายรักวัยรุ่นที่มีภาพประกอบเป็นจุดเด่น และมีหลายเรื่องถูกดัดแปลงเป็นละคร, สำนักพิมพ์ Love พัฒนามาจากแบรนด์ "ความรู้สึกดีที่เรียกว่า...รัก" และเป็นนิยายรักร่วมสมัยโดยนักเขียนไทย

ฝั่งหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย Ganbatte ทำคู่มือเตรียมสอบและหนังสือ How-to พัฒนาตนเองสำหรับวัยรุ่น ส่วน DOT, Glow และ O2 ทำหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตนเอง How-to และความเรียง บางแบรนด์ที่เคยเปิดก็ปิดไปแล้วเมื่อฐานลูกค้าเปลี่ยน

9786160606597 - Copy.jpg

รวิวรรณอธิบายว่าเหตุผลของการแตกแบรนด์คือการเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง

“ลูกค้าแต่ละกลุ่มชอบไม่เหมือนกัน สื่อสารไม่เหมือนกัน กลุ่มนิยายวายมีภาษาแบบหนึ่ง กลุ่มมากกว่ารักใช้ภาษาที่ต่างไป ส่วนกลุ่มหนังสือสำหรับผู้ปกครองก็ใช้อีกแบบ เมื่อแบรนด์ชัด ผู้อ่านจึงจำได้ว่าแบรนด์ใดให้ประสบการณ์แบบใด และทีมงานเลือกวิธีสื่อสารได้ตรงกลุ่มมากขึ้น”

ปัจจุบันแจ่มใสผลิตหนังสือราว 300 ปกต่อปี ไม่นับโปรเจกต์พิเศษ สินค้าไลฟ์สไตล์ และของพรีเมียม ต้นฉบับมาจากสองทาง คือนักเขียนส่งเข้ามา และทีมบรรณาธิการออกไปค้นหาเอง แต่ละเรื่องผ่านการคัดกรองหลายขั้น เริ่มจากกองบรรณาธิการ ก่อนพิจารณาร่วมกับฝ่ายการตลาดว่าเหมาะกับตลาดหรือไม่ บริษัทมีรายการเนื้อหาที่ไม่รับตีพิมพ์ เช่น เรื่องที่ส่งผลเชิงลบต่อสังคม แต่รวิวรรณระบุว่าตั้งใจให้เกณฑ์ยืดหยุ่น

“ไม่งั้นจะกลายเป็นเช็กลิสต์เดิม ๆ แล้วได้แนวเดิม ๆ” รวิวรรณกล่าว

1787898339699_our_happiness_dotglowo2 - Copy.jpg

ทศพล จันทร์กระจ่าง Acting Sales & Marketing Director บริษัท แจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด มองว่ารสนิยมนักอ่านหมุนเวียนเร็ว เทรนด์เปลี่ยนทุกราว 2 ปี เช่น จากแนวฮีลใจไปสู่แนวสืบสวนและเรื่องลี้ลับ ซึ่งได้รับความนิยมราว 18-24 เดือน ขณะนี้ผู้อ่านให้ความสำคัญกับงานเขียนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่มีโครงเรื่องใหม่และฉากร่วมสมัย

ในการตัดสินใจว่าจะตามเทรนด์ใดหรือไม่ ทศพลระบุว่าทีมจะหารือกันก่อน เพราะการลงทุนทุกเทรนด์มีต้นทุนสูง และต้องดูว่าทีมถนัดหรือไม่ ตัวอย่างคือนิยายแชท ซึ่งบริษัทเลือกไม่ทำเพราะไม่ใช่ความถนัด

"เลือกสิ่งที่เป็นเรา แล้วก็หาสิ่งที่ตลาดไม่มีไปเติม" ทศพลกล่าว พร้อมเสริมว่านักอ่านของแจ่มใสเข้มงวดกับคุณภาพ งานที่ออกมาแล้วสร้างความผิดหวังจึงต้องหลีกเลี่ยง

DSC05720.JPG

ยอดพิมพ์ลดลง อีบุ๊กเข้ามาเสริม

ผู้บริหารให้ภาพการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตและช่องทางขายไว้ชัดที่สุดผ่านจำนวนพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งลดจากราว 10,000 เล่ม เหลือ 5,000 และปัจจุบันราว 3,000 เล่ม ขึ้นกับแต่ละหัวหนังสือ ขณะที่จำนวนพิมพ์ขั้นต่ำอยู่ที่ราว 3,000-3,500 เล่ม

ด้านอีบุ๊ก (E-Book) เมื่อก่อนบริษัทให้น้ำหนักกับหนังสือเล่มก่อน และปล่อยอีบุ๊กตามหลังราวหนึ่งเดือน แต่ปัจจุบันวางขายพร้อมกันทุกช่องทางในวันเดียว ซึ่งทำมาแล้วราว 5-7 ปี รวิวรรณระบุว่าต้นทุนของสองรูปแบบแตกต่างกัน แต่กำไรไม่ต่างกันมากนัก

"ตอนนี้เล่มกับอีบุ๊กสัดส่วนแทบจะเท่ากัน" รวิวรรณกล่าว

เมื่อถามถึงมุมมองที่ว่าอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจขาลง รวิวรรณตอบว่า "มองเป็นความท้าทาย" เธอเห็นว่าธุรกิจที่ถูกมองว่าขาลงบังคับให้ผู้ผลิตต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เพราะผู้อ่านตัดสินใจซื้อยากขึ้น หนังสือเล่มจึงต้องแข่งด้วยงานคราฟต์ ทั้งปก กระดาษ และงานออกแบบ ส่วนอีบุ๊กตอบโจทย์ผู้อ่านอีกกลุ่ม และบางคนซื้อทั้งสองรูปแบบ

1787133794861_M&T-Communit-Article - Copy.jpg

จากผู้อ่านสู่ชุมชน

หนึ่งในทิศทางที่เห็นชัดในปีนี้คือการสร้างคอมมูนิตี รวิวรรณอธิบายว่าเมื่อก่อนหนังสือมีตัวเลือกไม่มาก แต่ทุกวันนี้ผู้อ่านอยากรู้ก่อนซื้อว่าเรื่องนั้นสนุกหรือไม่ ชุมชนนักอ่านจึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลสองทาง ต่างจากการที่สำนักพิมพ์เปิดเพจแล้วสื่อสารอยู่ฝ่ายเดียว ปัจจุบันมีนักรีวิวและบุ๊กทอกเกอร์จำนวนมาก คำบอกเล่าจากผู้อ่านด้วยกันจึงมีน้ำหนักต่างจากที่แบรนด์พูดเอง

กิจกรรมของแจ่มใสมีหลายรูปแบบ โครงการ Read & Sip โดยสำนักพิมพ์ mind & thought ร่วมกับสตาร์บัคส์ ที่ Starbucks Reserve One Bangkok เป็นบุ๊กทอล์กที่เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับผู้ร่วมงาน จัดไปแล้ว 3 ครั้ง และเหลืออีก 2 ครั้งในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม นอกจากนี้ยังมีบุ๊กคลับที่หน้าร้านพันธมิตร เช่น นายอินทร์ ซึ่งจัดเกือบทุกเดือนโดยเชิญนักเขียนมาพบผู้อ่าน

“เราน่าจะเป็นคนช่วยดึงสติ ช่วยดึงเวลา ช่วยดึงสมาธิคนกลับมา” รวิวรรณกล่าว

ด้านคอนเทนต์ โครงการ Book Entertainment ปัจจุบันมีรายการพอดแคสต์และช่องวิดีโอมากกว่า 10 รายการ เช่น Jamsai Podcast, Character Story, มโนแจ่ม, สาระเฮียเฮีย, DOT TALKS เป็นต้น ส่วนโครงการแจ่มใสแอฟฟิลิเอต (Jamsai Affiliate) สำหรับนักรีวิวที่ต้องการรายได้จากการแนะนำหนังสือ บริษัทระบุว่าค่าคอมมิชชันสูงสุดอยู่ที่ 18% นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์สินค้าสะสม เช่น แจ่มใส คลาสสิก คอลเลกชัน ที่นำนิยายชุดเดิมกลับมาจัดพิมพ์ใหม่ในรูปแบบเก็บสะสม เริ่มจากนิยายเซ็ต 7's ของสแตมป์เบอร์รี่

864583992_1556654763165999_5440412160662964145_n.jpg

แบรนด์ใหม่สำหรับผู้อ่านที่โตขึ้น

ในปีนี้แจ่มใสเปิดตัวสำนักพิมพ์ใหม่หลายแบรนด์ หนึ่งในนั้นคือเมส (Mezz) ซึ่งหยิบเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงและซับซ้อนของมนุษย์มาเล่า สำหรับผู้อ่านที่โตขึ้นจากนิยายรักวัยใส

จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท หรือ "ลี้" เจ้าของนามปากกา "ร เรือในมหาสมุทร" และผลงาน Fine but Faded ก็ดีนะ...แต่ก็แย่ว่ะ ส่งงานให้แจ่มใสมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเล่าว่าเคยเข้าใจว่าเรื่องที่มีเนื้อหาหนักอาจไม่เข้ากับภาพลักษณ์สดใสของสำนักพิมพ์ แต่การเกิดขึ้นของเมสทำให้งานลักษณะนี้มีที่ทาง เธอมองว่าวรรณกรรมที่เล่าถึงความเจ็บปวดหรือความเหงามีหน้าที่คล้าย "วัคซีนในชีวิต" ที่ช่วยให้ผู้อ่านรู้จักปัญหาบางอย่างก่อนเจอในชีวิตจริง

แบรนด์ใหม่อื่น ๆ ได้แก่ Bubble Books หนังสือภาพประกอบสำหรับผ่อนคลายและเติมกำลังใจ ออกชุดแรก 4 เล่ม และโปรเจกต์พิเศษของ mind & thought ที่ร่วมกับ happening นำนักเขียนไปทำงานกับนักวาด ออกชุดแรก 3 เล่ม ส่วนฝั่งหนังสือเด็ก แจ่มใสคิดส์ (Jamsai Kids) เปิดตัวครอบครัวของมาสคอตน้องแพร เพื่อต่อยอดการอ่านนิทานในครอบครัว

1773713266909_KV_Affiliat_600X450 - Copy.jpg

ตัวกลางส่งงานไทยไปต่างประเทศ

อีกความเคลื่อนไหวคือการนำผลงานนักเขียนออกนอกประเทศ แต่เดิมแจ่มใสไม่มีรูปแบบชัดเจนในการขายลิขสิทธิ์หรือนำผลงานไปเสนอต่างประเทศ ทั้งที่มีหลายสำนักพิมพ์ในเครือ ปัจจุบันบริษัทตั้งเป้าเป็นตัวกลางที่รับงานเข้ามาและส่งงานออกไป โดยเฉพาะผลงานนักเขียนไทย ซึ่งไม่จำกัดเพียงนิยาย แต่รวมถึงเว็บตูนและนักวาด ภายใต้ชื่อ "แจ่มใส เอเจนซี" (Jamsai Agency)

“เราจะเป็นฮับที่เอางานเข้ามาแล้วก็เอางานออกไป บริษัทต้องการเป็นสะพานเชื่อม” รวิวรรณกล่าว

DSC05853 - Copy.JPG

อีก 5 ปีข้างหน้า

เมื่อถามถึงอีก 5 ปี รวิวรรณบอกว่าไม่ได้ตั้งเป้าด้วยตัวเลขหรือชนิดของผลิตภัณฑ์ แต่ยึดหลักคิด "We bring happiness to people" ซึ่งจะแปลงเป็นหนังสือ กิจกรรม หรือรูปแบบอื่นก็ได้ สิ่งที่บริษัทจะรักษาไว้คือคุณภาพ ทีมงานทดลองทำสิ่งใหม่ได้ แต่ผลงานต้องทำให้ผู้ซื้อพอใจ

คำที่เธอได้ยินบ่อยจากนักอ่านตลอด 25 ปีคือ "โตมากับแจ่มใส" และเมื่อมองไปข้างหน้า เธอปรับเป็น "โตไปกับแจ่มใส" หมายถึงการมีหนังสือให้ผู้อ่านทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่

ในปีที่ 25 แจ่มใสวางตัวเป็นเจ้าของเรื่องเล่าที่เข้าถึงผู้อ่านหลายกลุ่มผ่านหลายช่องทาง ขณะที่ตัวเลขรายได้และผลกำไรในปีต่อ ๆ ไปจะเป็นตัวชี้ว่าทิศทางนี้ชดเชยรายได้ที่ลดลงได้หรือไม่