3 พ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

Garmin ขยับจากขายนาฬิกาสู่ธุรกิจข้อมูลสุขภาพ รุก B2B รับตลาด Longevity ปักฐานผลิตในไทย

Garmin ขยับจากขายนาฬิกาสู่ธุรกิจข้อมูลสุขภาพ รุก B2B รับตลาด Longevity ปักฐานผลิตในไทย

Garmin Health Summit (6).jpg

เมื่อพูดถึง Garmin ภาพจำของผู้บริโภคส่วนใหญ่คือสมาร์ตวอตช์สำหรับนักวิ่ง นักกีฬา และผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เบื้องหลังอุปกรณ์ที่ผู้คนสวมใส่ทุกวัน บริษัทกำลังขยายธุรกิจอีกด้านที่มีโอกาสเติบโตไปไกลกว่าการขายฮาร์ดแวร์ นั่นคือการนำข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ไปให้โรงพยาบาล บริษัทประกัน นักวิจัย ฟิตเนส และองค์กรต่างๆ ใช้พัฒนาบริการใหม่

ธุรกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้ชื่อ Garmin Health ซึ่งสะท้อนทิศทางการขยายจากตลาดผู้บริโภค (B2C) ไปสู่ตลาดองค์กร (B2B) โดยใช้ข้อมูลชีวมิติจากอุปกรณ์ของ Garmin เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ

ยอร์น วัตซ์เก้ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขาย Garmin Health เปิดเผยว่า ธุรกิจ Garmin Health ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโต 25% ในปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ร่วมกับสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม

garmin_01.jpg

ทิศทางดังกล่าวทำให้เห็นว่าโอกาสของ Garmin ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มยอดขายนาฬิกา แต่ยังรวมถึงการนำข้อมูลจากอุปกรณ์ไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้กับองค์กรอื่น โดยเฉพาะในช่วงที่ Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

Garmin เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีธุรกิจ 5 กลุ่ม ได้แก่ การบิน ยานยนต์ การเดินทะเล ฟิตเนส และกิจกรรมกลางแจ้ง ในปี 2025 บริษัทมีรายได้ 7,246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดส่งผลิตภัณฑ์มากกว่า 20 ล้านชิ้น และตั้งเป้ารายได้ปี 2026 ไว้ที่ประมาณ 8,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จุดแข็งที่นำมาต่อยอดธุรกิจสุขภาพคือความสามารถในการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กิจกรรมทางกาย อัตราการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ ความเครียด ไปจนถึงตัวชี้วัดการฟื้นตัวของร่างกาย

03 Jörn Watzke Senior Director of Garmin Health Global Sales.jpg

ซูซาน ไลแมน รองประธานฝ่ายขายและการตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค อธิบายว่า ฟังก์ชันสุขภาพมีอยู่ในอุปกรณ์หลายระดับราคา ขณะที่แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ราว 2-3 สัปดาห์ช่วยให้ผู้ใช้สวมใส่ต่อเนื่องได้ รวมถึงช่วงเวลานอนหลับ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเก็บข้อมูลสุขภาพ

ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานของ Garmin Health ที่เปิดให้องค์กรภายนอกเชื่อมต่อผ่าน Garmin Health API และ SDK เพื่อนำไปพัฒนาบริการของตนเอง

วัตซ์เก้กล่าวว่า "สิ่งที่เราทำคือช่วยให้พันธมิตรเชื่อมโยงบริการของพวกเขากับระบบนิเวศ Garmin Health Ecosystem และใช้ข้อมูลนั้นในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ"

ปัจจุบัน Garmin Health มีพันธมิตรหลายพันราย ครอบคลุม 6 กลุ่ม ได้แก่ การดูแลสุขภาพ งานวิจัยและการทดลองทางคลินิก ประกันภัย ฟิตเนส สวัสดิการพนักงาน และนวัตกรรมด้านอื่นๆ

โมเดลธุรกิจนี้ทำให้ Garmin ทำหน้าที่จัดหาอุปกรณ์และช่องทางเชื่อมต่อข้อมูล ขณะที่พันธมิตรนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าของตนเอง โดย Garmin ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้พัฒนาบริการปลายทางทุกประเภทด้วยตัวเอง

Susan Lyman Vice President of Consumer Sales and Marketing.jpg

ประกันภัยและงานวิจัย โอกาสของข้อมูลต่อเนื่อง

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่นำข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ไปใช้ต่อเนื่องคือบริษัทประกันภัย วัตซ์เก้ระบุว่า บริษัทประกันเริ่มใช้ข้อมูลลักษณะนี้มานานกว่า 10 ปี โดยระยะแรกเน้นโปรแกรมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น Vitality จากสหราชอาณาจักร ที่ให้ส่วนลดหรือบัตรกำนัลแก่ผู้เอาประกันที่มีกิจกรรมทางกายมากขึ้น

นอกจากช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าดูแลสุขภาพแล้ว ข้อมูลยังสามารถนำไปประกอบการพิจารณารับประกันภัยได้ โดยวัตซ์เก้ยกตัวอย่าง BCT Life ในฮ่องกง ซึ่งร่วมกับ SCOR และ Nan Shan Life ในไต้หวัน

อีกกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตคืองานวิจัย สกอตต์ เบอร์เกตต์ (Scott Burgett) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรม Garmin Health ระบุว่า ปัจจุบันมีงานวิจัยมากกว่า 1,260 โครงการที่ใช้อุปกรณ์ Garmin เก็บข้อมูลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดข้อจำกัดจากการให้ผู้เข้าร่วมรายงานข้อมูลด้วยตนเอง และทำให้นักวิจัยติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากได้สะดวกขึ้น

สำหรับจำนวนโครงการวิจัยและลูกค้ารายใหม่ทั่วโลก Garmin มีมากกว่า 420 โครงการในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 500 โครงการในปี 2026 โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มสร้างโครงการและลูกค้าใหม่สูงสุด

garmin_06.jpg

Longevity เพิ่มมูลค่าให้ข้อมูลสุขภาพ

กระแส Longevity เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ข้อมูลสุขภาพมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการมีอายุยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการมีชีวิตยาวนาน แต่ยังรวมถึงการรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ

วัตซ์เก้มองว่า สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งกิจกรรมทางกาย การนอนหลับ และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Garmin Health ระบุว่า การเพิ่มกิจกรรมจากเฉลี่ย 5,000 เป็น 10,000 ก้าวต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน ต่อเนื่อง 2 ปี มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 57%

นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ Vitality ที่บริษัทนำมาอ้างอิงยังประเมินว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจเพิ่มจำนวนปีของชีวิตที่มีสุขภาพดีของคนอายุ 50 ปี จาก 16.6 เป็น 25.1 ปี และคนอายุ 70 ปี จาก 6.1 เป็น 11.6 ปี

"ไม่มีคำว่าสายเกินไป" คือสิ่งที่วัตซ์เก้ต้องการสื่อถึงการเริ่มดูแลสุขภาพ โดย Garmin มองว่าอุปกรณ์สวมใส่สามารถช่วยติดตามพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งเป็นข้อมูลประกอบการดูแลสุขภาพในระยะยาว

Garmin Health Global Summit.jpg

จากข้อมูลสู่บริการสุขภาพที่ใช้งานจริง

ตัวอย่างการนำข้อมูล Garmin ไปพัฒนาบริการมีหลายรูปแบบ เช่น Orbit Health ที่ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์วัดความเร่งและไจโรสโคปในอุปกรณ์ Garmin พัฒนาโซลูชัน Neptune สำหรับติดตามอาการสั่นและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยพาร์กินสัน

ส่วน Twin Health นำข้อมูลกิจกรรม การนอนหลับ และอัตราการเต้นของหัวใจ ไปใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Whole Body Digital Twin เพื่อสร้างคำแนะนำเฉพาะบุคคลด้านโภชนาการ การนอน และการออกกำลังกาย โดย Garmin ระบุว่าเกือบ 84% ของผู้เข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 6 เดือนเข้าสู่ภาวะสงบของโรคเบาหวาน

อีกกรณีคือ HeraMED บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพสตรีจากออสเตรเลีย ซึ่งได้รับรางวัล People's Choice จาก Garmin Health Awards 2026 โดยอนุชกา กังกาดิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในการดูแลสุขภาพผู้หญิง และความสำคัญของการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะกลุ่ม

garmin_02.jpg

สำหรับประเทศไทย กรณีศึกษาที่น่าสนใจมาจากโรงพยาบาลรามาธิบดี โดย รศ. ดร. พญ. วิสาข์สิริ ตันตระกูล หัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ นำเสนอผลการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น พบว่าผู้ป่วยที่เข้าถึงข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์ Garmin ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง (CPAP) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 40 นาทีต่อคืน เมื่อติดตามผลเป็นเวลา 8 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่าอุปกรณ์ Garmin สำหรับผู้บริโภคไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคแทนแพทย์ได้ และการติดตามข้อมูลการนอนมากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้เกิดความกังวลจนกลายเป็นภาวะ Orthosomnia

ข้อจำกัดนี้สะท้อนว่า แม้ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่จะมีประโยชน์ต่อการปรับพฤติกรรม แต่การนำไปใช้ทางการแพทย์ยังต้องอาศัยการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

garmin_03.jpg

ไทยทั้งตลาดเติบโตและฐานผลิตแห่งใหม่

นอกเหนือจากธุรกิจข้อมูลสุขภาพ ประเทศไทยยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในแผนการลงทุนด้านการผลิตของ Garmin

ซูซาน ไลแมน ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิต 12 แห่งในสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สหราชอาณาจักร จีน และไต้หวัน โดยประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่เพื่อรองรับตลาดโลก

Garmin ใช้แนวทางควบคุมกระบวนการสำคัญด้วยตัวเอง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการสนับสนุนการขาย เพื่อควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์

"เรายังเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยักษ์ใหญ่แห่งถัดไปของเรา สำหรับทั่วโลก ไม่ใช่แค่สำหรับเอเชีย ไม่ใช่แค่สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

เธอระบุว่าบริษัทมีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย และจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต้นปีหน้า

ขณะที่วัตซ์เก้ระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ Garmin ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทีมงานขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์ Cirqa ซึ่งเป็นสมาร์ตแบนด์แบบไม่มีหน้าจอ ยังมีสัดส่วนผู้ใช้งานรายใหม่ในไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ตามข้อมูลที่บริษัทนำเสนอ

garmin_07.jpg

เมื่อพิจารณาร่วมกัน ประเทศไทยจึงมีบทบาทต่อ Garmin ถึง 3 ด้าน ทั้งตลาดผู้บริโภค พื้นที่สร้างพันธมิตรด้านสุขภาพและงานวิจัย และฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดต่างประเทศ

จากธุรกิจที่ผู้บริโภครู้จักผ่านนาฬิกาสำหรับวิ่งและออกกำลังกาย Garmin กำลังขยายมูลค่าจากการขายอุปกรณ์ไปสู่การใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทเชื่อมต่อกับธุรกิจใหม่ๆ ได้มากขึ้น

โจทย์สำคัญต่อจากนี้คือการขยายพันธมิตร การใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ และการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ Longevity ให้เกิดประโยชน์จริง

ส่วนประเทศไทยจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Garmin มากเพียงใด คงต้องติดตามทั้งความคืบหน้าของโรงงานแห่งใหม่และการขยายธุรกิจ Garmin Health ในตลาดไทย ซึ่งอาจเป็นสองปัจจัยที่ทำให้บทบาทของไทยต่อบริษัทเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อจากนี้