ชะตากรรมของข้าวไทยและชาวนายังคงน่าเป็นห่วง ทั้งตลาดที่ถูกคู่แข่งแซงหน้าและเบียดแย่งอันดับ 1 และอันดับ 2 ทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 3 ของการส่งออก ขณะที่ราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาตลาดทำให้แข่งขันยากขึ้น
ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวไปสู่ตลาดโลกเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งในด้านคุณภาพของข้าว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิเป็นที่ต้องการของตลาด แต่การขาดการพัฒนาสายพันธุ์ ต้นทุนในการเพาะปลูกข้าวต่อไร่มีมูลค่าสูง รวมไปถึงโครงสร้างระบบชลประทานที่ยังไม่ดีพอ ปัจจัยลบหลายด้านส่งผลให้ไทยไม่สามารถยืนระยะในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งได้อีก
ในขณะที่เวียดนามมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และสามารถพัฒนาข้าวให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เคยบริโภคข้าวไทยได้ เช่น ฟิลิปปินส์ ด้านอินเดียสร้างข้อได้เปรียบของตลาดข้าวในเรื่องราคาที่ถูกกว่า และยังสามารถเพาะปลูกข้าวได้ในปริมาณมาก
ปัญหาเรื่องข้าวไทยจึงกลายเป็นปัญหาที่ทั้งภาครัฐและประชาชนพยายามเร่งหาทางแก้ไข เมื่อปีที่ผ่านมา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบาย “ข้าวประณีต” เพื่อให้ข้าวของไทยสามารถเจาะตลาดพรีเมียมทางเลือกได้ ทั้งในลักษณะของข้าวพื้นถิ่นคุณภาพดี และผลิตภัณฑ์แปรรูป

ในแต่ละปีไทยผลิตข้าวได้มากกว่า 20 ล้านตัน และพึ่งพาการส่งออกมากกว่าครึ่ง แต่ผลผลิตต่อไร่ยังตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่ได้เฉลี่ย 1,200 กก./ไร่ ขณะที่ข้าวไทยอยู่ที่ 600-700 กก./ไร่ กระทรวงพาณิชย์จึงมีแนวคิดที่จะขับเคลื่อนข้าวไทยให้มุ่งไปสู่ตลาดเฉพาะทางมากขึ้น ใช้จุดแข็งด้านความหลากหลายที่มีมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ และเริ่มต้นส่งเสริม 200 กลุ่มเกษตรกรต้นแบบในเฟสแรก
นอกจากนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และมูลนิธิข้าวไทย มีแนวคิดส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านการประกวด ที่จะเป็นการสร้างโอกาสการแข่งขันในอุตสาหกรรมข้าวไทยด้วยนวัตกรรม ได้แก่ ตลาดข้าวฟังก์ชันนัล และโภชนาการเชิงป้องกัน โปรตีนทดแทนจากข้าว และด้านความงาม
ประธานมูลนิธิข้าวไทย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล มองว่า “การประกวดนวัตกรรมข้าวจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทยและต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ รวมถึงเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับข้าวไทยและชาวนาไทยในอนาคต”

ปี 2026 มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าอุตสาหกรรมข้าวทั่วโลกมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญประมาณ 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงบทบาทของข้าวที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลักของประชากรโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปี 2025 ขณะที่อเมริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดเนื่องจากกระแสนิยมอาหารสุขภาพและอาหารทางเลือก โดยโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวไทยในหลายมิติ เช่น ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน ซึ่งคนไทยกว่าร้อยละ 35 เริ่มปรับพฤติกรรมการกินเพื่อจัดการระดับน้ำตาลและโคเลสเตอรอล ข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้รับความนิยมในเขตเมืองเพิ่มขึ้น
ในมิติสังคมผู้สูงอายุและนวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่ม ที่เน้นผลิตภัณฑ์ข้าวที่ย่อยง่าย มีสารอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจและสมองเสื่อม ผลิตภัณฑ์กลุ่มรำข้าวสกัดและข้าวเพาะงอกกำลังถูกนำมาใช้ในเชิงโภชนเภสัช ซึ่งเติบโตมากกว่าร้อยละ 8 ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีด้านที่ใช้เป็นโปรตีนทดแทน ซึ่งโปรตีนจากข้าวมีคุณสมบัติที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองหรือนม และนวัตกรรมความงามและเครื่องสำอางจากข้าว เป็นหนึ่งตลาดใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลจากสารสกัดข้าว เช่น เทรนด์การใช้รำข้าวหมักในการดูแลผิวและเส้นผมที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วเอเชีย
“การประกวดนวัตกรรมข้าวไทย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความตระหนักด้านนวัตกรรม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านข้าวของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และชุมชน ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่า และสามารถขยายโอกาสสู่กลุ่มตลาดอื่น นอกเหนือจากการจำหน่ายแบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา NIA ได้ให้การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจากข้าวไปแล้วกว่า 100 โครงการ มูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 50 ล้านบาท ก่อให้เกิดการลงทุนต่อยอดในระบบเศรษฐกิจกว่า 392 ล้านบาท” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA อธิบาย
หากมองที่ภาพรวมของมูลค่าการส่งออกข้าวไทยในช่วง 11 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 7.29 ล้านตัน ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นหมายความว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวในปีที่ผ่านมาอาจไม่สู้ดีนัก เนื่องจากอินเดียปล่อยสต๊อกข้าวขาวเข้าสู่ตลาดทำให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกอยู่ในภาวะล้นตลาด

ปี 2569 จึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประเมินร่วมกับภาคเอกชนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ซึ่งคาดว่า ตลาดยังทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2568 ทั้งภาพรวมปริมาณผลผลิตข้าวโลกที่ยังคงมีปริมาณมาก และการระบายสต๊อกข้าวปริมาณมากของอินเดีย รวมถึงความต้องการนำเข้าข้าวของคู่ค้าสำคัญที่มีแนวโน้มลดการนำเข้าข้าวลง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการส่งออกข้าวของไทยล้วนแต่มีความสำคัญและไม่อาจเพิกเฉยได้ คือ ภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนค่าขนส่ง และการแข็งค่าของเงินบาทที่จะกระทบกับการส่งออกสินค้าเกษตร และคาดว่าปี 2569 ไทยน่าจะส่งออกข้าวได้ในปริมาณ 7 ล้านตัน

ความหวังของตลาดข้าวไทยน่าจะอยู่ที่นโยบายที่เกิดขึ้นเมื่อศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีนโยบายผลักดันการส่งออกข้าว ที่เน้นการรักษาตลาดเดิม และรุกตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลจีนปริมาณ 500,000 ตัน และยังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาข้าวกับ คอฟโก้ตามกรอบซื้อขายภายในเดือนมีนาคม 2569 และยังมีข้อตกลงด้านการค้าข้าวกับรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะซื้อขายข้าวสูงสุดไม่เกิน 100,000 ตัน ตลอดระยะเวลา 5 ปี และยังต้องเร่งขยายตลาดข้าวขาว ข้าวนึ่งในตลาดต่างประเทศ เช่น อิรัก ซาอุดีอาระเบีย
ประกอบกับแนวคิดในการประกวดนวัตกรรมเพื่อพัฒนาข้าวไทย ที่ NIA และมูลนิธิข้าวไทยร่วมกัน น่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ข้าวไทยสามารถกลับเข้าสู่เวทีแข่งขันในตลาดโลกทั้งในด้านราคาและคุณภาพ แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้าวไทยน่าจะมีดีมากพอที่จะเข้าสู่ตลาดพรีเมียม หรือตลาดทางเลือก แต่ต้องไม่ลืมว่าความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แปรเป็นคำสั่งซื้อ.