ประเด็นร้อนเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช "กะเพรา" ที่สร้างความกังวลใจให้สังคมว่า ต่อไปคนไทยอาจไม่มีสิทธิ์ปลูกหรือต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากเอกชน ล่าสุด “ซีพีแรม” ออกมาเคลียร์ความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยืนยันชัดเจนว่าการจดทะเบียนครอบคลุมเฉพาะ 4 สายพันธุ์ใหม่ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานเท่านั้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและประชาชนใช้ชีวิตและค้าขายได้ตามปกติ
นับตั้งแต่ประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราตกเป็นที่สนใจในสังคม หลายคนเกิดคำถามว่าข้อจำกัดนี้จะกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมหรือไม่ ความชัดเจนจากหลายภาคส่วนระบุตรงกันว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้หมายความว่าใครคนใดคนหนึ่งจะเป็นเจ้าของกะเพราทั้งหมด และกะเพราพันธุ์พื้นเมืองที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ยังคงสามารถปลูก กิน และซื้อขายได้อิสระเช่นเดิม

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า การพัฒนาพันธุ์พืชเป็นกลไกปกติของประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า เช่นเดียวกับญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยต่อเนื่อง เพื่อให้ได้พืชผลที่เติบโตดี ต้านทานโรค ทนทานต่อสภาพอากาศ และตอบโจทย์ตลาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นครัวของโลก
“การวิจัยและพัฒนาต้องใช้เวลาและความอุตสาหะ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยถือเป็นเรื่องปกติ” นายวิเศษกล่าว และอธิบายจุดเริ่มต้นของการพัฒนาพันธุ์ว่า ซีพีแรมคลุกคลีกับการผลิตอาหารพร้อมรับประทานมายาวนานกว่า 10 ปี จากประสบการณ์ทำเมนูข้าวกะเพรา พบว่าวัตถุดิบแต่ละสายพันธุ์ให้กลิ่น รส และลักษณะใบที่แตกต่างกัน
โจทย์สำคัญในการพัฒนาจึงแบ่งเป็นสองด้าน ด้านแรกคือฝั่งผู้บริโภคที่ต้องการกลิ่นรสกะเพราที่ชัดเจน รวมถึงขนาดใบที่เหมาะสมกับการทำอาหาร เพราะใบขนาดเล็กมักหดตัวและหายไปเมื่อผ่านความร้อน ขณะที่ฝั่งเกษตรกร ขนาดใบและน้ำหนักผลผลิตมีผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตต่อแปลงและรายได้ที่เพิ่มขึ้น

การพัฒนากะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ประกอบด้วย แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบภายในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเท่านั้น ไม่ได้ทำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป และไม่มีการวางขายตามแผงค้าปลีก
นายวิเศษย้ำด้วยว่า กะเพราที่ประชาชนปลูกและซื้อขายอยู่เดิม รวมถึงกะเพราพื้นเมืองกว่า 300 สายพันธุ์ที่มีความหลากหลายในประเทศไทย จะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้บริโภค แม่ค้าตลาดสด ร้านอาหาร หรือเกษตรกรทั่วไป ยังคงดำเนินกิจกรรมทุกอย่างได้ตามปกติ การจดทะเบียนพันธุ์ใหม่ไม่ได้หมายถึงสิทธิเหนือใบกะเพราทุกใบหรือเมนูผัดกะเพราตามร้านอาหารทั่วไปแต่อย่างใด
สำหรับการเพาะปลูกกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่นี้ ดำเนินการผ่านแปลงต้นแบบของบริษัทและการทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภายใต้โครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการจัดการแปลง ก่อนส่งผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงานเพื่อแปรรูปอย่างรวดเร็ว

“ที่เรียกว่าคู่ชีวิตก็คือ เราอยู่ได้ด้วยเขา เขาอยู่ได้ด้วยเรา เราก็ไปด้วยกัน” นายวิเศษกล่าวถึงความสัมพันธ์กับเครือข่ายเกษตรกร พร้อมเสริมว่าในกระบวนการทำงานจริง เกษตรกรผู้ลงมือปฏิบัติคือผู้เชี่ยวชาญที่นำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งช่วยยกระดับรอบการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ซีพีแรมยังร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนากับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล
“ประเทศไทยมีนักวิจัยที่มีความสามารถและมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรไทยบนเวทีโลก พร้อมกับสร้างประโยชน์ที่สมดุลให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” นายวิเศษกล่าวทิ้งท้าย